คลังเก็บป้ายกำกับ: อาหารลดน้ำหนัก

ประโยชน์ควินัว

5 ประโยชน์ควินัว ธัญพืชคุณค่าสูง รักสุขภาพขาดไม่ได้

ควินัว ซุปเปอร์ฟูด เป็นธัญพืชเทียมไม่ขัดสี ทางเลือกใหม่สำหรับคนรักสุขภาพ มีเนื้อที่นิ่มแต่กรุบกรอบ ปราศจากกลูเตน มีลักษณะเม็ดเล็กและมีหลากหลายสี ให้รสชาติที่แตกต่างกันตั้งแต่รสขมไปจนถึงรสหวาน สามารถใช้ทำเป็นซุปข้นหรือโจ๊กหรือใส่ในสลัดก็ได้ ในบทความนี้จะขอเสนอรายละเอียดและประโยชน์ของควินัวให้คุณได้รู้จักมากขึ้น

1. โปรตีนสูง สำหรับผู้ที่ควบคุมอาหารแต่ต้องการโปรตีนที่ช่วยเสริมสร้าง ซ่อมแซมร่างกาย แต่มิได้ต้องการกินเนื้อสัตว์สามารถกินควินัวทดแทนได้ ควินัวมีกรดอะมิโนที่จำเป็นและให้โปรตีนสูง เหมาะแก่การกินทดแทนหรือสลับกับการกินเนื้อประเภทอื่นได้เป็นอย่างดี

2. ลดความเสี่ยงโรคร้าย สารต้านอนุมูลอิสระในควินัว ช่วยลดความเสี่ยงต่อการเป็นโรคร้ายต่าง ๆ เช่น มะเร็ง หัวใจ กำจัดอนุมูลอิสระสาเหตุของการป่วยและการอักเสบต่าง ๆ ในร่างกาย

3. แพ้นม การบำรุงกระดูกและฟัน มิได้จำกัดแค่การดื่มนมเท่านั้น บางคนก็มีอาการแพ้นม คุณสามารถรับประทานควินัว เพื่อให้ได้รับแคลเซียมที่ใช้ในการบำรุงกระดูกและฟันให้แข็งแรงได้

4. ท้องผูก การขับถ่ายของเสีย ถือเป็นการลดพิษและของเสียที่คั่งค้างอยู่ให้ถูกกำจัดออกไป หากคุณท้องผูกเป็นเวลาหลายวัน จะทำให้เกิดการสะสมของพิษ และอาหารเก่าตกค้างในลำไส้ ส่งผลให้เลือดไม่สะอาด ลำไส้ทำงานได้ไม่ดีเท่าที่ควร การดูดซึมสารอาหารจะไม่มีประสิทธิภาพ การรับประทานควินัวมีส่วนช่วยให้ระบบย่อยและการขับถ่ายเป็นไปตามปกติ ช่วยให้ลำไส้บีบรัดตัว และขับเคลื่อนของเสียได้ง่ายขึ้น

5. โรคประจำตัว ผู้ที่ป่วยเป็นโรคเบาหวาน โรคไขมันอุดตันในเส้นเลือด คอเลสเตอรอลสูง โรคเหล่านี้ควรเลือกรับประทานอาหารเป็นพิเศษ เพื่อป้องกันมิให้อาการของโรคมีความรุนแรงมากขึ้น ควินัวมีสารอาหารที่สามารถช่วยลดคอเลสเตอรอลและไตรกลีเซอไรด์ เมื่อรับประทานเป็นประจำจะส่งผลดีต่อระดับน้ำตาลในเลือด เป็นการลดความเสี่ยงต่อภาวะแทรกซ้อนต่าง ๆ ได้

วิธีรับประทานควินัวให้อร่อย

เพื่อให้ได้รสที่อร่อย ควรล้างควินัวก่อนนำมาปรุงอาหารทุกครั้ง เพื่อลดกลิ่นและสารซาโปนินส์ หรือสารที่ให้รสขม และเวลานำมากินอาจนำไปผสมใส่ในสลัด หรือหุงผสมกับข้าวกล้องหรือข้าวอื่น ๆ และไม่ควรใช้เวลาในการหุงนาน เนื่องจากควินัวค่อนข้างสุกเร็ว ใช้เวลาประมาณ 20 นาทีก็เพียงพอแล้ว นอกจากนี้หากหุงควินัวสุกแล้วและรับประทานไม่หมดในวันนั้น  เมื่อควินัวเย็นตัวลงแล้วสามารถเก็บไว้ในตู้เย็น และนำออกมาอุ่นใหม่อีกครั้งได้หากต้องการรับประทานในครั้งต่อไป แต่ทั้งนี้ควรรับประทานให้หมดภายใน 3-5 วัน อัตราส่วนในการหุงเพื่อความอร่อย ควินัว 1 ส่วนและน้ำ 2 ส่วน ซึ่งก่อนหุงอย่าลืมนำไปแช่น้ำก่อนทุกครั้ง เพียงเท่านี้ก็จะได้ควินัวอร่อยๆ กรุบๆกรอบๆ พร้อมสารอาหารแบบจัดเต็มในการบำรุงร่างกายแล้วหล่ะค่ะ

ประโยชน์ควินัวฟังดูแล้วดีต่อสุขภาพมากมาย ใครอยากสุขภาพดี แข็งแรงและบรรเทาอาการของโรคประจำตัว ลองเปลี่ยนจากกินข้าวขาว มากินควินัวแทนดู กินต่อเนื่องเป็นประจำ คุณจะสามารถเห็นถึงความเปลี่ยนแปลงของร่างกายได้อย่างแน่นอน

ดูคลิปประโยชน์ควินัว https://www.youtube.com/watch?v=o0SJEnL4Q-E

ประโยชน์แกงเลียงกุ้งสด

ประโยชน์แกงเลียงกุ้งสด อาหารสมุนไพร สรรพคุณจากเครื่องเทศ

แกงเลียงกุ้งสด หนึ่งในเมนูอาหารที่เต็มไปด้วยสมุนไพรและเครื่องเทศ กระตุ้นความอยากรับประทาน ตั้งแต่ได้กลิ่นหอมลอยมาตามสายลม สามารถใช้เป็นเมนูเพื่อสุขภาพอุดมด้วยคุณค่าทางสารอาหาร นอกจากนี้ยังมีประโยชน์ต่อคุณแม่มือใหม่ เพราะช่วยกระตุ้นการผลิตน้ำนมได้เป็นอย่างดี และต่อไปนี้จะขอเสนอประโยชน์จากแกงเลียงกุ้งสดที่มีในด้านอื่น ๆ ดังนี้

1. แกงเลียงช่วยให้กระดูกและฟันแข็งแรง
แคลเซียมที่อยู่ในพริกไทย สามารถช่วยบำรุงกระดูกและฟันให้แข็งแรง ป้องกันการเกิดโรคกระดูกพรุน อีกทั้งยังช่วยในการชะลอความเสื่อมของเซลล์

2. แกงเลียงบำรุงสมอง
หอมแดงอุดมด้วยธาตุฟอสฟอรัสที่มีส่วนบำรุงสมอง กระตุ้นการทำงานสมอง เมื่อรับประทานเป็นประจำ ช่วยให้ความจำดีขึ้น จดจำเรื่องราวและประมวลผลต่าง ๆ ได้ไวขึ้น

3. แกงเลียงบำรุงสายตา ลดน้ำตาลในเลือด
ด้วยสีเหลืองของฟักทอง เป็นสารต้านอนุมูลอิสระ ที่ช่วยลดความเสี่ยงต่อการเป็นโรคต้อกระจก ช่วยบำรุงและรักษาสายตา อีกทั้งยังช่วยควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด ป้องกันโรคเบาหวาน

4. แกงเลียงเพิ่มน้ำนม
บวบอุดมด้วยธาตุเหล็ก ส่งเสริมการสร้างเม็ดเลือดแดง บำรุงและกระตุ้นน้ำนมมารดา เหมาะสำหรับผู้ที่เลี้ยงลูกด้วยนมแม่ ส่งเสริมการเจริญเติบโตของลูกน้อย บำรุงประสาทและสมอง ช่วยลดอาการอ่อนเพลีย

5. แกงเลียงแก้ท้องอืด
การรับประทานอาหารมากเกินไปหรืออาหารไม่ย่อย ทำให้เกิดอาการท้องอืด ท้องเฟ้อ สามารถแก้ปัญหานี้ได้โดยการรับประทานใบแมงลัก จะช่วยบรรเทาอาการท้องอืดให้ดีขึ้น ช่วยขับลมในลำไส้ ลดอาการท้องเฟ้อ พร้อมบำรุงลำไส้ไปในตัว

6. แกงเลียงบำรุงเส้นผม
สำหรับผู้ที่ปัญหาเส้นผมขาดหลุดร่วงได้ง่าย หรือผมแห้งเสีย การรับประทานกระชายสามารถช่วยบำรุงเส้นผมให้กลับมาแข็งแรง ลดการหลุดร่วง บำรุงเส้นผมให้มีน้ำหนัก กระตุ้นการทำงานของรากผมได้เป็นอย่างดี

7. แกงเลียงลดคอเลสเตอรอล ปรับสมดุลของร่างกาย
การรับประทานข้าวโพดอ่อน สามารถช่วยลดคอเลสเตอรอลในเส้นเลือด ป้องกันเส้นเลือดแข็งตัว อีกทั้งยังช่วยปรับสมดุลความเป็นกรดด่างในร่างกายให้อยู่ในภาวะปกติ

8. แกงเลียงลดน้ำหนัก
เครื่องปรุงและส่วนประกอบในเมนูแกงเลียงรวมไปถึงกุ้งสด มีส่วนช่วยให้คุณสามารถควบคุมน้ำหนักได้ง่ายขึ้น ด้วยแคลอรี่ที่ต่ำและวิตามินแร่ธาตุต่าง ๆ มีส่วนช่วยในการเพิ่มฮอร์โมนที่ช่วยในการกักไขมันให้มากขึ้น อีกทั้งการรับประทานกุ้งยังมีส่วนช่วยให้ระบบขับถ่ายดีขึ้นโดยไม่ต้องพึ่งยาลดน้ำหนัก

แกงเลียงกุ้งสดอร่อยและมีประโยชน์ขนาดนี้ เห็นทีต้องซื้อวัตถุดิบติดบ้านไว้เป็นเมนูประจำบ้านซะแล้ว แต่หากไม่มีเวลาหรือไม่สะดวก ไปร้านอาหารสั่งเค้าทำก็ง่ายและสะดวกดี กินอาหารทั้งทีก็ต้องเลือกอาหารที่กินแล้วถูกปาก และมีประโยชน์ต่อสุขภาพด้วย ถึงจะคุ้มค่ากับเงินที่เสียไป

ดูคลิปประโยชน์แกงเลียงกุ้งสดได้ที่ https://www.youtube.com/watch?v=FFVBstPy3kQ

ประโยชน์ข้าวโพด

ประโยชน์ข้าวโพด รับประทานทุกวัน ต้านได้หลายโรค เซเว่นก็มีขาย

ข้าวโพด ผลไม้ที่หลายคนชอบรับประทาน เพราะรสชาติที่หวาน มีกลิ่นหอม ทำให้รับประทานได้ง่าย มีหลายสีหลายสายพันธุ์ ซึ่งน้อยคนนักที่จะรู้ว่าประโยชน์ของข้าวโพดมีดีอย่างไรต่อสุขภาพ คุณสามารถหาคำตอบได้ในบทความนี้

1. ข้าวโพดกินแล้วดวงตาสดใส
แคโรทีนอยด์ ลูทีน ซีแซนทีน สารต้านอนุมูลอิสระที่อยู่ในข้าวโพด สารเหล่านี้ช่วยป้องกันเซลล์ของดวงตาให้เสื่อมช้าลง

2. ข้าวโพดป้องกันโรคโลหิตจาง
โรคโลหิตจาง คือโรคที่ขาดวิตามินและแร่ธาตุ ข้าวโพดมีแร่ธาตุเหล็กและโฟเลตสูง ช่วยบำรุงเลือดได้ค่ะ

3. ข้าวโพดต้มป้องกันโรคมะเร็ง
มีการวิจัยพบว่า ข้าวโพดหวานเมื่อเรานำไปต้มจนสุก จะมีสารต้านอนุมูลอิสระมากกว่าข้าวโพดดิบ สารต้านอนุมูลอิสระเหล่านี้จะช่วยป้องกันโรคมะเร็งได้ ก่อนรับประทานข้าวโพดควรนำไปทำให้สุกด้วยการ ต้ม นึ่ง ปิ้งย่าง เพื่อให้ได้ประโยชน์สูงสุดจากการรับประทานข้าวโพด

4. ข้าวโพดมีประโยชน์ป้องกันท้องผูก
สาเหตุที่คุณท้องผูก นั่นอาจเป็นเพราะคุณรับประทานอาหารที่มีกากใยน้อยเกินไป การรับประทานข้าวโพดจะช่วยให้คุณขับถ่ายง่ายขึ้น เพราะมันมีปริมาณไฟเบอร์สูงและยังทำให้ระบบย่อยอาหารมีประสิทธิภาพมากขึ้น

5. ลดน้ำหนักด้วยข้าวโพด
สาเหตุหนึ่งของโรคอ้วน คือการรับประทานอาหารที่ไม่มีประโยชน์และกินจุกจิก คุณสามารถรับประทานข้าวโพดเป็นของว่างทดแทนเวลาที่หิวได้ ข้าวโพดจะช่วยให้คุณอิ่มเร็วและอิ่มนานขึ้น ช่วยแก้ปัญหาการกินไม่เป็นเวลาได้เป็นอย่างดี

6. ข้าวโพดอาหารสำหรับคนเป็นโรคเบาหวาน
คนที่เป็นโรคเบาหวาน ต้องระวังเรื่องอาหารการกินเป็นพิเศษ การรับประทานข้าวโพดจะไม่ไปเพิ่มระดับน้ำตาลในเลือดให้สูงมากเกินไป นอกจากนี้กินข้าวโพดแบบพอดี แค่พอหายอยากหวานๆ ก็ช่วยให้อยู่กับโรคเบาหวานได้อย่างมีความสุข

7. ข้าวโพดป้องกันสมองเสื่อม
การรับประทานข้าวโพดอย่างสม่ำเสมอ จะช่วยให้คุณได้รับสารต้านอนุมูลอิสระไทมีน ซี่งมีส่วนช่วยให้สมองของคุณมีความจำที่ดีขึ้น

ข้าวโพดเป็นอาหารที่หารับประทานได้ง่าย แปรรูปเป็นอาหารได้หลายรูปแบบ หากต้องการบำรุงสุขภาพด้วยการกินผลไม้ก็อย่าลืมนึกถึงข้าวโพดด้วยนะ

ดูคลิปประโยชน์ข้าวโพด https://www.youtube.com/watch?v=IHIAaqJ_8dw

ประโยชน์มะละกอ

มะละกอ ชื่อนี้มีแต่ประโยชน์ สรรพคุณสารอาหารจากผลยาวรี

มะละกอผลไม้ที่อุดมด้วยวิตามินซี แช่เย็นยิ่งกินแล้วสดชื่น แถมยังดีต่อสุขภาพ มะละกอจะดูแลคุณในด้านใดบ้าง รู้ไว้ดอมคอมขอแนะนำ ประโยชน์ของมะละกอ ดังนี้

1. มะละกอช่วยป้องกันโรคหัวใจและความดันโลหิตสูง
หน้าที่ของหลอดเลือดแดง คือ นำเลือดออกจากหัวใจ ซึ่งเป็นเลือดที่มีปริมาณออกซิเจนในเลือดสูง ใช้ในการนำไปเลี้ยงอวัยวะทั่วร่างกาย การรับประทานมะละกอมีส่วนช่วยป้องกันคอเลสเตอรอลไม่ให้สร้างขึ้นในหลอดเลือดแดง เนื่องจากอุดมด้วยไฟเบอร์ วิตามินซี และสารต้านอนุมูลอิสระ อีกทั้งยังช่วยป้องกันโรคหัวใจและความดันโลหิตสูง

2. ผลไม้ลดน้ำหนักด้วยมะละกอ
ส่วนหนึ่งในการลดน้ำหนักให้ได้ผล คือการควบคุมปริมาณแคลอรี่ เส้นใยในมะละกอ ช่วยให้อิ่มไว ลดการกินพร่ำเพรื่อจุกจิกได้ดี ให้แคลอรี่ต่ำ เมื่อต้องการควบคุมน้ำหนัก คุณสามารถใช้มะละกอเป็นตัวเสริมในการควบคุมน้ำหนักได้

3. กินมะละกอลดการติดเชื้อ
ระบบภูมิคุ้มกันมีหน้าที่เป็นเกราะป้องกันการติดเชื้อต่าง ๆ ที่ทำให้ป่วย วิตามินซีในมะละกอ ช่วยต้านอนุมูลอิสระ ลดการติดเชื้อ เสริมภูมิต้านทานให้แข็งแรง

4. มะละกอผลไม้สำหรับโรคเบาหวาน
เบาหวานชนิดที่2 โรคเบาหวาน ชื่อก็บอกอยู่แล้วให้กินหวานเบาๆ ผู้ที่เป็นโรคนี้หากต้องการรับประทานมะละกอ อันที่จริงถึงจะหวานแต่ก็สามารถรับประทานได้ ทั้งนี้ต้องจำกัดปริมาณโดยกินได้ไม่เกินมื้อละ 5-6 ชิ้น เมื่อกินในปริมาณที่เหมาะสมสามารถส่งผลดีต่อระดับน้ำตาลในเลือด และยังช่วยลดกระบวนการอักเสบในร่างกายได้อีกด้วย ทั้งนี้สำหรับผู้ป่วยเบาหวาน ไม่ควรรับประทานมะละกอหมักดอง ควรรับประทานแบบสด

5. มะละกอลดความเสื่อมดวงตา
วิตามินที่ช่วยในการมองเห็นและปกป้องสายตาจากความเสื่อม คือวิตามินเอ สารเบต้าแคโรทีนในมะละกอ ช่วยกระตุ้นการเจริญเติบโตของเซลล์ หากขาดวิตามินเอ อาจทำให้มีความเสี่ยงต่อปัญหาสายตาต่าง ๆ เช่น จอประสาทตาเสื่อม ตาบอดตอนกลางคืน กระจกตาเสื่อม

6. มะละกอช่วยย่อยอาหาร
การรับประทานที่เร่งรีบแข่งกับเวลาที่มีจำกัด อาจส่งผลต่อระบบย่อยอาหาร ทำให้มีอาการท้องอืด อาหารย่อยช้าและยาก นอกจากนี้เมนูของอาหารประเภทอาหารขยะหรือการใช้น้ำมันในการทำอาหารมากเกินไป ล้วนส่งผลต่อการย่อยทั้งสิ้น เอนไซม์ปาเปนและใยอาหารในมะละกอ สามารถช่วยปรับปรุงประสิทธิภาพระบบทางเดินอาหารและการย่อยให้ดีขึ้นได้

7. มะละกอลดริ้วรอย
ใคร ๆ ก็อยากหน้าเด็ก แต่จะทำอย่างไรให้ผิวดี ดูเด็กเด้งจากการกิน สารต้านอนุมูลอิสระ วิตามินอี วิตามินซี เบต้าแคโรทีนในมะละกอตอบโจทย์เรื่องนี้ได้ดี เมื่อกินเป็นประจำสารอาหารเหล่านี้ จะช่วยลดริ้วรอย ยืดอายุเซลล์ ลดความกร้านและแห้งของผิว ปกป้องผิวให้มีความชุ่มชื่น อีกทั้งยังช่วยให้แลดูอ่อนเยาว์ ลดสัญญาณแห่งวัยได้อย่างน่ามหัศจรรย์

8. มะละกอผลไม้แก้ท้องผูก
ระบบขับถ่ายไม่ปกติ ถ่ายยาก เบ่งเป็นเวลานาน ต้องเจอหมัดเด็ดจากเมนูส้มตำมะละกอที่หลายคนโปรดปราน หรืออาจเป็นเมนูแกงส้มมะละกอก็อร่อยไปอีกแบบ ในมะละกอดิบ ออกฤทธิ์เป็นยาระบายอ่อน ๆ มีไฟเบอร์สูง สามารถช่วยให้ย่อยง่าย ถ่ายคล่อง

ในช่วงท้าย ก็มีเคล็ดลับการเลือกมะละกอมาฝาก ควรเลือกมะละกอที่แก่จัดแต่ไม่สุกจัด เลือกเปลือกสีเหลืองอมเขียว ผิวเรียบ และอย่าลืมดูขั้วต้องสดไม่แห้ง ที่สำคัญเลือกลูกที่น้ำหนักมากไว้ก่อน เพราะเนื้อด้านในจะแน่นและเยอะ อุดมด้วยสารอาหาร รู้จักประโยชน์และวิธีเลือกมะละกอกันไปแล้ว เตรียมตัวออกไปซื้อมะละกอกันเถอะค่ะ

ดูคลิป ประโยชน์มะละกอ https://www.youtube.com/watch?v=bLOGmr4qc7I

ประโยชน์ฟักทอง

6 เหตุผลที่เราควรรับประทานฟักทองเป็นประจำ ประโยชน์สรรพคุณที่รอคุณพิสูจน์

ฟักทอง พืชที่อุดมด้วยสารอาหารที่มีประโยชน์ต่อร่างกาย ทำเป็นของหวานก็อร่อย หรือใช้ทำอาหารคาวก็ให้รสชาดดีไม่แพ้กัน แถมยังให้แคลอรี่และไขมันที่ต่ำ ฟังดูแล้วท่าทางจะมีประโยชน์ต่อสุขภาพไม่ใช่น้อย อย่ารอช้า ไปทำความรู้จักกับฟักทองกันให้มากขึ้นดีกว่า

1. ฟักทองมีสารอาหารประโยชน์สูง
เนื้อฟักทองมีวิตามินและแร่ธาตุสูง แต่ให้แคลอรี่ต่ำ เป็นแหล่งที่ดีของเบต้าแคโรทีน มีวิตามินเอสูงช่วยในการดูแลสายตา ช่วยต้านอนุมูลอิสระตัวการของความเสื่อมที่ก่อให้เกิดความเจ็บป่วยและโรคต่าง ๆ

2. ฟักทอง โรคเรื้อรัง
อนุมูลอิสระต้นเหตุของโรคภัยที่ทำร้ายสุขภาพ การมีอนุมูลอิสระมากเกินไปอาจก่อให้เกิดความเจ็บป่วยหรือโรคเรื้อรัง เช่น โรคมะเร็ง การรับประทานฟักทองสามารถช่วยต้านและกำจัดอนุมูลอิสระ ปกป้องเซลล์เพื่อลดความเสียหายที่เกิดขึ้นกับเซลล์ได้

3. ฟักทองลดน้ำหนัก
สำหรับผู้ที่ต้องการควบคุมน้ำหนัก สามารถกินฟักทองเพื่อช่วยลดน้ำหนักได้ เพราะฟักทองมีเส้นใยอาหารสูง แคลอรี่ต่ำ ไขมันน้อย และที่สำคัญกินแล้วทำให้อิ่มเร็วและนาน ช่วยลดการกินจุกจิกได้ดีเลยทีเดียว

4. ฟักทองทำให้ผิวสวย
วิตามินซี วิตามินอี และเบต้าแคโรทีนในฟักทอง มีบทบาทสำคัญในการช่วยต่อต้านอนุมูลอิสระ กระตุ้นการสร้างคอลลาเจน ปกป้องผิวจากรังสียูวี ช่วยให้ผิวชุ่มชื่น อีกทั้งยังลดอาการผิวกร้านหรือผิวไหม้แดดได้ดีอีกด้วย

5. ฟักทอง โรคเบาหวาน
เปลือกฟักทองมีคุณสมบัติช่วยกระตุ้นการหลั่งของอินซูลิน ช่วยควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด ลดและป้องกันโรคเบาหวาน

6. ฟักทอง กระเพาะปัสสาวะ
นอกจากนำเนื้อฟักทองมากินแล้ว เมล็ดฟักทองก็มีประโยชน์ไม่น้อยไปกว่ากันเลยทีเดียว ใช้เมล็ดฟักทองคั่วและแกะเปลือกทิ้ง นำเนื้อที่อยู่ด้านในมารับประทาน จะสามารถป้องกันโรคนิ่วในกระเพาะปัสสาวะ และป้องกันโรคต่อมลูกหมากโตได้

ฟักทองมิได้มีประโยชน์เพียงแค่ 6 ข้อที่เล่าสู่กันฟังเท่านั้น การรับประทานฟักทองยังเป็นทางเลือกที่ดีสำหรับเมนูอาหารเด็ก หรือผู้สูงอายุที่มีปัญหาสุขภาพ มีสารอาหารและวิตามิน พร้อมสรรพคุณที่ช่วยดูแลปกป้องร่างกายให้ห่างไกลจากความเจ็บป่วย มีข้อดีขนาดนี้ต้องรีบหามากินซะแล้ว แต่ถึงจะดีขนาดไหน ก็ไม่ควรรับประทานมากเกินไป เพราะอาจทำให้ร้อนใน และมีอาการท้องอืด ท้องเฟ้อได้

ดูคลิปเกี่ยวกับ ประโยชน์ฟักทองได้ที่นี่ https://www.youtube.com/watch?v=O7iT7gGNX7c

กล้วยลดน้ำหนัก 5 เหตุผลง่ายๆ ที่ต้องใช้กล้วยเป็นตัวช่วยลดความอ้วน

กล้วยมีสารอาหารมากมาย อุดมด้วยเส้นใย คาร์โบไฮเดรต วิตามินและแร่ธาตุที่จำเป็น กล้วยลูกขนาดกลางให้พลังงานประมาณ 105 แคลอรี่ ให้ไขมันและโปรตีนที่ต่ำ มีสารประกอบทางพฤกษเคมีและสารต้านอนุมูลอิสระหลากหลายชนิด รวมทั้งมีโดพามีน (Dopamine) สารสื่อประสาทในสมอง ที่ทำหน้าที่ควบคุมการทำงานในส่วนต่างๆของร่างกาย และมีแคเทชิน (Catechin) ซึ่งเป็นสารเคมีจากพืชที่ทำหน้าที่ป้องกันมะเร็งได้อย่างมีประสิทธิภาพ หากคุณต้องการลดหรือควบคุมน้ำหนัก ลองมาดู 5 ประโยชน์ของกล้วยที่เป็นตัวช่วยที่ดีว่ามีอะไรบ้าง ข้อมูลรออยู่แล้วค่ะ

ทำไมต้องใช้กล้วยในการ “ลดน้ำหนัก” 

การรับประทากล้วยช่วยลดน้ำหนักลดความอ้วนได้จริง

1. กล้วยมีเส้นใยสูง แคลอรี่ต่ำ

กล้วยเป็นแหล่งที่ดีของเส้นใย เส้นใยช่วยในระบบขับถ่ายและระบบทางเดินอาหาร ดูแลการขับถ่ายให้เป็นปกติ บรรเทาอาการท้องผูก การรับประทานกล้วยให้แคลอรี่ที่ต่ำแต่ปริมาณเส้นใยสูง จะช่วยทำให้คุณรู้สึกอิ่มนานขึ้นและลดความอยากอาหารน้อยลง นอกจากนี้ยังช่วยลดความเสี่ยงต่อโรคหัวใจ โรคกระดูกเชิงกราน และมะเร็งบางชนิด

2. กล้วยดิบ หุ่นสวย พร้อมลดระดับน้ำตาล

การรับประทานกล้วยดิบช่วยให้อิ่มนานขึ้น มีเส้นใยอาหารที่ช่วยในการดูดซึมไขมันและคอเลสเตอรอล แล้วขับถ่ายออกมาพร้อมอุจจาระ จึงมีผลทำให้ร่างกายดูดซึมคอเลสเตอรอลน้อยลง ช่วยชะลอการดูดซึมของน้ำตาลจากอาหาร ลดระดับน้ำตาลในเลือด ควบคุมความดันให้เป็นปกติ

3. กล้วยหอมตัวช่วยที่ดี

จากการวิจัย กล้วยหอมให้พลังงานและสารอาหารที่เหมาะสมต่อผู้ที่ต้องการดูแลควบคุมน้ำหนัก มีสารเซโรโทนินที่ช่วยลดความอยากรับประทานอาหาร หรือการกินจุกจิก กล้วยหอมเป็นตัวช่วยที่ดีในการลดน้ำหนัก ควรรับประทานในมื้อเช้า เพราะนอกจากจะได้คุณค่าทางสารอาหารที่ครบถ้วนแล้ว ยังช่วยให้น้ำหนักที่มีอยู่นั้นลดลงได้อีกด้วย

4. ขับสารพิษ เพิ่มภูมิต้านทาน

สิ่งหนึ่งที่สำคัญนอกเหนือการดูแลควบคุมน้ำหนัก เพื่อให้น้ำหนักลดแล้วล่ะก็ นั่นคือการดีท๊อกซ์ หรือขับล้างสารพิษออกจากลำไส้และร่างกาย เพื่อขจัดสิ่งตกค้างส่วนเกินและลดอาการบวม ซึ่งในกรณีนี้แป้งในกล้วยดิบสามารถช่วยขับสารพิษได้ แต่หากต้องการเพิ่มภูมิต้านทานให้แก่ร่างกายควรรับประทานกล้วยสุกแทน

5. กล้วยมีวิตามินเร่งการเผาผลาญ

การเผาผลาญน้ำตาลและไขมันเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับการลดน้ำหนัก วิตามินที่มีบทบาทในหน้าที่นี้ เช่น วิตามินบี1 และวิตามินบี2 ซึ่งนอกจากนี้วิตามินในกล้วยยังช่วยลดและป้องกันอาการตัวบวม ช่วยให้การดูดซึมสารอาหารมีประสิทธิภาพมากขึ้น

การลดน้ำหนักที่ดีมิได้ขึ้นอยู่กับการรับประทานกล้วยเป็นหลัก แต่หากขึ้นอยู่กับหลายปัจจัยที่มีความสำคัญเท่าๆกัน ไม่ว่าจะเป็นการกินอาหารที่ดี มีประโยชน์ให้ครบ 5 หมู่ การดูแลเรื่องระบบขับถ่ายและของเสียที่สะสมอยู่ในร่างกาย การออกกำลังกาย การดื่มน้ำ และการพักผ่อน หากเราใส่ใจ ดูแล ปรับพฤติกรรมเหล่านี้ให้อยู่ในวินัยที่ดี ในไม่ช้าการลดน้ำหนักของคุณก็จะประสบผลสำเร็จได้เร็วขึ้นอย่างแน่นอน

กล้วยนอกจากจะมีประโยชน์ในการลดน้ำหนักแล้ว ยังมีประโยชน์ด้านอื่นๆอีก อ่านเพิ่มเติม >>> หมักผมด้วยกล้วย เส่นผมนุ่ม เงางามเวอร์

รับชมการลดน้ำหนักด้วยกล้วยในรูปแบบคลิปวิดีโอ >>> https://www.youtube.com/watch?v=dmiMX9Di7qw

15 ประโยชน์จากปลาแซลมอนที่คุณควรรู้

เมื่อสุขภาพร่างกายของคุณเริ่มมีปัญหา มักจะมีสัญญาณเตือนบางอย่างที่แจ้งให้คุณรู้ เช่น อาการปวดศรีษะ, น้ำหนักตัวที่เพิ่มขึ้น, ผมร่วง, ปัญหาผิวต่างๆ เป็นต้น เหล่านี้เป็นสัญญาณเตือนที่ไม่ควรละเลย เพราะอาการเหล่านี้อาจทำให้ก่อเกิดโรคต่างๆตามมามากมายได้ ในบทความนี้ เราจะขอแนะนำวิธีการดูแลตัวเองด้วยการรับประทานปลาแซลมอน

ประโยชน์ของการรับประทานปลาแซลมอน

เนื่องจากปลาแซลมอนนี้เป็นหนึ่งในอาหารสุขภาพที่ดีที่สุดในโลก สมาคมโรคหัวใจของสหรัฐอเมริกา แนะนำให้รับประทานปลาแซลมอนอย่างน้อย 2 ครั้งต่อสัปดาห์ เพราะในปลาแซลมอนนั้นอุดมไปด้วยกรดไขมัน โอเมก้า3 โปรตีน วิตามินและเกลือแร่ ที่ช่วยลดความเสี่ยงต่อโรคและอาการต่างๆ

ดังนั้น นี่คือ 15 เหตุผลที่คุณควรรับประทานปลาแซลมอน เพื่อดูแลสุขภาพของคุณเอง เราลองมาดูรายละเอียดทางโภชนาการของปลาแซลมอนกันดีกว่าค่ะ

1. ดีสำหรับหัวใจ


เห็นได้ชัดจากข้อเท็จจริงด้านโภชนาการที่กล่าวมาแล้วข้างต้นว่า ปลาแซลมอน อุดมไปด้วยกรดไขมัน โอเมก้า3 ซึ่งกรดไขมันโอเมก้า3 เป็นกรดไขมันไม่อิ่มตัวเชิงซ้อนที่มีพันธะคู่หลายตัว EPA และ DHA เป็นกรดไขมันโอเมก้า3 ที่มีอยู่ในปลาแซลมอน ทั้ง 2 ชนิดนี้ ช่วยลดระดับไตรกลีเซอไรด์ โดยการลดระดับ LDL และเพิ่มการย่อยสลายของกรดไขมัน ทั้งนี้จะช่วยป้องกันการเกิดคราบจุลินทรีย์และสามารถปกป้องคุณจากโรคหัวใจและหลอดเลือดสมองตีบ

[related-post id=”861″]

2. ช่วยลดน้ำหนัก

ปลาแซลมอนยังเป็นแหล่งโปรตีนที่ดี เพราะมีโอเมก้า3 ทั้งสองชนิด ซึ่งสารอาหารเหล่านี้จะมีผลต่อเปอร์เซ็นต์ของไขมันในร่างกาย โปรตีนนี้จะย่อยได้ยาก จึงสามารถช่วยให้คุณรู้สึกอิ่มได้นานขึ้น ซึ่งจะทำให้คุณกินได้น้อยลง จึงมีผลช่วยลดน้ำหนัก เพิ่มการไหลเวียนของโลหิต เพิ่มการเผาผลาญอาหารและลดการสะสมไขมัน โดยการเพิ่มการออกซิเดชั่นของกรดไขมัน ดังนั้นคุณจะสามารถมีร่างกายที่ผอมและกระชับได้ หากคุณกินปลาแซลมอนที่ปรุงสุกด้วยวิธีการทำที่เหมาะสม

การดื่มชา ก็ช่วยลดน้ำหนักได้ดีทีเดียว

[related-post id=”542″]

3. ลดการอักเสบ

การอักเสบของร่างกายเป็นอันตราย เพราะอาจทำให้น้ำหนักเพิ่มขึ้น อาจมีอาการปวดข้อ , การตอบสนองต่อภูมิคุ้มกันลดลง , เป็นแผลในกระเพาะอาหารและโรคหลอดเลือดสมอง ในกรดไขมันโอเมก้า3 ที่มีอยู่ในปลาแซลมอนนั้น จะควบคุมฮอร์โมนในร่างกาย จะกำหนดเส้นทางเซลล์และการแสดงออกของยีนส์ ช่วยลดอาการไมเกรน โรคไขข้อ โรคสะเก็ดเงิน โรคลำไส้ใหญ่บวมเป็นแผล โรคเส้นโลหิตตีบ โรคอ้วน โรคอักเสบ เป็นต้น

[related-post id=”869″]

4. ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพสมอง

กรดไขมันโอเมก้า3 ที่มีอยู่ในปลาแซลมอนมีความสำคัญต่อสมองของคุณ กรดไขมันไม่อิ่มตัวเชิงซ้อนเหล่านี้ เป็นสารป้องกันเส้นประสาทตามธรรมชาติ นอกจากนี้ EPA และ DHA ช่วยเพิ่มการเจริญเติบโตของอวัยวะในช่วงพัฒนาการของสมอง DHA ช่วยในการสร้างความแตกต่างของเซลล์ต้นกำเนิดประสาทในเซลล์ประสาท นอกจากนี้ ยังพบว่ากรดไขมันโอเมก้า3 ยังช่วยเพิ่มสมรรถนะด้านความจำในสตรีสูงอายุได้อีกด้วย

[related-post id=”729″]

5. ต่อสู้กับโรคมะเร็ง

โรคมะเร็งนั้นอาจเกิดจากความไม่สมดุลของกรดไขมันโอเมก้า3และโอเมก้า6ในร่างกาย ทำให้เกิดการสะสมของสารพิษและเนื้องอกของเซลล์ที่ไม่สามารถควบคุมได้ การกินปลาแซลมอนจะช่วยเพิ่มระดับกรดไขมันโอเมก้า3 ซึ่งจะช่วยลดการอักเสบและความเป็นพิษในร่างกาย จากการศึกษาได้พิสูจน์ว่า EPA และ DHA สามารถใช้เพื่อรักษามะเร็งและป้องกันการเจริญเติบโตของมะเร็งเต้านมได้ นอกจากนี้ยังสามารถช่วยป้องกันการสูญเสียกล้ามเนื้อจากการใช้ยาเคมีบำบัดอีกด้วย

[related-post id=”20749″]

6. ป้องกันสมาธิสั้นในเด็ก

กรดโอเมก้า3 DHA และEPA มีบทบาทสำคัญในร่างกาย แต่ก็มีความต่างในหน้าที่ DHA รับผิดชอบการพัฒนาสมองทั้งก่อนและหลังคลอด ในขณะที่ EPA ช่วยควบคุมอารมณ์และพฤติกรรม นักวิจัยพบว่า DHAและ EPA สามารถช่วยลดอาการของโรคสมาธิสั้นในเด็กได้ ถือว่าเป็นประโยชน์ที่ดีสำหรับเด็กออทิสติก

7. เป็นแหล่งโปรตีนที่ดีเยี่ยม

เพียงหนึ่งในสี่ของปลาแซลมอน สามารถให้โปรตีนแก่คุณได้ถึง 13 กรัม โปรตีนเหล่านี้จะช่วยสร้างมวลกล้ามเนื้อ เพื่อให้ร่างกายกระชับขึ้น เพิ่มประสิทธิภาพให้แก่กล้ามเนื้อ ป้องกันผมร่วง และซ่อมแซมผิว ผม และสุขภาพของเล็บให้ดีขึ้น

8. แหล่งที่มาของวิตามินดี

ปลาแซลมอนยังเป็นแหล่งวิตามินดี ที่ช่วยเสริมสร้างกระดูก ลดความเสี่ยงต่อโรคเบาหวานชนิดที่2 ช่วยต่อสู้โรคมะเร็งและป้องกันโรคหัวใจ หากคุณไม่ได้ออกไปเดินเล่น หรือวิ่งออกกำลังกายในตอนเช้าก็เป็นไปได้ว่า คุณไม่ได้รับวิตามินดี ในปริมาณมากเพียงพอที่ร่างกายต้องการ และหากผิวของคุณบอบบางมากและต้องหลีกเลี่ยงแสงแดด ในกรณีเช่นนี้ คุณควรรับประทานปลาแซลมอน เพื่อช่วยให้ร่างกายผลิตเม็ดสีเมลานินที่ช่วยปกป้องผิวจากรังสียูวี

9. ช่วยดูแลจอประสาทตา

นักวิทยาศาสตร์ได้ทำการศึกษาโรคตาที่มีผลเกี่ยวข้องกับอายุ พบว่า ผู้ที่รับประทานอาหารที่อุดมด้วยกรดไขมันโอเมก้า3 เป็นประจำ มีความเสี่ยงต่อการเกิดโรคจอประสาทตาลดลง เนื่องจากปลาแซลมอนอุดมไปด้วยกรดไขมันโอเมก้า3 ที่ถือว่าเป็นสุดยอดในการดูแลสุขภาพดวงตา ทำให้จอประสาทตาควบคุมเซลล์และเยื่อหุ้มเซลล์ที่จอตารับแสงได้ดีขึ้น มีผลช่วยเพิ่มวิสัยทัศน์ในการมองเห็นให้ดีขึ้นอีกด้วย

[related-post id=”866″]

10. เป็นแหล่งที่มาของซีลีเนียม

ซีลีเนียมเป็นแร่ธาตุที่ทำหน้าที่เป็นสารต้านอนุมูลอิสระ และปลาแซลมอนก็เป็นแหล่งที่ดีของซีลีเนียม ประมาณ 3.5 ปอนด์ของปลาแซลมอนสามารถให้ซีลีเนียมถึง 65 % ของปริมาณสารอาหารที่แนะนำให้บริโภคต่อวัน ช่วยในการต่อสู้กับโรคมะเร็ง ควบคุมการผลิตฮอร์โมนไทรอยด์ ช่วยให้ระบบภูมิคุ้มกันทำหน้าที่อย่างเหมาะสม ต่อต้านการกระทำของเชื้อเอชไอวี ช่วยลดโอกาสในการแท้งบุตร ส่งเสริมการเคลื่อนไหวของตัวอสุจิ ลดความเครียด และอาจช่วยปกป้องคุณจากโรคหัวใจและหลอดเลือด นอกจากนี้การขาดซีลีเนียมอาจทำให้ความสามารถในการตัดสินใจของคุณลดลงได้

11. เป็นแหล่งที่มาของแอสตาแซนธินที่ยอดเยี่ยม

เคยสงสัยไม๊ว่า ทำไมเนื้อปลาแซลมอนจึงเป็นสีชมพูหรือส้ม นั่นเป็นเพราะปลาแซลมอนมีปริมาณ แอสตาแซนธินที่ดี ซึ่งแอสตาแซนธินนี้มีคุณสมบัติต้านอนุมูลอิสระและกำจัดอนุมูลอิสระที่เป็นอันตรายต่อร่างกาย นอกจากนี้ ยังช่วยป้องกันโรคหัวใจและหลอดเลือด ซึ่งแอสตาแซนธินนี้ไม่สามารถสังเคราะห์โดยมนุษย์ได้ แต่คุณสามารถที่จะรับประทานปลาแซลมอนแทนเพื่อสุขภาพที่ดีของตัวคุณเองได้

12. เต็มไปด้วยวิตามินบี

ปลาแซลมอนเป็นแหล่งวิตามินที่ดี ดังนี้

  • วิตามินบี12
  • วิตามินบี6
  • วิตามินบี1
  • วิตามินบี2
  • วิตามินบี3
  • วิตามินบี5
  • วิตามินบี9

วิตามินเหล่านี้มีบทบาทสำคัญในการรักษาสุขภาพที่ดี ช่วยลดการเกิดโรคกระดุกพรุน ช่วยเพิ่มการเผาผลาญอาหาร ดูแลการทำงานของสมอง และช่วยรักษาระดับพลังงานในร่างกายให้เป็นปกติ

13. บรรเทาและลดอาการผมร่วง

ปลาแซลมอนอุดมไปด้วยกรดไขมันโอเมก้า3 โปรตีน วิตามินบี12 และธาตุเหล็ก สารอาหารเหล่านี้จะช่วยให้สุขภาพหนังศรีษะของคุณดีขึ้น ป้องกันผมร่วง โดยการให้อาหารแก่รูขุมขน ส่งเสริมการเจริญเติบโตของเส้นผม ปกป้องเส้นผมของคุณให้ดูนุ่มสลวย ดังนั้นหากคุณต้องการดูแลสุขภาพของเส้นผม ควรรับประทานปลาแซลมอนเป็นประจำ แต่ถ้าหากคุณไม่สามารถทานปลาแซลมอนได้บ่อยๆ ก็สามารถทานผลิตภัณฑ์อาหารเสริมน้ำมันปลาแทนการรับประทานแซลมอน เพื่อป้องกันผมร่วงได้

[related-post id=”20646″]

14. ดูแลสุขภาพผิวหนัง

เมื่อคุณอายุเพิ่มมากขึ้น ริ้วรอย จุดด่างดำและกระ ก็จะเริ่มปรากฏขึ้น แนะนำให้รับประทานปลาแซลมอนเพื่อดูแลสุขภาพฟื้นฟูสุขภาพผิว กรดไขมันโอเมก้า3 โปรตีนและวิตามินดี จะช่วยให้เซลล์ของคุณผลิตคอลลาเจน เคราตินและเมลานิน สิ่งเหล่านี้จะช่วยให้ผิวของคุณคงความชุ่มชื่นเอาไว้ ซึ่งจะช่วยลดริ้วรอยได้ แอสตาแซนธินจะช่วยขจัดแบคทีเรียและต้านอนุมูลอิสระที่เป็นพิษต่อผิว ช่วยฟื้นฟู แก้ไขให้ผิวมีความยืดหยุ่น ช่วยลดจุดด่างดำและสิวได้

15. ช่วยปรับปรุงอารมณ์

ปลาแซลมอนสามารถช่วยยกระดับอารมณ์ของคุณได้ กรดไขมันโอเมก้า3ที่มีอยู่ในปลาแซลมอนช่วยลดการอักเสบและช่วยให้คุณอารมณ์ดีขึ้นได้ ซึ่งได้รับการยืนยันจากนักวิทยาศาสตร์ว่า คนที่เป็นโรคซึมเศร้าจะมีกรดไขมันโอมเก้า3 ต่ำกว่าคนที่อื่น
หากได้รับโอเมก้า3 เพียง 32 กรัมจากปลาแซลมอน ก็จะทำให้มีความรู้สึกมีกำลังใจ ไม่ท้อแท้ ลดอาการซึมเศร้าลงได้อีกด้วย


เห็นได้ชัดว่า 15 ประโยชน์จากปลาแซลมอน นั้นเป็นสิ่งที่ต้องมีในมื้อเย็นหรือมื้อเที่ยงของคุณเลยก็ว่าได้ หากคุณชอบรับประทานอาหารแบบง่ายๆ ไม่ปรุงแต่งรสชาดมากนัก ก็สามารถทำเมนูปลาแซลมอนรับประทานเองได้ง่ายๆที่บ้านของคุณ
หรือหากไม่สะดวกก็สามารถหาทานเมนูปลาแซลมอนได้ตามร้านอาหารทั่วๆไป ซึ่งปลาแซลมอนนั้นมีรสชาติอร่อย และมีประโยชน์ต่อสุขภาพมากมาย ก่อนรับประทานก็ควรเลือกแหล่งที่มาของปลาแซลมอนกันสักหน่อย เพื่อให้ปลอดภัยจากโลหะหนัก เช่นปรอท หรือสารกำจัดศัตรูพืชที่ปนเปื้อนในเนื้อปลา ดังนั้นหากต้องการมีสุขภาพที่ดี ควรเลือกวิธีแหล่งที่มาของปลาแซลมอน และวิธีการปรุงที่มีประโยชน์ต่อร่างกายให้ได้มากที่สุด เพื่อให้ได้รับคุณค่าทางสารอาหารที่เหมาะสมแก่ร่างกายของเรา

ข้อมูลโภชนาการของปลาแซลมอน
เนื้อปลาแซลมอนครึ่งชิ้นประกอบด้วย :

  • กรดไขมันโอเมก้า3 – 4023 มก.
  • กรดไขมันโอเมก้า 6 – 1185 มก.
  • โปรตีน – 39.3 กรัม
  • วิตามิน เอ – 89.0 IU
  • วิตามิน บี6 – 1.2 มก.
  • วิตามิน บี12 – 5.0 ไมโครกรัม
  • วิตามิน ซี – 6.6 มก.
  • โฟเลต – 60.5 ไมโครกรัม
  • ไนอาซิน -14.3 มก.
  • Thiamin – 0.6 มก.
  • กรด Pantothenic – 2.6 มก.
  • คาร์โบไฮเดรต – 0 กรัม
  • แคลเซียม – 26.7 มก.
  • แมกนีเซียม 53.4 มก.
  • ซีลีเนียม -73.7 ไมโครกรัม
  • โพแทสเซียม –683 มก.
  • ฟอสฟอรัส – 449 มก.
  • เหล็ก -0.6 มก.
  • โซเดียม -109 มก.
  • แคลลอรี่ -367

รับชมวิดีโอ https://www.youtube.com/watch?v=DVxjMdvHg_8