คลังเก็บป้ายกำกับ: อาหารป้องกันโรคหัวใจ

ประโยชน์ชามะลิ

ชามะลิ ประโยชน์จากใบชาที่ลองแล้วจะติดใจ

การดื่มชาในปัจจุบันได้รับความนิยมกันอย่างแพร่หลาย ชาสมุนไพรที่เป็นที่รู้จักกันดีก็มีมากมาย ไม่ว่าจะเป็นชาเขียว ชาดำ ชาแดง ชาขาว บางคนก็ดื่มเพื่อสุขภาพ บางคนก็ดื่มเพื่อควบคุมน้ำหนัก บางคนก็ดื่มเพื่อการสังสรรค์ แต่ไม่ว่าจะดื่มชาด้วยเหตุผลใดก็ตาม หากไม่ใส่ครีม นม น้ำตาล ก็ถือว่าได้ประโยชน์ไปเต็มๆ เพราะไม่มีสารให้ความหวานที่แฝงไว้ด้วยโรคภัย สำหรับบทความนี้จะขอแนะนำชาอีกหนึ่งชนิดที่ให้คุณประโยชน์ต่อสุขภาพไม่แพ้ชาอื่น ๆ เลย นั่นก็คือชามะลิ จะดีอย่างไร ไปชมกันเลย

1. กระตุ้นพลังงาน แม้ว่าชามะลิจะมีคาเฟอีนเหมือนกับกาแฟ แต่อย่างน้อยในความเข้มข้นของคาเฟอีน ชามะลิให้คาเฟอีนน้อยกว่ากาแฟมาก ซึ่งบางคนหากได้รับปริมาณคาเฟอีนที่สูงหรือมากเกินไป ก็อาจส่งผลให้ปวดหัว นอนไม่หลับ  หัวใจเต้นแรง ใจสั่น คาเฟอีนที่อยู่ในชามะลิมีปริมาณไม่สูงมากนัก เมื่อดื่มแล้วจะช่วยให้คุณตื่นตัว มีสมาธิที่ดีขึ้น กระตุ้นการทำงานของเซลล์ระบบประสาทให้พร้อมกับกิจกรรมที่ต้องทำในวันนั้น ๆ

2. ชามะลิลดน้ำหนัก อุปสรรคของการลดน้ำหนัก คือการติดรสหวานในเครื่องดื่มและอาหาร การดื่มชามะลิไม่ปรุงรสในช่วงท้องว่าง จะสามารถช่วยกระตุ้นการเผาผลาญไขมันให้ทำหน้าที่ได้ดีขึ้น

3. ป้องกันมะเร็งด้วยชามะลิ อนุมูลอิสระเกิดได้จากหลายปัจจัย ซึ่งเราสามารถห่างไกลโรคร้ายได้ด้วยการป้องกันอนุมูลอิสระต่าง ๆ ไม่ให้เกิดขึ้นได้ด้วยการดื่มชามะลิ ในชาชนิดนี้อุดมด้วยสารต้านอนุมูลอิสระที่ช่วยปกป้องเซลล์ เพิ่มจำนวนเซลล์และชะลอการกลายพันธุ์ของเซลล์ เมื่อดื่มเป็นประจำจะช่วยเสริมสร้างภูมิต้านทาน และลดอัตราการเสี่ยงของโรคมะเร็งให้ลดน้อยลงได้

4. หัวใจแข็งแรง อันที่จริงแล้วการดื่มกาแฟสดวันละ 1 แก้ว สามารถช่วยบำรุงปรับปรุงสุขภาพหัวใจได้ แต่หากคุณไม่ชอบดื่มกาแฟสดแต่ต้องการผลลัพธ์นี้ คุณสามารถดื่มชามะลิทดแทนได้ เพราะสารคาเทชินที่อยู่ในชามะลิ สามารถดูแลหัวใจ บำรุงและลดการอักเสบของหลอดเลือดแดงและหลอดเลือดดำ อีกทั้งยังช่วยให้หัวใจสูบฉีดเลือดได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ

5. ชามะลิช่วยลดความเครียด การจิบน้ำชามะลิอุ่น ๆ สามารถช่วยยกระดับอารมณ์และเพิ่มความผ่อนคลายได้ เพราะสารประกอบในชามะลิ จะช่วยกระตุ้นให้ร่างกายปล่อยสารเคมีที่ช่วยลดความกังวล เป็นการคลายความเครียดให้กับร่างกายได้เป็นอย่างดี

6. ชามะลิแก้ปวดเมื่อย สารต้านการอักเสบในชามะลิ ส่งผลดีต่อผู้ที่มีอาการเกี่ยวกับโรคข้ออักเสบหรือปวดข้อ การดื่มชามะลิอย่างน้อยวันละ 1 แก้ว จะสามารถบรรเทาอาการปวดเมื่อยของข้อ ลดการอักเสบ ความเจ็บปวดของข้อต่อต่าง ๆ ได้

7. สุขภาพผิวดี น้ำมันหอมระเหยที่อยู่ในใบชามะลิ อุดมด้วยสารโพลีฟีนอล ช่วยในการชะลอริ้วรอยก่อนวัยอันควร ลดความหมองคล้ำ ลดริ้วรอย และต้านเชื้อแบคทีเรีย การดื่มชามะลิจะส่งผลให้ผิวชุ่มชื่น ดูมีน้ำ มีนวล และผิวดูสุขภาพดี

รับชมคลิป ประโยชน์ชามะลิ https://www.youtube.com/watch?v=MLAibD6ARA4

ประโยชน์มะละกอ

มะละกอ ชื่อนี้มีแต่ประโยชน์ สรรพคุณสารอาหารจากผลยาวรี

มะละกอผลไม้ที่อุดมด้วยวิตามินซี แช่เย็นยิ่งกินแล้วสดชื่น แถมยังดีต่อสุขภาพ มะละกอจะดูแลคุณในด้านใดบ้าง รู้ไว้ดอมคอมขอแนะนำ ประโยชน์ของมะละกอ ดังนี้

1. มะละกอช่วยป้องกันโรคหัวใจและความดันโลหิตสูง
หน้าที่ของหลอดเลือดแดง คือ นำเลือดออกจากหัวใจ ซึ่งเป็นเลือดที่มีปริมาณออกซิเจนในเลือดสูง ใช้ในการนำไปเลี้ยงอวัยวะทั่วร่างกาย การรับประทานมะละกอมีส่วนช่วยป้องกันคอเลสเตอรอลไม่ให้สร้างขึ้นในหลอดเลือดแดง เนื่องจากอุดมด้วยไฟเบอร์ วิตามินซี และสารต้านอนุมูลอิสระ อีกทั้งยังช่วยป้องกันโรคหัวใจและความดันโลหิตสูง

2. ผลไม้ลดน้ำหนักด้วยมะละกอ
ส่วนหนึ่งในการลดน้ำหนักให้ได้ผล คือการควบคุมปริมาณแคลอรี่ เส้นใยในมะละกอ ช่วยให้อิ่มไว ลดการกินพร่ำเพรื่อจุกจิกได้ดี ให้แคลอรี่ต่ำ เมื่อต้องการควบคุมน้ำหนัก คุณสามารถใช้มะละกอเป็นตัวเสริมในการควบคุมน้ำหนักได้

3. กินมะละกอลดการติดเชื้อ
ระบบภูมิคุ้มกันมีหน้าที่เป็นเกราะป้องกันการติดเชื้อต่าง ๆ ที่ทำให้ป่วย วิตามินซีในมะละกอ ช่วยต้านอนุมูลอิสระ ลดการติดเชื้อ เสริมภูมิต้านทานให้แข็งแรง

4. มะละกอผลไม้สำหรับโรคเบาหวาน
เบาหวานชนิดที่2 โรคเบาหวาน ชื่อก็บอกอยู่แล้วให้กินหวานเบาๆ ผู้ที่เป็นโรคนี้หากต้องการรับประทานมะละกอ อันที่จริงถึงจะหวานแต่ก็สามารถรับประทานได้ ทั้งนี้ต้องจำกัดปริมาณโดยกินได้ไม่เกินมื้อละ 5-6 ชิ้น เมื่อกินในปริมาณที่เหมาะสมสามารถส่งผลดีต่อระดับน้ำตาลในเลือด และยังช่วยลดกระบวนการอักเสบในร่างกายได้อีกด้วย ทั้งนี้สำหรับผู้ป่วยเบาหวาน ไม่ควรรับประทานมะละกอหมักดอง ควรรับประทานแบบสด

5. มะละกอลดความเสื่อมดวงตา
วิตามินที่ช่วยในการมองเห็นและปกป้องสายตาจากความเสื่อม คือวิตามินเอ สารเบต้าแคโรทีนในมะละกอ ช่วยกระตุ้นการเจริญเติบโตของเซลล์ หากขาดวิตามินเอ อาจทำให้มีความเสี่ยงต่อปัญหาสายตาต่าง ๆ เช่น จอประสาทตาเสื่อม ตาบอดตอนกลางคืน กระจกตาเสื่อม

6. มะละกอช่วยย่อยอาหาร
การรับประทานที่เร่งรีบแข่งกับเวลาที่มีจำกัด อาจส่งผลต่อระบบย่อยอาหาร ทำให้มีอาการท้องอืด อาหารย่อยช้าและยาก นอกจากนี้เมนูของอาหารประเภทอาหารขยะหรือการใช้น้ำมันในการทำอาหารมากเกินไป ล้วนส่งผลต่อการย่อยทั้งสิ้น เอนไซม์ปาเปนและใยอาหารในมะละกอ สามารถช่วยปรับปรุงประสิทธิภาพระบบทางเดินอาหารและการย่อยให้ดีขึ้นได้

7. มะละกอลดริ้วรอย
ใคร ๆ ก็อยากหน้าเด็ก แต่จะทำอย่างไรให้ผิวดี ดูเด็กเด้งจากการกิน สารต้านอนุมูลอิสระ วิตามินอี วิตามินซี เบต้าแคโรทีนในมะละกอตอบโจทย์เรื่องนี้ได้ดี เมื่อกินเป็นประจำสารอาหารเหล่านี้ จะช่วยลดริ้วรอย ยืดอายุเซลล์ ลดความกร้านและแห้งของผิว ปกป้องผิวให้มีความชุ่มชื่น อีกทั้งยังช่วยให้แลดูอ่อนเยาว์ ลดสัญญาณแห่งวัยได้อย่างน่ามหัศจรรย์

8. มะละกอผลไม้แก้ท้องผูก
ระบบขับถ่ายไม่ปกติ ถ่ายยาก เบ่งเป็นเวลานาน ต้องเจอหมัดเด็ดจากเมนูส้มตำมะละกอที่หลายคนโปรดปราน หรืออาจเป็นเมนูแกงส้มมะละกอก็อร่อยไปอีกแบบ ในมะละกอดิบ ออกฤทธิ์เป็นยาระบายอ่อน ๆ มีไฟเบอร์สูง สามารถช่วยให้ย่อยง่าย ถ่ายคล่อง

ในช่วงท้าย ก็มีเคล็ดลับการเลือกมะละกอมาฝาก ควรเลือกมะละกอที่แก่จัดแต่ไม่สุกจัด เลือกเปลือกสีเหลืองอมเขียว ผิวเรียบ และอย่าลืมดูขั้วต้องสดไม่แห้ง ที่สำคัญเลือกลูกที่น้ำหนักมากไว้ก่อน เพราะเนื้อด้านในจะแน่นและเยอะ อุดมด้วยสารอาหาร รู้จักประโยชน์และวิธีเลือกมะละกอกันไปแล้ว เตรียมตัวออกไปซื้อมะละกอกันเถอะค่ะ

ดูคลิป ประโยชน์มะละกอ https://www.youtube.com/watch?v=bLOGmr4qc7I

ประโยชน์ของหม่อน

ประโยชน์ของมัลเบอร์รี่ Mulberry สรรพคุณต่อสุขภาพ ปลูกง่าย อร่อยดี

มัลเบอร์รี่ หรือ หม่อน ผลไม้ที่หากินง่ายตามท้องถิ่น ใช้ประโยชน์ได้หลากหลาก ใบใช้เป็นอาหารสัตว์ได้ ใช้เลี้ยงไหม ผลของหม่อนเราก็นำมารับประทาน รู้ไว้ดอทคอมขอแนะนำสรรพคุณของหม่อน ที่ดีต่อร่างกายดังนี้

1. เลือดออกตามไรฟัน ปัญหาของเลือดออกตามไรฟัน สาเหตุหนึ่งมาจากการขาดวิตามินซี ในหม่อนอุดมด้วยวิตามินซี ที่ช่วยในการดูแลส่งเสริมการทำงานของอวัยวะต่างๆในร่างกาย อีกทั้งเมื่อได้รับวิตามินซีในปริมาณที่เพียงพอ จะสามารถลดปัญหาเลือดออกตามไรฟันได้

2. ปวดหัว เป็นไข้ ไอเจ็บคอ เมื่อมีอาการคล้ายจะเป็นหวัด นำใบหม่อนมาตากแห้ง แล้วใช้ชงเป็นชาดื่มจะช่วยบรรเทาอาการปวดศีรษะ ไอ เจ็บคอให้ดีขึ้น

3. ป้องกันโรคร้าย สารแอนโธไซยานิน ที่ช่วยต้านอนุมูลอิสระจากสีม่วงแดงของหม่อน ช่วยป้องกันร่างกายให้ห่างไกลจากโรคร้ายอย่างเช่น มะเร็งและโรคหัวใจ

4. ดูแลเลือดด้วยโฟลิค กรดโฟลิคเป็นตัวการสำคัญที่ช่วยในการเจริญเติบโตของทารกในครรภ์มารดา ในผลหม่อนมีกรดโฟลิคที่ช่วยดูแลให้ทารกมีพัฒนาการที่ดี ป้องกันความพิการและการคลอดก่อนเวลาอันควร

5. ดวงตาสดใส สารซีแซนทีนในหม่อน ช่วยลดการออกซิเดชั่นบริเวณดวงตา ป้องกันการเกิดจอประสาทตาเสื่อม บำรุงดวงตาให้มีความสดใส ลดความพร่ามัว

หม่อน ไม่ว่าจะรับประทานในรูปแบบใด ก็ได้รับคุณค่าทางสารอาหารเช่นกัน ปลูกง่าย ดูแลไม่ยาก มีอายุยาวนาน และออกผลได้ตลอดทั้งปี อีกทั้งยังมีประโยชน์ต่อสุขภาพมากมายขนาดนี้ ต้องหามาปลูกไว้ที่บ้าน รอเก็บเกี่ยวผลผลิตไว้กิน เพื่อส่งเสริมสุขภาพให้แข็งแรงซะแล้วหล่ะ

ดูคลิปวิดีโอ หม่อนมีประโยชน์อย่างไร https://www.youtube.com/watch?v=cGFp8vY8w1k

ประโยชน์น้ำโซดา

น้ำโซดา มีประโยชน์อย่างไร สรรพคุณที่เราต้องรู้

หลายคนกังวลถึงอันตรายของน้ำอัดก๊าซ หรือน้ำอัดลมต่างๆในแง่ของกระทบผลต่อสุขภาพ แต่สำหรับบทความนี้จะขอกล่าวถึง น้ำอัดลมที่ไม่ใส่น้ำตาล เช่น น้ำโซดา ว่าดื่มแล้วจะมีประโยชน์ต่อร่างกายอย่างไรบ้าง

1. โซดา แก้ท้องอืด น้ำโซดา สามารถช่วยบรรเทาอาการปวดท้อง ท้องอืดจากอาหารไม่ย่อยได้ การดื่มน้ำโซดา จะช่วยให้อาหารย่อยได้ง่ายขึ้น ทำให้เรอ เป็นการระบายแก๊สในกระเพาะและแก้ไขอาการท้องอืดให้ดีขึ้น

2. โซดา แก้ท้องผูก ท้องผูกทำให้ผู้ที่เป็นมีความทรมาน รู้สึกไม่สบายตัวอึดอัด เนื่องจากการระบบขับถ่ายที่ไม่ปกติ จากงานวิจัยในต่างประเทศมีการศึกษาโดยแบ่งอาสาสมัครเป็นสองกลุ่ม กลุ่มแรกดื่มน้ำโซดา อีกกลุ่มดื่มน้ำเปล่า เพื่อเปรียบเทียบอาการท้องผูกว่าเป็นอย่างไร ผลการวิจัยพบว่า กลุ่มที่ดื่มน้ำโซดามีอาการท้องผูกน้อยลง ระบบขับถ่ายดีขึ้นมากกว่ากลุ่มที่ดื่มน้ำเปล่า

3. โซดา เพิ่มความชุ่มชื่น ร่างกายของคนเรามีน้ำเป็นส่วนประกอบหลัก ดังนั้นการดื่มน้ำจึงเป็นการเติมความชุ่มชื่นให้แก่ร่างกาย สำหรับคนที่ไม่ชอบดื่มน้ำเปล่า อาจดื่มน้ำโซดาสลับ เพื่อเปลี่ยนบรรยากาศการดื่มน้ำให้ง่ายและสนุกกับการดื่มน้ำมากขึ้น

4. โซดา กับโรคหัวใจ โซเดียมที่อยู่ในน้ำโซดาจะช่วยลดความเสี่ยงต่อโรคหัวใจ อีกทั้งยังรักษาค่าความเป็นกรดและด่างของร่างกายให้อยู่ในสภาพที่สมดุลอีกด้วย

5. โซดา กระตุ้นความสดชื่น อากาศที่ร้อนจัด ส่งผลให้ร่างกายอ่อนเพลีย พลังงานลดลง การดื่มน้ำโซดาเย็นๆจะช่วยให้คุณรู้สึกสดชื่น ตื่นตัว คุณสามารถเพิ่มรสชาดการดื่มน้ำโซดาให้อร่อยได้มากขึ้นโดยการผสมกับน้ำมะนาวและใส่เกลือลงไปเล็กน้อย เพียงเท่านี้ก็จะช่วยให้กระปรี้กระเปร่าและปลุกพลังให้แก่ร่างกายอีกครั้ง

การดื่มน้ำยังไงก็ยังถือเป็นเรื่องที่สำคัญและขาดไม่ได้ หากคุณไม่ชอบดื่มน้ำเปล่าก็สามารถหาน้ำโซดา น้ำแร่ น้ำชา มาเป็นตัวช่วยสลับกับการดื่มน้ำเปล่าได้ แต่ทั้งนี้การดื่มน้ำที่ดีไม่ว่าจะน้ำอะไรก็ตามไม่ควรเป็นน้ำที่มีรสชาดหวาน เพราะการดื่มน้ำที่ให้รสหวานมากเกินไป ก็อาจทำให้เป็นต้นเหตุของโรคต่างๆได้

คุณสามารถดูคลิป น้ำโซดามีประโยชน์อย่างไร ได้ที่  https://www.youtube.com/watch?v=JNB_vKmGRgg

ผักต้านมะเร็ง

10 สุดยอดผักต้านมะเร็ง กินทุกวัน ห่างไกลโรคร้าย

ความเครียดและอาหารการกินเป็นส่วนหนึ่งของโรคมะเร็ง เพราะเมื่อร่างกายเครียด คนเราก็มักจะหาของกินอร่อยๆ มาทดแทนการผ่อนคลายความเครียด อาจหาของหวานมารับประทาน เลือกแต่อาหารที่ไม่มีประโยชน์ต่อร่างกาย เช่น รับประทานอาหารจำพวกแป้งหรือเนื้อสัตว์มากกว่าผักผลไม้ ดื่มน้ำหวาน น้ำอัดลม ดื่มกาแฟและเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอลล์ เป็นต้น การรับประทานอาหารจำพวกนี้ในปริมาณที่มากเกินไป จะเกิดการสะสมของสารพิษ เกิดการตกค้างของอาหารในร่างกาย เมื่อสารพิษไม่ได้รับการกำจัดออกไป และยังมีสารพิษใหม่เข้ามาเรื่อยๆ ก็อาจเป็นสาเหตุให้เราป่วยเป็นโรคร้ายเช่นมะเร็งได้

10 สุดยอดผัก อาหารต้านมะเร็ง
กินทุกวัน ห่างไกลโรคร้าย

ในบทความนี้ รู้ไว้ดอทคอม ขอเสนอ 10 สุดยอดผักต้านมะเร็ง กินทุกกวัน ห่างไกลโรคร้ายมาแนะนำ เพราะในผักผลไม้นั้นมีสารต้านอนุมูลอิสระ วิตามินและแร่ธาตุที่จำเป็นต่อร่างกาย ใครที่ไม่อยากป่วยด้วยโรคร้ายเช่นมะเร็งแล้วล่ะก็ ควรหาวิธีป้องกันก่อนจะเกิดปัญหาน่าเศร้าใจตามมา ซึ่งผักที่แนะนำนี้ก็สามารถหาซื้อได้ตามท้องตลาดทั่วไป วิธีการทำก็ไม่ยุ่งยาก มีคำแนะนำดีๆแบบนี้แล้ว จะรอช้าอยู่ใยตามไปดูกันเลยว่ามีอะไรบ้าง

1. หัวหอม

หัวหอมอุดมด้วยสารต้านอนุมูลอิสระ สำหรับวิธีการกินหัวหอมเพื่อให้ได้ประโยชน์สูงสุด คือการกินหัวหอมดิบ หากปรุงอาหารที่มีหัวหอมโดยใช้ความร้อนสูง จะเป็นการลดคุณประโยชน์ของสารเคมีที่อยู่ในหัวหอมที่ทำหน้าที่ป้องกันมะเร็งปอดและมะเร็งต่อมลูกหมาก ซึ่งเมนูที่ใช้เพื่อป้องกันโรคร้ายอย่างเช่นโรคมะเร็งต่อมลูกหมากนี้ทำได้ง่ายมากๆ เพียงนำหัวหอมดิบมาสับกับมะเขือเทศ อโวคาโด และพริกขี้หนู สับให้เข้ากันและใส่มันฝรั่งเข้าไปเล็กน้อย ผสมกับพริกไทย เพื่อให้ดีต่อหลอดเลือด คลุกเคล้าให้เข้ากันและในขั้นตอนสุดท้ายก็ราดน้ำมะนาวลงไป เพียงเท่านี้ก็จะได้เมนูที่ดีต่อสุขภาพและห่างไกลโรคร้ายอย่างมะเร็งแล้วค่ะ

 


2. ข้าวโพด

ข้าวโพดเป็นอีกหนึ่งแหล่งของสุดยอดสารอาหารที่ต้านอนุมูลอิสระ จากการศึกษาในวารสารวิชาการเกษตรและเคมีพบว่า ข้าวโพดที่สุกแล้ว จะอุดมด้วยสารต้านอนุมูลอิสระมากกว่าข้าวโพดดิบหรือข้าวโพดคั่ว สารลูเทนที่อยู่ในข้าวโพดสุกนั้นจะต้านทานโรคตาบอดในผู้ใหญ่ได้เป็นอย่างดี ฉะนั้นการกินข้าวโพดเพื่อให้ได้ประโยชน์สูงสุดคือควรนำข้าวโพดมาต้ม เพื่อให้ได้สารอาหารที่เป็นประโยชน์ เพียงนำข้าวโพดมาแกะซังออกล้างให้สะอาด และนำไปต้มในน้ำเดือดใส่เกลือลงไปเล็กน้อย รอเวลาสักประมาณ 15-30 นาที รอให้วิตามินที่อยู่ในข้าวโพดทำปฏิกิริยา เมื่อข้าวโพดสุกได้ที่แล้วก็สามารถนำมารับประทานได้ทันทีค่ะ


3. เมล็ดถั่ว

จากวารสารนานาชาติเกี่ยวกับโรคมะเร็งได้มีการศึกษาพบว่า การบริโภคถั่วเขียวและพืชตระกูลถั่วชนิดอื่นๆในแต่ละวันนั้น สามารถช่วยลดความเสี่ยงต่อมะเร็งกระเพาะอาหารได้ ซึ่งการกินถั่วหลากหลายชนิด จะช่วยลดความเสี่ยงของโรคต่างๆและยังสามารถควบคุมน้ำหนักตัวได้อีกด้วย เพราะถั่วอุดมด้วยโปรตีน แร่ธาตุ วิตามิน เส้นใยและกรดไขมันที่จำเป็น มีสารต้านอนุมูลอิสระ ต้านการอักเสบของร่างกายและต้านมะเร็งชนิดต่างๆ ในแง่ของการป้องกันนั้นได้มีการศึกษาพบว่า การบริโภคถั่วเขียวและพืชตระกูลถั่วชนิดอื่นๆในแต่ละวัน สามารถช่วยลดความเสี่ยงต่อมะเร็งกระเพาะอาหารได้ และหากคุณต้องการลดน้ำหนัก ถั่วก็สามารถเป็นตัวช่วยที่ดีได้เช่นกัน แต่อย่างไรก็ดี ไม่ควรบริโภคถั่วเพื่อการรักษาโรค หากไม่ต้องการเป็นโรค เราควรใช้วิธีป้องกันแทนจะดีกว่า ทั้งนี้ควรรับประทานอาหารให้ครบ 5 หมู่และออกกำลังกายให้เหมาะสม


4. ผักคะน้า

หนึ่งในผักใบเขียวที่อุดมด้วยวิตามินและสารต้านอนุมูลอิสระ ใบเขียวชะอุ่มของผักคะน้าจะเต็มไปด้วยวิตามินซี ซึ่งสามารถลดระดับLDL หรือคอเลสเตอรอลตัวที่ไม่ดี ทำให้ลดความเสี่ยงต่อการเป็นโรคหัวใจได้ และยังสามารถลดความเสี่ยงของการโรคมะเร็งชนิดต่างๆ เช่น โรคมะเร็งลำไส้และกระเพาะอาหาร ยับยั้งและต่อต้านอนุมูลอิสระ ทำให้เอนไซม์ทำหน้าที่ขับสารพิษในร่างกายได้ดีขึ้น นอกจากนี้แร่ธาตุที่อยู่ในผักคะน้า เช่น ธาตุเหล็กและโฟเลต ยังช่วยเพิ่มการไหลเวียนของเลือด ทำให้เลือดไหลเวียนไปยังส่วนต่างๆของร่างกายได้อย่างมีประสิทธิภาพ


5. บร๊อคโคลี่

บร๊อคโคลี่เป็นผักที่ช่วยเพิ่มภูมิคุ้มกันให้แก่ร่างกาย มีสารต้านอนุมูลอิสระที่ช่วยป้องกันการเกิดโรคมะเร็งต่างๆได้ เช่น มะเร็งกระเพาะปัสสาวะ มะเร็งเต้านม ซึ่งเป็นโรคยอดฮิตของผู้คน จากการศึกษาพบว่า ผู้ชายที่กินผักสีเขียว 5 ชนิด หรือมากกว่านี้ต่อสัปดาห์ มีแนวโน้มที่จะไม่เสี่ยงต่อโรคมะเร็งกระเพาะปัสสาวะเมื่อเทียบกับผู้ชายที่ไม่ค่อยรับประทานผักใบเขียว จะมีโอกาสเสี่ยงต่อโรคนี้มากกว่า นอกจากนี้สารซัลโฟราเฟนที่อยู่ในบร๊อคโคลี่จะเป็นตัวช่วยให้ตับขับสารพิษออกจากร่างกาย ลดการเพิ่มของเซลล์มะเร็ง ทำให้หลอดเลือดแข็งแรงขึ้น บร๊อคโคลี่สามารถนำมาเมนูอาหารได้หลากหลาย เช่น บร๊อคโคลี่ผัดน้ำมันหอย น้ำพริกลวกจิ้มบร๊อคโคลี่ ยำสลัดกุ้งใส่บร๊อคโคลี่ หากใครยังไม่เคยลองเมนูเหล่านี้ลองหามาทำกันดูนะคะ เพื่อสุขภาพที่ดีและห่างไกลมะเร็งค่ะ

ดูประโยชน์ของบร๊อคโคลี่เพิ่มเติม ได้ที่นี่ค่ะ 11 ประโยชน์ของบร๊อคโคลี่


6. พริกแดง

พริกแดงมีสารสำคัญที่เป็นประโยชน์ต่อร่างกายหลายชนิด หนึ่งในนั้นคือวิตามินซี ที่ช่วยขยายหลอดเลือดทำให้เลือดไหลเวียนได้ดีขึ้น มีเบต้าแคโรทีนสูงและให้ปริมาณแคลอรี่ต่ำ มีแร่ธาตุที่จำเป็นต่อร่างกาย เช่น แมกนีเซียม โพแทสเซียม ธาตุเหล็กและใยอาหาร แร่ธาตุเหล่านี้มีผลให้ร่างกายขับของเสีย เสริมสร้างภูมิต้านทานต่อเชื้อโรค ช่วยกระตุ้นการสร้างคอลลาเจน ต้านอนุมูลอิสระ ลดความเสี่ยงต่อการเกิดโรคมะเร็ง นอกจากนี้รสเผ็ดของพริกแดงยังสามารถช่วยฆ่าเซลล์มะเร็งได้อีกด้วย ฉะนั้นลองหาพริกแดงมารับประทานกันดูบ้างนะคะ เพราะพริกไม่ได้มีแค่ความเผ็ดและสีสันที่ดึงดูด พริกแดงยังมีประโยชน์ดีๆต่อสุขภาพมากมายเลยค่ะ


7. ผักโขม

ในผักโขมมีคุณสมบัติที่ยอดเยี่ยมมากมายแต่หลักๆแล้วผักโขมเป็นผักที่มีสารต้านมะเร็งที่มีประสิทธิภาพและความสามารถในการต้านอนุมูลอิสระสูง มีสารอาหารที่เรียกว่าลูทีนช่วยป้องกันความเสื่อมของศูนย์กลางจอประสาทตาที่เป็นสาเหตุสำคัญของตาบอด ในสีเขียวของผักโขมจะช่วยทำให้การดูดซึมอาหารต่างๆทำงานได้ดีมากขึ้น ซึ่งถึงจะมีชื่อว่าผักโขมแต่รสชาดจะออกไปทางหวานตรงข้ามกับชื่อของตัวเองเลย แถมยังมีโปรตีนสูงรวมถึงวิตามินและแร่ธาตุนานาชนิด ช่วยชะลอความเสื่อมของเซลล์ ลดความเสี่ยงของเซลล์ ลดความเสี่ยงต่อการเป็นโรคมะเร็ง เช่น มะเร็งปอด มะเร็งเต้านม มะเร็งรังไข่ และมะเร็งกระเพาะอาหาร ใครยังไม่เคยลองผักชนิดนี้ ต้องหามาลองแล้วนะคะ เมนูที่แนะนำต้องนี่เลยค่ะ ผักโขมอบชีสและซุปผักโขม อร่อยคนละแบบ รับประกันความอร่อยเลยค่ะ


8. ถั่วงอก

เต็มไปด้วยเบต้าแคโรทีน สารต้านอนุมูลอิสระที่จะปกป้องคุณจากโรคมะเร็งปอดและมะเร็งลำไส้ ช่วยดูแลสุขภาพผิว ผม เล็บ เหงือก กระดูกและฟัน เป็นแหล่งวิตามินอีที่ดี ซึ่งจะช่วยป้องกันอาการหัวใจวายฉับพลัน นอกจากนี้หากกินถั่วงอกเป็นประจำก็แนะนำว่า ให้หาถั่วงอกปลอดสารมาปรุงอาหาร เพราะจะช่วยลดปริมาณสารเคมีที่เข้าสู่ร่างกาย และลดความเสี่ยงต่อการเสียชีวิตจากโรคมะเร็งกระเพาะปัสสาวะได้อีกด้วย


9. กะหล่ำปลี

กะหล่ำปลีสามารถช่วยล้างพิษจากอนุมูลอิสระที่ก่อให้เกิดโรคมะเร็งได้ แต่การรับประทานกะหล่ำปลีนั้นควรนำไปปรุงให้สุก ไม่ควรกินแบบดิบ เพราะหากกินเยอะ อาจทำให้เกิดการสะสมของสารพิษที่มีอยู่ในกะหล่ำปลีที่เป็นตัวขัดขวางการดูดซึมของสารไอโอดีน ซึ่งอาจเป็นสาเหตุให้เป็นโรคคอหอยพอกได้ นอกจากนี้กะหล่ำปลียังสามารถต่อต้านโรคมะเร็ง ยับยั้งการเจริญเติบโตของเซลล์ที่ผิดปกติ เช่น โรคมะเร็งลำไส้ โดยการรับประทานกะหล่ำปลีอย่างน้อย 2-3 ครั้งต่อสัปดาห์ก็จะลดความเสี่ยงลงได้ถึง 66%


10. หัวไชเท้า

หัวไชเท้าหรือหัวผักกาด มีสารต้านอนุมูลอิสระในระดับสูง เช่นเดียวกับลูทีนที่ทำหน้าที่ช่วยปกป้องดวงตาของเรา สามารถจัดการกับโรคมะเร็งโดยการยับยั้งการเจริญเติบโตของเซลล์ ช่วยให้เซลล์ทำงานได้เป็นปกติ มีฤทธิ์เย็นนิยมนำมาทำอาหารประเภทซุป แกงจืด หรือหัวไชเท้าดอง การรับประทานหัวไชเท้านี้จะปรุงแบบสุกหรือดิบก็ได้ แต่เพื่อให้ได้คุณประโยชน์สูงสุดควรรับประทานแบบดิบ ในหัวไชเท้ามีสารลิกนินที่ช่วยป้องกันโรคมะเร็ง ช่วยปกป้องเซลล์และชะลอการเสื่อมของเซลล์ มีสารเควอซิทิน (Quercetin) ที่เป็นสารต้านอนุมูลอิสระ ช่วยให้ร่างกายมีภูมิต้านทานโรคและสามารถต่อต้านโรคร้ายอย่างมะเร็งได้


มะเร็ง ฟังแค่ชื่อก็รู้สึกน่ากลัวแล้ว ยิ่งถ้าเป็นโรคนี้คงจะเพิ่มความกังวลและความยุ่งยากในการชีวิตประจำวันไม่น้อย ฉะนั้นหากต้องการห่างไกลจากโรคมะเร็งนี้แล้วหล่ะก็ ควรหันมาดูแลสุขภาพ ด้วยการรับประทานอาหาร หรือกิน 10 สุดยอดผักต้านมะเร็ง ที่แนะนำไว้ เพื่อเป็นการป้องกันและรักษาสุขภาพให้แข็งแรง ห่างไกลจากโรคร้ายนี้ค่ะ หรือท่านใดที่กำลังเผชิญกับโรคร้ายนี้อยู่ รู้ไว้ดอทคอมก็ขอเป็นกำลังใจให้และขอให้สุขภาพดีวันดีคืนกลับมาแข็งแรงไวไวนะคะ

รับชมวิดีโอ https://www.youtube.com/watch?v=4TSoiIGM-VQ