คลังเก็บป้ายกำกับ: อาหารป้องกันมะเร็ง

ประโยชน์ตำลึง

7 ประโยชน์ตำลึง โตเร็ว มีให้กินได้ไม่จำกัด

ตำลึงผักริมรั้ว ไม่อยากปลูกก็ยังเลื้อยมาให้กิน หากินได้ง่าย แถมยังมีให้กินได้ตลอดทั้งปี ไม่ต้องรอตามฤดูกาล นำมาทำอาหารได้หลากหลายเมนู ทั้งนี้ก็เป็นพืชอีกหนึ่งชนิดที่นิยมรับประทาน เพื่อบำรุงร่างกาย ซึ่งจำให้คุณค่าทางสารอาหาร และประโยชน์ในด้านใดบ้าง ติดตามรับชมกันได้เลย

1. ตำลึงบำรุงสายตา
การใช้งานดวงตาเป็นเวลานานติดต่อกันโดยไม่พักสายตาเลย อาจก่อให้เกิดการล้าหรือตาพร่ามัวได้ การรับประทานพืชอย่างเช่น ตำลึง สามารถช่วยบำรุงและปรับปรุงสุขภาพดวงตาได้ ซึ่งคุณจะได้รับเบต้าแคโรทีน และวิตามินเอ จากผักชนิดนี้ ช่วยต้านอนุมูลอิสระ พร้อมทั้งดูแลปกป้องดวงตาให้ห่างไกลจากอาการตาล้า ลดความเสี่ยงของโรคจอประสาทตาเสื่อม ส่งผลให้ดวงตาทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น

2. ตำลึง โรคเบาหวาน
โรคเบาหวาน เมื่อเป็นแล้วหากไม่ดูแลรักษาให้ดี อาจส่งผลให้เกิดโรคแทรกซ้อนอย่างอื่นตามมาได้ การนำตำลึงมาคั้นน้ำ และนำน้ำมาดื่มจะช่วยทำให้น้ำตาลในเลือดลดลงได้ โดยการดื่มวันละ 2 ครั้ง เช้าเย็น

3. ตำลึง โรคมะเร็ง
สารต้านอนุมูลอิสระที่อยู่ในตำลึง สามารถยับยั้งการทำงานของเซลล์มะเร็ง กระตุ้นการทำงานของเอนไซม์และดักจับสารพิษในระบบทางเดินอาหาร เมื่อรับประทานเป็นประจำช่วยลดความเสี่ยงของการเป็นมะเร็งในระบบทางเดินอาหารได้

4. ตำลึงแก้พิษได้
หากโดนใบไม้บางชนิดแล้วมีอาการคันที่ผิวหนัง หรือโดนหนอนใบไม้ สามารถใช้ใบตำลึงสด 5 ใบ ขยี้ให้ละเอียด แล้วนำมาทาบริเวณที่มีอาการคัน จะช่วยให้อาการเหล่านั้นดีขึ้น

5. ตำลึงแก้ท้องผูก
การทำงานของลำไส้ที่ดี ควรมีการขับถ่ายของเสียได้ตามปกติ หากลำไส้ไม่สามารถขับของเสียและถูกหมักหมมไว้ในลำไส้ อาจส่งผลให้เกิดการท้องผูกและเป็นริดสีดวงได้ ในตำลึงมีเอนไซม์อะไมเลสที่ช่วยย่อยอาหารประเภทแป้ง อีกทั้งยังมีไฟเบอร์สูง ช่วยกระตุ้นการทำงานของลำไส้ ทำให้ขับถ่ายได้ตามปกติ

6. ตำลึงบำรุงกระดูก
ใบตำลึงมีแคลเซียมสูง และร่างกายสามารถดูดซึมและนำไปใช้งานได้อย่างรวดเร็ว หากคุณต้องการแคลเซียมเพื่อใช้ในการดูแลกระดูก แต่แพ้แลคโตสนมวัว คุณสามารถหันมารับประทานตำลึงแทนได้

7. ตำลึงพอกหน้า
การทำครีมพอกหน้าโดยไม่ต้องใช้สารเคมีนั้น ทำได้ง่ายมาก เพียงแค่ใช้ยอดตำลึงและน้ำผึ้งแท้ อย่างละ ½ ถ้วย นำมาปั่นให้ละเอียด แล้วนำมาพอกหน้าให้ทั่ว ปล่อยทิ้งไว้ 20 นาที จากนั้นล้างออกให้สะอาด ก็จะสามารถฟื้นฟูผิวให้กระชับ คืนความสดชื่นพร้อมผิวที่นุ่มเรียบเนียนได้ทันทีหลังการใช้

ตำลึง พืชที่ปลูกง่าย ชอบแสงแดด และไม่ต้องการการดูแลมาก แถมยังมีประโยชน์ต่อร่างกาย ปลูก ๆ ทิ้งไว้แป๊บ ๆ ก็เลื้อยแตกใบให้เราได้นำมาทำอาหารกินได้หลากหลายเมนู หากชอบกินผัก และไม่ค่อยมีเวลาดูแล ปลูกตำลึงไว้ รับรองตอบสนองความต้องการในข้อนี้ได้อย่างแน่นอน

ดูคลิป ประโยชน์ตำลึง https://www.youtube.com/watch?v=tBHjOsWJ-uk

ประโยชน์ข้าวโพด

ประโยชน์ข้าวโพด รับประทานทุกวัน ต้านได้หลายโรค เซเว่นก็มีขาย

ข้าวโพด ผลไม้ที่หลายคนชอบรับประทาน เพราะรสชาติที่หวาน มีกลิ่นหอม ทำให้รับประทานได้ง่าย มีหลายสีหลายสายพันธุ์ ซึ่งน้อยคนนักที่จะรู้ว่าประโยชน์ของข้าวโพดมีดีอย่างไรต่อสุขภาพ คุณสามารถหาคำตอบได้ในบทความนี้

1. ข้าวโพดกินแล้วดวงตาสดใส
แคโรทีนอยด์ ลูทีน ซีแซนทีน สารต้านอนุมูลอิสระที่อยู่ในข้าวโพด สารเหล่านี้ช่วยป้องกันเซลล์ของดวงตาให้เสื่อมช้าลง

2. ข้าวโพดป้องกันโรคโลหิตจาง
โรคโลหิตจาง คือโรคที่ขาดวิตามินและแร่ธาตุ ข้าวโพดมีแร่ธาตุเหล็กและโฟเลตสูง ช่วยบำรุงเลือดได้ค่ะ

3. ข้าวโพดต้มป้องกันโรคมะเร็ง
มีการวิจัยพบว่า ข้าวโพดหวานเมื่อเรานำไปต้มจนสุก จะมีสารต้านอนุมูลอิสระมากกว่าข้าวโพดดิบ สารต้านอนุมูลอิสระเหล่านี้จะช่วยป้องกันโรคมะเร็งได้ ก่อนรับประทานข้าวโพดควรนำไปทำให้สุกด้วยการ ต้ม นึ่ง ปิ้งย่าง เพื่อให้ได้ประโยชน์สูงสุดจากการรับประทานข้าวโพด

4. ข้าวโพดมีประโยชน์ป้องกันท้องผูก
สาเหตุที่คุณท้องผูก นั่นอาจเป็นเพราะคุณรับประทานอาหารที่มีกากใยน้อยเกินไป การรับประทานข้าวโพดจะช่วยให้คุณขับถ่ายง่ายขึ้น เพราะมันมีปริมาณไฟเบอร์สูงและยังทำให้ระบบย่อยอาหารมีประสิทธิภาพมากขึ้น

5. ลดน้ำหนักด้วยข้าวโพด
สาเหตุหนึ่งของโรคอ้วน คือการรับประทานอาหารที่ไม่มีประโยชน์และกินจุกจิก คุณสามารถรับประทานข้าวโพดเป็นของว่างทดแทนเวลาที่หิวได้ ข้าวโพดจะช่วยให้คุณอิ่มเร็วและอิ่มนานขึ้น ช่วยแก้ปัญหาการกินไม่เป็นเวลาได้เป็นอย่างดี

6. ข้าวโพดอาหารสำหรับคนเป็นโรคเบาหวาน
คนที่เป็นโรคเบาหวาน ต้องระวังเรื่องอาหารการกินเป็นพิเศษ การรับประทานข้าวโพดจะไม่ไปเพิ่มระดับน้ำตาลในเลือดให้สูงมากเกินไป นอกจากนี้กินข้าวโพดแบบพอดี แค่พอหายอยากหวานๆ ก็ช่วยให้อยู่กับโรคเบาหวานได้อย่างมีความสุข

7. ข้าวโพดป้องกันสมองเสื่อม
การรับประทานข้าวโพดอย่างสม่ำเสมอ จะช่วยให้คุณได้รับสารต้านอนุมูลอิสระไทมีน ซี่งมีส่วนช่วยให้สมองของคุณมีความจำที่ดีขึ้น

ข้าวโพดเป็นอาหารที่หารับประทานได้ง่าย แปรรูปเป็นอาหารได้หลายรูปแบบ หากต้องการบำรุงสุขภาพด้วยการกินผลไม้ก็อย่าลืมนึกถึงข้าวโพดด้วยนะ

ดูคลิปประโยชน์ข้าวโพด https://www.youtube.com/watch?v=IHIAaqJ_8dw

ประโยชน์ฟักทอง

6 เหตุผลที่เราควรรับประทานฟักทองเป็นประจำ ประโยชน์สรรพคุณที่รอคุณพิสูจน์

ฟักทอง พืชที่อุดมด้วยสารอาหารที่มีประโยชน์ต่อร่างกาย ทำเป็นของหวานก็อร่อย หรือใช้ทำอาหารคาวก็ให้รสชาดดีไม่แพ้กัน แถมยังให้แคลอรี่และไขมันที่ต่ำ ฟังดูแล้วท่าทางจะมีประโยชน์ต่อสุขภาพไม่ใช่น้อย อย่ารอช้า ไปทำความรู้จักกับฟักทองกันให้มากขึ้นดีกว่า

1. ฟักทองมีสารอาหารประโยชน์สูง
เนื้อฟักทองมีวิตามินและแร่ธาตุสูง แต่ให้แคลอรี่ต่ำ เป็นแหล่งที่ดีของเบต้าแคโรทีน มีวิตามินเอสูงช่วยในการดูแลสายตา ช่วยต้านอนุมูลอิสระตัวการของความเสื่อมที่ก่อให้เกิดความเจ็บป่วยและโรคต่าง ๆ

2. ฟักทอง โรคเรื้อรัง
อนุมูลอิสระต้นเหตุของโรคภัยที่ทำร้ายสุขภาพ การมีอนุมูลอิสระมากเกินไปอาจก่อให้เกิดความเจ็บป่วยหรือโรคเรื้อรัง เช่น โรคมะเร็ง การรับประทานฟักทองสามารถช่วยต้านและกำจัดอนุมูลอิสระ ปกป้องเซลล์เพื่อลดความเสียหายที่เกิดขึ้นกับเซลล์ได้

3. ฟักทองลดน้ำหนัก
สำหรับผู้ที่ต้องการควบคุมน้ำหนัก สามารถกินฟักทองเพื่อช่วยลดน้ำหนักได้ เพราะฟักทองมีเส้นใยอาหารสูง แคลอรี่ต่ำ ไขมันน้อย และที่สำคัญกินแล้วทำให้อิ่มเร็วและนาน ช่วยลดการกินจุกจิกได้ดีเลยทีเดียว

4. ฟักทองทำให้ผิวสวย
วิตามินซี วิตามินอี และเบต้าแคโรทีนในฟักทอง มีบทบาทสำคัญในการช่วยต่อต้านอนุมูลอิสระ กระตุ้นการสร้างคอลลาเจน ปกป้องผิวจากรังสียูวี ช่วยให้ผิวชุ่มชื่น อีกทั้งยังลดอาการผิวกร้านหรือผิวไหม้แดดได้ดีอีกด้วย

5. ฟักทอง โรคเบาหวาน
เปลือกฟักทองมีคุณสมบัติช่วยกระตุ้นการหลั่งของอินซูลิน ช่วยควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด ลดและป้องกันโรคเบาหวาน

6. ฟักทอง กระเพาะปัสสาวะ
นอกจากนำเนื้อฟักทองมากินแล้ว เมล็ดฟักทองก็มีประโยชน์ไม่น้อยไปกว่ากันเลยทีเดียว ใช้เมล็ดฟักทองคั่วและแกะเปลือกทิ้ง นำเนื้อที่อยู่ด้านในมารับประทาน จะสามารถป้องกันโรคนิ่วในกระเพาะปัสสาวะ และป้องกันโรคต่อมลูกหมากโตได้

ฟักทองมิได้มีประโยชน์เพียงแค่ 6 ข้อที่เล่าสู่กันฟังเท่านั้น การรับประทานฟักทองยังเป็นทางเลือกที่ดีสำหรับเมนูอาหารเด็ก หรือผู้สูงอายุที่มีปัญหาสุขภาพ มีสารอาหารและวิตามิน พร้อมสรรพคุณที่ช่วยดูแลปกป้องร่างกายให้ห่างไกลจากความเจ็บป่วย มีข้อดีขนาดนี้ต้องรีบหามากินซะแล้ว แต่ถึงจะดีขนาดไหน ก็ไม่ควรรับประทานมากเกินไป เพราะอาจทำให้ร้อนใน และมีอาการท้องอืด ท้องเฟ้อได้

ดูคลิปเกี่ยวกับ ประโยชน์ฟักทองได้ที่นี่ https://www.youtube.com/watch?v=O7iT7gGNX7c

ประโยชน์ขนุน

ขนุน ประโยชน์ของผลไม้หน้าร้อน ใส่ไอศกรีม ลอดช่อง

ขนุน ผลไม้ที่ใครๆก็รู้จัก ไม่ว่าเด็กหรือผู้ใหญ่ก็ชอบรับประทาน แช่เย็นยิ่งอร่อย เหมาะกับอากาศร้อน ช่วงซัมเมอร์นี้ รู้ไว้ดอทคอมขอแนะนำประโยชน์ของขนุน มีสรรพคุณต่อร่างกายดังนี้ค่ะ

1. ป้องกันมะเร็ง ในเนื้อขนุนอุดมด้วยสารพฤกษเคมี วิตามิน แร่ธาตุ สารต้านอนุมูลอิสระ สารเหล่านี้สามารถช่วยปกป้องเซลล์จากการทำลายของอนุมูลอิสระต่างๆ อีกทั้งยังสามารถซ่อมแซมเซลล์ที่สึกหรอให้อยู่ในสภาพที่พร้อมใช้งาน ป้องกันโรคร้ายอย่างมะเร็ง เช่น มะเร็งปอด มะเร็งกระเพาะอาหาร มะเร็งต่อมลูกหมาก เป็นต้น

2. หลับสบาย ไม่ต้องนอนนับแกะ สารเมลาโทนินหากทำงานได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ จะส่งผลให้เรานั้นนอนหลับสบาย ในเนื้อขนุนมีแร่ธาตุแมกนีเซียมและธาตุเหล็ก ที่ช่วยส่งเสริมการทำงานของฮอร์โมนนี้

3. ตาพร่ามัว ปัญหาของการจ้องจอมือถือมากหรือนานเกินไป แสงสีฟ้าจากหน้าจออาจส่งผลให้จอประสาทตาเสื่อม การรับประทานขนุนสามารถส่งเสริมให้เซลล์บริเวณดวงตา ทำหน้าทีได้ดีขึ้นด้วยวิตามินเอ ที่จะช่วยบำรุงสายตาให้มีความคมชัด ลดความเสื่อมของจอประสาทตา

4. ท้องผูก ขนุนช่วยได้ ปัจจัยการทำงานที่เร่งรีบ ความเครียดล้วนส่งผลให้ระบบขับถ่ายทำงานผิดปกติ การกินขนุนเพื่อใช้ไฟเบอร์มาส่งเสริมการทำงานของลำไส้้ จะทำให้ระบบย่อยดีขึ้น ขับถ่ายได้คล่อง ลดปัญหาท้องผูกเป็นการเลี่ยงการใช้ยาถ่ายได้เป็นอย่างดี

5. ร่างกายอ่อนล้า ไม่สดชื่น นอกจากการพักผ่อนให้เพียงพอ เพื่อช่วยบรรเทาอาการเหนื่อยล้าแล้ว วิธีชาร์ตความสดชื่นให้ตนเองอย่างเร่งด่วน ก็คือการกินขนุน วิตามิน แร่ธาตุต่างๆที่อยู่ในขนุน จะช่วยเพิ่มพลังให้ระบบประสาทและสมองมีการตื่นตัว สดชื่นขึ้น พร้อมลดความอ่อนเพลีย ปลุกพลังความตื่นตัวให้ร่างกายได้อย่างรวดเร็ว

ประโยชน์ของขนุนแท้จริงแล้วยังมีอีกมากมาย สามารถนำส่วนอื่นๆนอกจากเนื้อขนุนมาใช้ในการทำยาเพื่อรักษา บรรเทาอาการของโรคต่างๆได้ ทั้งนี้ก่อนนำมาใช้กับร่างกาย ควรศึกษาหาข้อมูลเพิ่มเติมก่อนการนำมาใช้ เพื่อให้ได้ประโยชน์สูงสุดในการนำมาแก้ไขปัญหา

ดูคลิป ประโยชน์ของขนุน https://www.youtube.com/watch?v=eDAX4NuYebA

ผักต้านมะเร็ง

10 สุดยอดผักต้านมะเร็ง กินทุกวัน ห่างไกลโรคร้าย

ความเครียดและอาหารการกินเป็นส่วนหนึ่งของโรคมะเร็ง เพราะเมื่อร่างกายเครียด คนเราก็มักจะหาของกินอร่อยๆ มาทดแทนการผ่อนคลายความเครียด อาจหาของหวานมารับประทาน เลือกแต่อาหารที่ไม่มีประโยชน์ต่อร่างกาย เช่น รับประทานอาหารจำพวกแป้งหรือเนื้อสัตว์มากกว่าผักผลไม้ ดื่มน้ำหวาน น้ำอัดลม ดื่มกาแฟและเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอลล์ เป็นต้น การรับประทานอาหารจำพวกนี้ในปริมาณที่มากเกินไป จะเกิดการสะสมของสารพิษ เกิดการตกค้างของอาหารในร่างกาย เมื่อสารพิษไม่ได้รับการกำจัดออกไป และยังมีสารพิษใหม่เข้ามาเรื่อยๆ ก็อาจเป็นสาเหตุให้เราป่วยเป็นโรคร้ายเช่นมะเร็งได้

10 สุดยอดผัก อาหารต้านมะเร็ง
กินทุกวัน ห่างไกลโรคร้าย

ในบทความนี้ รู้ไว้ดอทคอม ขอเสนอ 10 สุดยอดผักต้านมะเร็ง กินทุกกวัน ห่างไกลโรคร้ายมาแนะนำ เพราะในผักผลไม้นั้นมีสารต้านอนุมูลอิสระ วิตามินและแร่ธาตุที่จำเป็นต่อร่างกาย ใครที่ไม่อยากป่วยด้วยโรคร้ายเช่นมะเร็งแล้วล่ะก็ ควรหาวิธีป้องกันก่อนจะเกิดปัญหาน่าเศร้าใจตามมา ซึ่งผักที่แนะนำนี้ก็สามารถหาซื้อได้ตามท้องตลาดทั่วไป วิธีการทำก็ไม่ยุ่งยาก มีคำแนะนำดีๆแบบนี้แล้ว จะรอช้าอยู่ใยตามไปดูกันเลยว่ามีอะไรบ้าง

1. หัวหอม

หัวหอมอุดมด้วยสารต้านอนุมูลอิสระ สำหรับวิธีการกินหัวหอมเพื่อให้ได้ประโยชน์สูงสุด คือการกินหัวหอมดิบ หากปรุงอาหารที่มีหัวหอมโดยใช้ความร้อนสูง จะเป็นการลดคุณประโยชน์ของสารเคมีที่อยู่ในหัวหอมที่ทำหน้าที่ป้องกันมะเร็งปอดและมะเร็งต่อมลูกหมาก ซึ่งเมนูที่ใช้เพื่อป้องกันโรคร้ายอย่างเช่นโรคมะเร็งต่อมลูกหมากนี้ทำได้ง่ายมากๆ เพียงนำหัวหอมดิบมาสับกับมะเขือเทศ อโวคาโด และพริกขี้หนู สับให้เข้ากันและใส่มันฝรั่งเข้าไปเล็กน้อย ผสมกับพริกไทย เพื่อให้ดีต่อหลอดเลือด คลุกเคล้าให้เข้ากันและในขั้นตอนสุดท้ายก็ราดน้ำมะนาวลงไป เพียงเท่านี้ก็จะได้เมนูที่ดีต่อสุขภาพและห่างไกลโรคร้ายอย่างมะเร็งแล้วค่ะ

 


2. ข้าวโพด

ข้าวโพดเป็นอีกหนึ่งแหล่งของสุดยอดสารอาหารที่ต้านอนุมูลอิสระ จากการศึกษาในวารสารวิชาการเกษตรและเคมีพบว่า ข้าวโพดที่สุกแล้ว จะอุดมด้วยสารต้านอนุมูลอิสระมากกว่าข้าวโพดดิบหรือข้าวโพดคั่ว สารลูเทนที่อยู่ในข้าวโพดสุกนั้นจะต้านทานโรคตาบอดในผู้ใหญ่ได้เป็นอย่างดี ฉะนั้นการกินข้าวโพดเพื่อให้ได้ประโยชน์สูงสุดคือควรนำข้าวโพดมาต้ม เพื่อให้ได้สารอาหารที่เป็นประโยชน์ เพียงนำข้าวโพดมาแกะซังออกล้างให้สะอาด และนำไปต้มในน้ำเดือดใส่เกลือลงไปเล็กน้อย รอเวลาสักประมาณ 15-30 นาที รอให้วิตามินที่อยู่ในข้าวโพดทำปฏิกิริยา เมื่อข้าวโพดสุกได้ที่แล้วก็สามารถนำมารับประทานได้ทันทีค่ะ


3. เมล็ดถั่ว

จากวารสารนานาชาติเกี่ยวกับโรคมะเร็งได้มีการศึกษาพบว่า การบริโภคถั่วเขียวและพืชตระกูลถั่วชนิดอื่นๆในแต่ละวันนั้น สามารถช่วยลดความเสี่ยงต่อมะเร็งกระเพาะอาหารได้ ซึ่งการกินถั่วหลากหลายชนิด จะช่วยลดความเสี่ยงของโรคต่างๆและยังสามารถควบคุมน้ำหนักตัวได้อีกด้วย เพราะถั่วอุดมด้วยโปรตีน แร่ธาตุ วิตามิน เส้นใยและกรดไขมันที่จำเป็น มีสารต้านอนุมูลอิสระ ต้านการอักเสบของร่างกายและต้านมะเร็งชนิดต่างๆ ในแง่ของการป้องกันนั้นได้มีการศึกษาพบว่า การบริโภคถั่วเขียวและพืชตระกูลถั่วชนิดอื่นๆในแต่ละวัน สามารถช่วยลดความเสี่ยงต่อมะเร็งกระเพาะอาหารได้ และหากคุณต้องการลดน้ำหนัก ถั่วก็สามารถเป็นตัวช่วยที่ดีได้เช่นกัน แต่อย่างไรก็ดี ไม่ควรบริโภคถั่วเพื่อการรักษาโรค หากไม่ต้องการเป็นโรค เราควรใช้วิธีป้องกันแทนจะดีกว่า ทั้งนี้ควรรับประทานอาหารให้ครบ 5 หมู่และออกกำลังกายให้เหมาะสม


4. ผักคะน้า

หนึ่งในผักใบเขียวที่อุดมด้วยวิตามินและสารต้านอนุมูลอิสระ ใบเขียวชะอุ่มของผักคะน้าจะเต็มไปด้วยวิตามินซี ซึ่งสามารถลดระดับLDL หรือคอเลสเตอรอลตัวที่ไม่ดี ทำให้ลดความเสี่ยงต่อการเป็นโรคหัวใจได้ และยังสามารถลดความเสี่ยงของการโรคมะเร็งชนิดต่างๆ เช่น โรคมะเร็งลำไส้และกระเพาะอาหาร ยับยั้งและต่อต้านอนุมูลอิสระ ทำให้เอนไซม์ทำหน้าที่ขับสารพิษในร่างกายได้ดีขึ้น นอกจากนี้แร่ธาตุที่อยู่ในผักคะน้า เช่น ธาตุเหล็กและโฟเลต ยังช่วยเพิ่มการไหลเวียนของเลือด ทำให้เลือดไหลเวียนไปยังส่วนต่างๆของร่างกายได้อย่างมีประสิทธิภาพ


5. บร๊อคโคลี่

บร๊อคโคลี่เป็นผักที่ช่วยเพิ่มภูมิคุ้มกันให้แก่ร่างกาย มีสารต้านอนุมูลอิสระที่ช่วยป้องกันการเกิดโรคมะเร็งต่างๆได้ เช่น มะเร็งกระเพาะปัสสาวะ มะเร็งเต้านม ซึ่งเป็นโรคยอดฮิตของผู้คน จากการศึกษาพบว่า ผู้ชายที่กินผักสีเขียว 5 ชนิด หรือมากกว่านี้ต่อสัปดาห์ มีแนวโน้มที่จะไม่เสี่ยงต่อโรคมะเร็งกระเพาะปัสสาวะเมื่อเทียบกับผู้ชายที่ไม่ค่อยรับประทานผักใบเขียว จะมีโอกาสเสี่ยงต่อโรคนี้มากกว่า นอกจากนี้สารซัลโฟราเฟนที่อยู่ในบร๊อคโคลี่จะเป็นตัวช่วยให้ตับขับสารพิษออกจากร่างกาย ลดการเพิ่มของเซลล์มะเร็ง ทำให้หลอดเลือดแข็งแรงขึ้น บร๊อคโคลี่สามารถนำมาเมนูอาหารได้หลากหลาย เช่น บร๊อคโคลี่ผัดน้ำมันหอย น้ำพริกลวกจิ้มบร๊อคโคลี่ ยำสลัดกุ้งใส่บร๊อคโคลี่ หากใครยังไม่เคยลองเมนูเหล่านี้ลองหามาทำกันดูนะคะ เพื่อสุขภาพที่ดีและห่างไกลมะเร็งค่ะ

ดูประโยชน์ของบร๊อคโคลี่เพิ่มเติม ได้ที่นี่ค่ะ 11 ประโยชน์ของบร๊อคโคลี่


6. พริกแดง

พริกแดงมีสารสำคัญที่เป็นประโยชน์ต่อร่างกายหลายชนิด หนึ่งในนั้นคือวิตามินซี ที่ช่วยขยายหลอดเลือดทำให้เลือดไหลเวียนได้ดีขึ้น มีเบต้าแคโรทีนสูงและให้ปริมาณแคลอรี่ต่ำ มีแร่ธาตุที่จำเป็นต่อร่างกาย เช่น แมกนีเซียม โพแทสเซียม ธาตุเหล็กและใยอาหาร แร่ธาตุเหล่านี้มีผลให้ร่างกายขับของเสีย เสริมสร้างภูมิต้านทานต่อเชื้อโรค ช่วยกระตุ้นการสร้างคอลลาเจน ต้านอนุมูลอิสระ ลดความเสี่ยงต่อการเกิดโรคมะเร็ง นอกจากนี้รสเผ็ดของพริกแดงยังสามารถช่วยฆ่าเซลล์มะเร็งได้อีกด้วย ฉะนั้นลองหาพริกแดงมารับประทานกันดูบ้างนะคะ เพราะพริกไม่ได้มีแค่ความเผ็ดและสีสันที่ดึงดูด พริกแดงยังมีประโยชน์ดีๆต่อสุขภาพมากมายเลยค่ะ


7. ผักโขม

ในผักโขมมีคุณสมบัติที่ยอดเยี่ยมมากมายแต่หลักๆแล้วผักโขมเป็นผักที่มีสารต้านมะเร็งที่มีประสิทธิภาพและความสามารถในการต้านอนุมูลอิสระสูง มีสารอาหารที่เรียกว่าลูทีนช่วยป้องกันความเสื่อมของศูนย์กลางจอประสาทตาที่เป็นสาเหตุสำคัญของตาบอด ในสีเขียวของผักโขมจะช่วยทำให้การดูดซึมอาหารต่างๆทำงานได้ดีมากขึ้น ซึ่งถึงจะมีชื่อว่าผักโขมแต่รสชาดจะออกไปทางหวานตรงข้ามกับชื่อของตัวเองเลย แถมยังมีโปรตีนสูงรวมถึงวิตามินและแร่ธาตุนานาชนิด ช่วยชะลอความเสื่อมของเซลล์ ลดความเสี่ยงของเซลล์ ลดความเสี่ยงต่อการเป็นโรคมะเร็ง เช่น มะเร็งปอด มะเร็งเต้านม มะเร็งรังไข่ และมะเร็งกระเพาะอาหาร ใครยังไม่เคยลองผักชนิดนี้ ต้องหามาลองแล้วนะคะ เมนูที่แนะนำต้องนี่เลยค่ะ ผักโขมอบชีสและซุปผักโขม อร่อยคนละแบบ รับประกันความอร่อยเลยค่ะ


8. ถั่วงอก

เต็มไปด้วยเบต้าแคโรทีน สารต้านอนุมูลอิสระที่จะปกป้องคุณจากโรคมะเร็งปอดและมะเร็งลำไส้ ช่วยดูแลสุขภาพผิว ผม เล็บ เหงือก กระดูกและฟัน เป็นแหล่งวิตามินอีที่ดี ซึ่งจะช่วยป้องกันอาการหัวใจวายฉับพลัน นอกจากนี้หากกินถั่วงอกเป็นประจำก็แนะนำว่า ให้หาถั่วงอกปลอดสารมาปรุงอาหาร เพราะจะช่วยลดปริมาณสารเคมีที่เข้าสู่ร่างกาย และลดความเสี่ยงต่อการเสียชีวิตจากโรคมะเร็งกระเพาะปัสสาวะได้อีกด้วย


9. กะหล่ำปลี

กะหล่ำปลีสามารถช่วยล้างพิษจากอนุมูลอิสระที่ก่อให้เกิดโรคมะเร็งได้ แต่การรับประทานกะหล่ำปลีนั้นควรนำไปปรุงให้สุก ไม่ควรกินแบบดิบ เพราะหากกินเยอะ อาจทำให้เกิดการสะสมของสารพิษที่มีอยู่ในกะหล่ำปลีที่เป็นตัวขัดขวางการดูดซึมของสารไอโอดีน ซึ่งอาจเป็นสาเหตุให้เป็นโรคคอหอยพอกได้ นอกจากนี้กะหล่ำปลียังสามารถต่อต้านโรคมะเร็ง ยับยั้งการเจริญเติบโตของเซลล์ที่ผิดปกติ เช่น โรคมะเร็งลำไส้ โดยการรับประทานกะหล่ำปลีอย่างน้อย 2-3 ครั้งต่อสัปดาห์ก็จะลดความเสี่ยงลงได้ถึง 66%


10. หัวไชเท้า

หัวไชเท้าหรือหัวผักกาด มีสารต้านอนุมูลอิสระในระดับสูง เช่นเดียวกับลูทีนที่ทำหน้าที่ช่วยปกป้องดวงตาของเรา สามารถจัดการกับโรคมะเร็งโดยการยับยั้งการเจริญเติบโตของเซลล์ ช่วยให้เซลล์ทำงานได้เป็นปกติ มีฤทธิ์เย็นนิยมนำมาทำอาหารประเภทซุป แกงจืด หรือหัวไชเท้าดอง การรับประทานหัวไชเท้านี้จะปรุงแบบสุกหรือดิบก็ได้ แต่เพื่อให้ได้คุณประโยชน์สูงสุดควรรับประทานแบบดิบ ในหัวไชเท้ามีสารลิกนินที่ช่วยป้องกันโรคมะเร็ง ช่วยปกป้องเซลล์และชะลอการเสื่อมของเซลล์ มีสารเควอซิทิน (Quercetin) ที่เป็นสารต้านอนุมูลอิสระ ช่วยให้ร่างกายมีภูมิต้านทานโรคและสามารถต่อต้านโรคร้ายอย่างมะเร็งได้


มะเร็ง ฟังแค่ชื่อก็รู้สึกน่ากลัวแล้ว ยิ่งถ้าเป็นโรคนี้คงจะเพิ่มความกังวลและความยุ่งยากในการชีวิตประจำวันไม่น้อย ฉะนั้นหากต้องการห่างไกลจากโรคมะเร็งนี้แล้วหล่ะก็ ควรหันมาดูแลสุขภาพ ด้วยการรับประทานอาหาร หรือกิน 10 สุดยอดผักต้านมะเร็ง ที่แนะนำไว้ เพื่อเป็นการป้องกันและรักษาสุขภาพให้แข็งแรง ห่างไกลจากโรคร้ายนี้ค่ะ หรือท่านใดที่กำลังเผชิญกับโรคร้ายนี้อยู่ รู้ไว้ดอทคอมก็ขอเป็นกำลังใจให้และขอให้สุขภาพดีวันดีคืนกลับมาแข็งแรงไวไวนะคะ

รับชมวิดีโอ https://www.youtube.com/watch?v=4TSoiIGM-VQ

15 ประโยชน์จากปลาแซลมอนที่คุณควรรู้

เมื่อสุขภาพร่างกายของคุณเริ่มมีปัญหา มักจะมีสัญญาณเตือนบางอย่างที่แจ้งให้คุณรู้ เช่น อาการปวดศรีษะ, น้ำหนักตัวที่เพิ่มขึ้น, ผมร่วง, ปัญหาผิวต่างๆ เป็นต้น เหล่านี้เป็นสัญญาณเตือนที่ไม่ควรละเลย เพราะอาการเหล่านี้อาจทำให้ก่อเกิดโรคต่างๆตามมามากมายได้ ในบทความนี้ เราจะขอแนะนำวิธีการดูแลตัวเองด้วยการรับประทานปลาแซลมอน

ประโยชน์ของการรับประทานปลาแซลมอน

เนื่องจากปลาแซลมอนนี้เป็นหนึ่งในอาหารสุขภาพที่ดีที่สุดในโลก สมาคมโรคหัวใจของสหรัฐอเมริกา แนะนำให้รับประทานปลาแซลมอนอย่างน้อย 2 ครั้งต่อสัปดาห์ เพราะในปลาแซลมอนนั้นอุดมไปด้วยกรดไขมัน โอเมก้า3 โปรตีน วิตามินและเกลือแร่ ที่ช่วยลดความเสี่ยงต่อโรคและอาการต่างๆ

ดังนั้น นี่คือ 15 เหตุผลที่คุณควรรับประทานปลาแซลมอน เพื่อดูแลสุขภาพของคุณเอง เราลองมาดูรายละเอียดทางโภชนาการของปลาแซลมอนกันดีกว่าค่ะ

1. ดีสำหรับหัวใจ


เห็นได้ชัดจากข้อเท็จจริงด้านโภชนาการที่กล่าวมาแล้วข้างต้นว่า ปลาแซลมอน อุดมไปด้วยกรดไขมัน โอเมก้า3 ซึ่งกรดไขมันโอเมก้า3 เป็นกรดไขมันไม่อิ่มตัวเชิงซ้อนที่มีพันธะคู่หลายตัว EPA และ DHA เป็นกรดไขมันโอเมก้า3 ที่มีอยู่ในปลาแซลมอน ทั้ง 2 ชนิดนี้ ช่วยลดระดับไตรกลีเซอไรด์ โดยการลดระดับ LDL และเพิ่มการย่อยสลายของกรดไขมัน ทั้งนี้จะช่วยป้องกันการเกิดคราบจุลินทรีย์และสามารถปกป้องคุณจากโรคหัวใจและหลอดเลือดสมองตีบ

[related-post id=”861″]

2. ช่วยลดน้ำหนัก

ปลาแซลมอนยังเป็นแหล่งโปรตีนที่ดี เพราะมีโอเมก้า3 ทั้งสองชนิด ซึ่งสารอาหารเหล่านี้จะมีผลต่อเปอร์เซ็นต์ของไขมันในร่างกาย โปรตีนนี้จะย่อยได้ยาก จึงสามารถช่วยให้คุณรู้สึกอิ่มได้นานขึ้น ซึ่งจะทำให้คุณกินได้น้อยลง จึงมีผลช่วยลดน้ำหนัก เพิ่มการไหลเวียนของโลหิต เพิ่มการเผาผลาญอาหารและลดการสะสมไขมัน โดยการเพิ่มการออกซิเดชั่นของกรดไขมัน ดังนั้นคุณจะสามารถมีร่างกายที่ผอมและกระชับได้ หากคุณกินปลาแซลมอนที่ปรุงสุกด้วยวิธีการทำที่เหมาะสม

การดื่มชา ก็ช่วยลดน้ำหนักได้ดีทีเดียว

[related-post id=”542″]

3. ลดการอักเสบ

การอักเสบของร่างกายเป็นอันตราย เพราะอาจทำให้น้ำหนักเพิ่มขึ้น อาจมีอาการปวดข้อ , การตอบสนองต่อภูมิคุ้มกันลดลง , เป็นแผลในกระเพาะอาหารและโรคหลอดเลือดสมอง ในกรดไขมันโอเมก้า3 ที่มีอยู่ในปลาแซลมอนนั้น จะควบคุมฮอร์โมนในร่างกาย จะกำหนดเส้นทางเซลล์และการแสดงออกของยีนส์ ช่วยลดอาการไมเกรน โรคไขข้อ โรคสะเก็ดเงิน โรคลำไส้ใหญ่บวมเป็นแผล โรคเส้นโลหิตตีบ โรคอ้วน โรคอักเสบ เป็นต้น

[related-post id=”869″]

4. ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพสมอง

กรดไขมันโอเมก้า3 ที่มีอยู่ในปลาแซลมอนมีความสำคัญต่อสมองของคุณ กรดไขมันไม่อิ่มตัวเชิงซ้อนเหล่านี้ เป็นสารป้องกันเส้นประสาทตามธรรมชาติ นอกจากนี้ EPA และ DHA ช่วยเพิ่มการเจริญเติบโตของอวัยวะในช่วงพัฒนาการของสมอง DHA ช่วยในการสร้างความแตกต่างของเซลล์ต้นกำเนิดประสาทในเซลล์ประสาท นอกจากนี้ ยังพบว่ากรดไขมันโอเมก้า3 ยังช่วยเพิ่มสมรรถนะด้านความจำในสตรีสูงอายุได้อีกด้วย

[related-post id=”729″]

5. ต่อสู้กับโรคมะเร็ง

โรคมะเร็งนั้นอาจเกิดจากความไม่สมดุลของกรดไขมันโอเมก้า3และโอเมก้า6ในร่างกาย ทำให้เกิดการสะสมของสารพิษและเนื้องอกของเซลล์ที่ไม่สามารถควบคุมได้ การกินปลาแซลมอนจะช่วยเพิ่มระดับกรดไขมันโอเมก้า3 ซึ่งจะช่วยลดการอักเสบและความเป็นพิษในร่างกาย จากการศึกษาได้พิสูจน์ว่า EPA และ DHA สามารถใช้เพื่อรักษามะเร็งและป้องกันการเจริญเติบโตของมะเร็งเต้านมได้ นอกจากนี้ยังสามารถช่วยป้องกันการสูญเสียกล้ามเนื้อจากการใช้ยาเคมีบำบัดอีกด้วย

[related-post id=”20749″]

6. ป้องกันสมาธิสั้นในเด็ก

กรดโอเมก้า3 DHA และEPA มีบทบาทสำคัญในร่างกาย แต่ก็มีความต่างในหน้าที่ DHA รับผิดชอบการพัฒนาสมองทั้งก่อนและหลังคลอด ในขณะที่ EPA ช่วยควบคุมอารมณ์และพฤติกรรม นักวิจัยพบว่า DHAและ EPA สามารถช่วยลดอาการของโรคสมาธิสั้นในเด็กได้ ถือว่าเป็นประโยชน์ที่ดีสำหรับเด็กออทิสติก

7. เป็นแหล่งโปรตีนที่ดีเยี่ยม

เพียงหนึ่งในสี่ของปลาแซลมอน สามารถให้โปรตีนแก่คุณได้ถึง 13 กรัม โปรตีนเหล่านี้จะช่วยสร้างมวลกล้ามเนื้อ เพื่อให้ร่างกายกระชับขึ้น เพิ่มประสิทธิภาพให้แก่กล้ามเนื้อ ป้องกันผมร่วง และซ่อมแซมผิว ผม และสุขภาพของเล็บให้ดีขึ้น

8. แหล่งที่มาของวิตามินดี

ปลาแซลมอนยังเป็นแหล่งวิตามินดี ที่ช่วยเสริมสร้างกระดูก ลดความเสี่ยงต่อโรคเบาหวานชนิดที่2 ช่วยต่อสู้โรคมะเร็งและป้องกันโรคหัวใจ หากคุณไม่ได้ออกไปเดินเล่น หรือวิ่งออกกำลังกายในตอนเช้าก็เป็นไปได้ว่า คุณไม่ได้รับวิตามินดี ในปริมาณมากเพียงพอที่ร่างกายต้องการ และหากผิวของคุณบอบบางมากและต้องหลีกเลี่ยงแสงแดด ในกรณีเช่นนี้ คุณควรรับประทานปลาแซลมอน เพื่อช่วยให้ร่างกายผลิตเม็ดสีเมลานินที่ช่วยปกป้องผิวจากรังสียูวี

9. ช่วยดูแลจอประสาทตา

นักวิทยาศาสตร์ได้ทำการศึกษาโรคตาที่มีผลเกี่ยวข้องกับอายุ พบว่า ผู้ที่รับประทานอาหารที่อุดมด้วยกรดไขมันโอเมก้า3 เป็นประจำ มีความเสี่ยงต่อการเกิดโรคจอประสาทตาลดลง เนื่องจากปลาแซลมอนอุดมไปด้วยกรดไขมันโอเมก้า3 ที่ถือว่าเป็นสุดยอดในการดูแลสุขภาพดวงตา ทำให้จอประสาทตาควบคุมเซลล์และเยื่อหุ้มเซลล์ที่จอตารับแสงได้ดีขึ้น มีผลช่วยเพิ่มวิสัยทัศน์ในการมองเห็นให้ดีขึ้นอีกด้วย

[related-post id=”866″]

10. เป็นแหล่งที่มาของซีลีเนียม

ซีลีเนียมเป็นแร่ธาตุที่ทำหน้าที่เป็นสารต้านอนุมูลอิสระ และปลาแซลมอนก็เป็นแหล่งที่ดีของซีลีเนียม ประมาณ 3.5 ปอนด์ของปลาแซลมอนสามารถให้ซีลีเนียมถึง 65 % ของปริมาณสารอาหารที่แนะนำให้บริโภคต่อวัน ช่วยในการต่อสู้กับโรคมะเร็ง ควบคุมการผลิตฮอร์โมนไทรอยด์ ช่วยให้ระบบภูมิคุ้มกันทำหน้าที่อย่างเหมาะสม ต่อต้านการกระทำของเชื้อเอชไอวี ช่วยลดโอกาสในการแท้งบุตร ส่งเสริมการเคลื่อนไหวของตัวอสุจิ ลดความเครียด และอาจช่วยปกป้องคุณจากโรคหัวใจและหลอดเลือด นอกจากนี้การขาดซีลีเนียมอาจทำให้ความสามารถในการตัดสินใจของคุณลดลงได้

11. เป็นแหล่งที่มาของแอสตาแซนธินที่ยอดเยี่ยม

เคยสงสัยไม๊ว่า ทำไมเนื้อปลาแซลมอนจึงเป็นสีชมพูหรือส้ม นั่นเป็นเพราะปลาแซลมอนมีปริมาณ แอสตาแซนธินที่ดี ซึ่งแอสตาแซนธินนี้มีคุณสมบัติต้านอนุมูลอิสระและกำจัดอนุมูลอิสระที่เป็นอันตรายต่อร่างกาย นอกจากนี้ ยังช่วยป้องกันโรคหัวใจและหลอดเลือด ซึ่งแอสตาแซนธินนี้ไม่สามารถสังเคราะห์โดยมนุษย์ได้ แต่คุณสามารถที่จะรับประทานปลาแซลมอนแทนเพื่อสุขภาพที่ดีของตัวคุณเองได้

12. เต็มไปด้วยวิตามินบี

ปลาแซลมอนเป็นแหล่งวิตามินที่ดี ดังนี้

  • วิตามินบี12
  • วิตามินบี6
  • วิตามินบี1
  • วิตามินบี2
  • วิตามินบี3
  • วิตามินบี5
  • วิตามินบี9

วิตามินเหล่านี้มีบทบาทสำคัญในการรักษาสุขภาพที่ดี ช่วยลดการเกิดโรคกระดุกพรุน ช่วยเพิ่มการเผาผลาญอาหาร ดูแลการทำงานของสมอง และช่วยรักษาระดับพลังงานในร่างกายให้เป็นปกติ

13. บรรเทาและลดอาการผมร่วง

ปลาแซลมอนอุดมไปด้วยกรดไขมันโอเมก้า3 โปรตีน วิตามินบี12 และธาตุเหล็ก สารอาหารเหล่านี้จะช่วยให้สุขภาพหนังศรีษะของคุณดีขึ้น ป้องกันผมร่วง โดยการให้อาหารแก่รูขุมขน ส่งเสริมการเจริญเติบโตของเส้นผม ปกป้องเส้นผมของคุณให้ดูนุ่มสลวย ดังนั้นหากคุณต้องการดูแลสุขภาพของเส้นผม ควรรับประทานปลาแซลมอนเป็นประจำ แต่ถ้าหากคุณไม่สามารถทานปลาแซลมอนได้บ่อยๆ ก็สามารถทานผลิตภัณฑ์อาหารเสริมน้ำมันปลาแทนการรับประทานแซลมอน เพื่อป้องกันผมร่วงได้

[related-post id=”20646″]

14. ดูแลสุขภาพผิวหนัง

เมื่อคุณอายุเพิ่มมากขึ้น ริ้วรอย จุดด่างดำและกระ ก็จะเริ่มปรากฏขึ้น แนะนำให้รับประทานปลาแซลมอนเพื่อดูแลสุขภาพฟื้นฟูสุขภาพผิว กรดไขมันโอเมก้า3 โปรตีนและวิตามินดี จะช่วยให้เซลล์ของคุณผลิตคอลลาเจน เคราตินและเมลานิน สิ่งเหล่านี้จะช่วยให้ผิวของคุณคงความชุ่มชื่นเอาไว้ ซึ่งจะช่วยลดริ้วรอยได้ แอสตาแซนธินจะช่วยขจัดแบคทีเรียและต้านอนุมูลอิสระที่เป็นพิษต่อผิว ช่วยฟื้นฟู แก้ไขให้ผิวมีความยืดหยุ่น ช่วยลดจุดด่างดำและสิวได้

15. ช่วยปรับปรุงอารมณ์

ปลาแซลมอนสามารถช่วยยกระดับอารมณ์ของคุณได้ กรดไขมันโอเมก้า3ที่มีอยู่ในปลาแซลมอนช่วยลดการอักเสบและช่วยให้คุณอารมณ์ดีขึ้นได้ ซึ่งได้รับการยืนยันจากนักวิทยาศาสตร์ว่า คนที่เป็นโรคซึมเศร้าจะมีกรดไขมันโอมเก้า3 ต่ำกว่าคนที่อื่น
หากได้รับโอเมก้า3 เพียง 32 กรัมจากปลาแซลมอน ก็จะทำให้มีความรู้สึกมีกำลังใจ ไม่ท้อแท้ ลดอาการซึมเศร้าลงได้อีกด้วย


เห็นได้ชัดว่า 15 ประโยชน์จากปลาแซลมอน นั้นเป็นสิ่งที่ต้องมีในมื้อเย็นหรือมื้อเที่ยงของคุณเลยก็ว่าได้ หากคุณชอบรับประทานอาหารแบบง่ายๆ ไม่ปรุงแต่งรสชาดมากนัก ก็สามารถทำเมนูปลาแซลมอนรับประทานเองได้ง่ายๆที่บ้านของคุณ
หรือหากไม่สะดวกก็สามารถหาทานเมนูปลาแซลมอนได้ตามร้านอาหารทั่วๆไป ซึ่งปลาแซลมอนนั้นมีรสชาติอร่อย และมีประโยชน์ต่อสุขภาพมากมาย ก่อนรับประทานก็ควรเลือกแหล่งที่มาของปลาแซลมอนกันสักหน่อย เพื่อให้ปลอดภัยจากโลหะหนัก เช่นปรอท หรือสารกำจัดศัตรูพืชที่ปนเปื้อนในเนื้อปลา ดังนั้นหากต้องการมีสุขภาพที่ดี ควรเลือกวิธีแหล่งที่มาของปลาแซลมอน และวิธีการปรุงที่มีประโยชน์ต่อร่างกายให้ได้มากที่สุด เพื่อให้ได้รับคุณค่าทางสารอาหารที่เหมาะสมแก่ร่างกายของเรา

ข้อมูลโภชนาการของปลาแซลมอน
เนื้อปลาแซลมอนครึ่งชิ้นประกอบด้วย :

  • กรดไขมันโอเมก้า3 – 4023 มก.
  • กรดไขมันโอเมก้า 6 – 1185 มก.
  • โปรตีน – 39.3 กรัม
  • วิตามิน เอ – 89.0 IU
  • วิตามิน บี6 – 1.2 มก.
  • วิตามิน บี12 – 5.0 ไมโครกรัม
  • วิตามิน ซี – 6.6 มก.
  • โฟเลต – 60.5 ไมโครกรัม
  • ไนอาซิน -14.3 มก.
  • Thiamin – 0.6 มก.
  • กรด Pantothenic – 2.6 มก.
  • คาร์โบไฮเดรต – 0 กรัม
  • แคลเซียม – 26.7 มก.
  • แมกนีเซียม 53.4 มก.
  • ซีลีเนียม -73.7 ไมโครกรัม
  • โพแทสเซียม –683 มก.
  • ฟอสฟอรัส – 449 มก.
  • เหล็ก -0.6 มก.
  • โซเดียม -109 มก.
  • แคลลอรี่ -367

รับชมวิดีโอ https://www.youtube.com/watch?v=DVxjMdvHg_8