คลังเก็บป้ายกำกับ: อาหารบำรุงสายตา

ประโยชน์ผักหวานป่า

ประโยชน์ผักหวานป่า ผักพื้นบ้านธรรมดาๆ สรรพคุณขึ้นหิ้ง

ผักพื้นบ้าน รสชาติดีและอร่อย มีให้กินในช่วงเดือนกุมภาพันธ์ถึงเมษายน เมื่อก่อนอาจต้องหาเก็บตามป่า แต่ปัจจุบันสามารถปลูกได้เองหากมีเมล็ดพันธุ์ ซึ่งผักหวานป่ากับผักหวานบ้านนั้นมิใช่ผักชนิดเดียวกัน และมิใช่พืชในตระกูลเดียวกัน เพียงแต่มีชื่อเรียกที่คล้ายกัน สำหรับบทความนี้ขอเสนอเรื่องราวของผักหวานป่าในแง่มุมด้านประโยชน์ต่อสุขภาพ จะมีอะไรบ้าง ไปดูทั้ง 6 ข้อพร้อมกันเลย

1. ผักหวานป่าคุณค่าทางอาหารสูง ผักหวานป่าอุดมด้วยโปรตีน เส้นใย วิตามินและแร่ธาตุ อีกทั้งยังเป็นแหล่งรวมของเบต้าแคโรทีน วิตามินเอ วิตามินซี และสารฟีนอลิก ช่วยต้านอนุมูลอิสระ ลดสาเหตุของการเกิดโรคต่าง ๆ

2. บำรุงสายตา การใช้สายตาในที่มืดเป็นประจำมีส่วนทำให้สายตามีความล้าและอาจเกิดปัญหาเกี่ยวกับการมองเห็น สารเบต้าแคโรทีนในผักหวานป่า สามารถช่วยดูแล ฟื้นฟูดวงตาและบำรุงสายตาให้อยู่ในสภาพพร้อมใช้งานอยู่เสมอ

3. ยาระบายอ่อนๆ หลายคนมีความเชื่อว่าท้องผูกต้องกินยาระบายเท่านั้น อันที่จริงแล้ว เพียงรับประทานผักหวานป่าในเมนูใดก็ได้เป็นประจำก็สามารถแก้ไขปัญหานี้ได้ ด้วยไฟเบอร์ที่อยู่ในผักชนิดนี้ มีฤทธิ์เป็นยาระบายอ่อนๆ ช่วยในการขับถ่ายและบีบตัวของลำไส้ กระตุ้นให้ลำไส้ทำงานโดยมิต้องพึ่งพายาถ่าย

4. กระดูกและฟันแข็งแรง แหล่งของแคลเซียมนอกเหนือจากนมแล้ว ยังสามารถพบได้ในผักหวานป่า แคลเซียมและฟอสฟอรัสในผักหวานป่า สามารถดูแลกระดูกและฟันให้แข็งแรง ลดการเปราะหรือแตกหักของกระดูก ส่งเสริมการยืดและหดตัวของกล้ามเนื้อบริเวณกระดูกและฟัน

5. เหน็บชา อาการเหน็บชา ส่วนหนึ่งคือร่างกายขาดวิตามินบี บางคนก็อาศัยกินวิตามินเสริม แต่หากต้องการเลี่ยงการกินยา สามารถรับประทานผักหวานป่าที่อุดมด้วยวิตามินบีที่ช่วยลดและป้องกันอาการเหน็บชาได้

6. ลดความอ้วน หลักการลดน้ำหนักให้ได้ผล คือกินแล้วต้องรู้จักนำออกมาใช้เป็นพลังงาน หากกินแล้วไม่สามารถนำพลังงานออกมาใช้ ก็อาจส่งผลให้เกิดการสะสมของไขมันส่วนเกินตามอวัยวะต่าง ๆ ของร่างกาย ผักหวานป่า 1 ขีดให้พลังงานต่ำเพียง 39 กิโลแคลอรี่ อุดมด้วยคุณค่าทางสารอาหาร เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการควบคุมน้ำหนักพร้อมกับต้องการประโยชน์ทางโภชนาการไปพร้อม ๆ กัน

และทั้ง 6 ข้อนี้คือประโยชน์ของผักหวานป่าที่มีต่อสุขภาพ อย่างไรก็ตามควรล้างผักให้สะอาดและนำมาปรุงให้สุก เพราะหากรับประทานแบบสดในปริมาณมาก อาจก่อให้เกิดอาการเมาละอาเจียนได้ นอกจากนี้ต้นผักหวานป่ายังมีลักษณะที่คล้ายกับต้นขี้หนอนและต้นเสน หากหยิบผิดนำมารับประทานอาจก่อให้เกิดอาการคลื่นไส้ อาเจียน มึนงง หมดสติ และรุนแรงถึงขั้นเสียชีวิตได้ ก่อนเด็ดมาทำอาหารควรสังเกตและดูให้แน่ใจว่าที่หยิบมานั้นเป็นผักหวานป่าจริง ๆ

ดูคลิปประโยชน์ผักหวานป่า https://www.youtube.com/watch?v=iMjf-48lL1E

รูปภาพผักหวานป่าจาก https://th.wikipedia.org/wiki/

ประโยชน์แกงเลียงกุ้งสด

ประโยชน์แกงเลียงกุ้งสด อาหารสมุนไพร สรรพคุณจากเครื่องเทศ

แกงเลียงกุ้งสด หนึ่งในเมนูอาหารที่เต็มไปด้วยสมุนไพรและเครื่องเทศ กระตุ้นความอยากรับประทาน ตั้งแต่ได้กลิ่นหอมลอยมาตามสายลม สามารถใช้เป็นเมนูเพื่อสุขภาพอุดมด้วยคุณค่าทางสารอาหาร นอกจากนี้ยังมีประโยชน์ต่อคุณแม่มือใหม่ เพราะช่วยกระตุ้นการผลิตน้ำนมได้เป็นอย่างดี และต่อไปนี้จะขอเสนอประโยชน์จากแกงเลียงกุ้งสดที่มีในด้านอื่น ๆ ดังนี้

1. แกงเลียงช่วยให้กระดูกและฟันแข็งแรง
แคลเซียมที่อยู่ในพริกไทย สามารถช่วยบำรุงกระดูกและฟันให้แข็งแรง ป้องกันการเกิดโรคกระดูกพรุน อีกทั้งยังช่วยในการชะลอความเสื่อมของเซลล์

2. แกงเลียงบำรุงสมอง
หอมแดงอุดมด้วยธาตุฟอสฟอรัสที่มีส่วนบำรุงสมอง กระตุ้นการทำงานสมอง เมื่อรับประทานเป็นประจำ ช่วยให้ความจำดีขึ้น จดจำเรื่องราวและประมวลผลต่าง ๆ ได้ไวขึ้น

3. แกงเลียงบำรุงสายตา ลดน้ำตาลในเลือด
ด้วยสีเหลืองของฟักทอง เป็นสารต้านอนุมูลอิสระ ที่ช่วยลดความเสี่ยงต่อการเป็นโรคต้อกระจก ช่วยบำรุงและรักษาสายตา อีกทั้งยังช่วยควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด ป้องกันโรคเบาหวาน

4. แกงเลียงเพิ่มน้ำนม
บวบอุดมด้วยธาตุเหล็ก ส่งเสริมการสร้างเม็ดเลือดแดง บำรุงและกระตุ้นน้ำนมมารดา เหมาะสำหรับผู้ที่เลี้ยงลูกด้วยนมแม่ ส่งเสริมการเจริญเติบโตของลูกน้อย บำรุงประสาทและสมอง ช่วยลดอาการอ่อนเพลีย

5. แกงเลียงแก้ท้องอืด
การรับประทานอาหารมากเกินไปหรืออาหารไม่ย่อย ทำให้เกิดอาการท้องอืด ท้องเฟ้อ สามารถแก้ปัญหานี้ได้โดยการรับประทานใบแมงลัก จะช่วยบรรเทาอาการท้องอืดให้ดีขึ้น ช่วยขับลมในลำไส้ ลดอาการท้องเฟ้อ พร้อมบำรุงลำไส้ไปในตัว

6. แกงเลียงบำรุงเส้นผม
สำหรับผู้ที่ปัญหาเส้นผมขาดหลุดร่วงได้ง่าย หรือผมแห้งเสีย การรับประทานกระชายสามารถช่วยบำรุงเส้นผมให้กลับมาแข็งแรง ลดการหลุดร่วง บำรุงเส้นผมให้มีน้ำหนัก กระตุ้นการทำงานของรากผมได้เป็นอย่างดี

7. แกงเลียงลดคอเลสเตอรอล ปรับสมดุลของร่างกาย
การรับประทานข้าวโพดอ่อน สามารถช่วยลดคอเลสเตอรอลในเส้นเลือด ป้องกันเส้นเลือดแข็งตัว อีกทั้งยังช่วยปรับสมดุลความเป็นกรดด่างในร่างกายให้อยู่ในภาวะปกติ

8. แกงเลียงลดน้ำหนัก
เครื่องปรุงและส่วนประกอบในเมนูแกงเลียงรวมไปถึงกุ้งสด มีส่วนช่วยให้คุณสามารถควบคุมน้ำหนักได้ง่ายขึ้น ด้วยแคลอรี่ที่ต่ำและวิตามินแร่ธาตุต่าง ๆ มีส่วนช่วยในการเพิ่มฮอร์โมนที่ช่วยในการกักไขมันให้มากขึ้น อีกทั้งการรับประทานกุ้งยังมีส่วนช่วยให้ระบบขับถ่ายดีขึ้นโดยไม่ต้องพึ่งยาลดน้ำหนัก

แกงเลียงกุ้งสดอร่อยและมีประโยชน์ขนาดนี้ เห็นทีต้องซื้อวัตถุดิบติดบ้านไว้เป็นเมนูประจำบ้านซะแล้ว แต่หากไม่มีเวลาหรือไม่สะดวก ไปร้านอาหารสั่งเค้าทำก็ง่ายและสะดวกดี กินอาหารทั้งทีก็ต้องเลือกอาหารที่กินแล้วถูกปาก และมีประโยชน์ต่อสุขภาพด้วย ถึงจะคุ้มค่ากับเงินที่เสียไป

ดูคลิปประโยชน์แกงเลียงกุ้งสดได้ที่ https://www.youtube.com/watch?v=FFVBstPy3kQ

ประโยชน์ตำลึง

7 ประโยชน์ตำลึง โตเร็ว มีให้กินได้ไม่จำกัด

ตำลึงผักริมรั้ว ไม่อยากปลูกก็ยังเลื้อยมาให้กิน หากินได้ง่าย แถมยังมีให้กินได้ตลอดทั้งปี ไม่ต้องรอตามฤดูกาล นำมาทำอาหารได้หลากหลายเมนู ทั้งนี้ก็เป็นพืชอีกหนึ่งชนิดที่นิยมรับประทาน เพื่อบำรุงร่างกาย ซึ่งจำให้คุณค่าทางสารอาหาร และประโยชน์ในด้านใดบ้าง ติดตามรับชมกันได้เลย

1. ตำลึงบำรุงสายตา
การใช้งานดวงตาเป็นเวลานานติดต่อกันโดยไม่พักสายตาเลย อาจก่อให้เกิดการล้าหรือตาพร่ามัวได้ การรับประทานพืชอย่างเช่น ตำลึง สามารถช่วยบำรุงและปรับปรุงสุขภาพดวงตาได้ ซึ่งคุณจะได้รับเบต้าแคโรทีน และวิตามินเอ จากผักชนิดนี้ ช่วยต้านอนุมูลอิสระ พร้อมทั้งดูแลปกป้องดวงตาให้ห่างไกลจากอาการตาล้า ลดความเสี่ยงของโรคจอประสาทตาเสื่อม ส่งผลให้ดวงตาทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น

2. ตำลึง โรคเบาหวาน
โรคเบาหวาน เมื่อเป็นแล้วหากไม่ดูแลรักษาให้ดี อาจส่งผลให้เกิดโรคแทรกซ้อนอย่างอื่นตามมาได้ การนำตำลึงมาคั้นน้ำ และนำน้ำมาดื่มจะช่วยทำให้น้ำตาลในเลือดลดลงได้ โดยการดื่มวันละ 2 ครั้ง เช้าเย็น

3. ตำลึง โรคมะเร็ง
สารต้านอนุมูลอิสระที่อยู่ในตำลึง สามารถยับยั้งการทำงานของเซลล์มะเร็ง กระตุ้นการทำงานของเอนไซม์และดักจับสารพิษในระบบทางเดินอาหาร เมื่อรับประทานเป็นประจำช่วยลดความเสี่ยงของการเป็นมะเร็งในระบบทางเดินอาหารได้

4. ตำลึงแก้พิษได้
หากโดนใบไม้บางชนิดแล้วมีอาการคันที่ผิวหนัง หรือโดนหนอนใบไม้ สามารถใช้ใบตำลึงสด 5 ใบ ขยี้ให้ละเอียด แล้วนำมาทาบริเวณที่มีอาการคัน จะช่วยให้อาการเหล่านั้นดีขึ้น

5. ตำลึงแก้ท้องผูก
การทำงานของลำไส้ที่ดี ควรมีการขับถ่ายของเสียได้ตามปกติ หากลำไส้ไม่สามารถขับของเสียและถูกหมักหมมไว้ในลำไส้ อาจส่งผลให้เกิดการท้องผูกและเป็นริดสีดวงได้ ในตำลึงมีเอนไซม์อะไมเลสที่ช่วยย่อยอาหารประเภทแป้ง อีกทั้งยังมีไฟเบอร์สูง ช่วยกระตุ้นการทำงานของลำไส้ ทำให้ขับถ่ายได้ตามปกติ

6. ตำลึงบำรุงกระดูก
ใบตำลึงมีแคลเซียมสูง และร่างกายสามารถดูดซึมและนำไปใช้งานได้อย่างรวดเร็ว หากคุณต้องการแคลเซียมเพื่อใช้ในการดูแลกระดูก แต่แพ้แลคโตสนมวัว คุณสามารถหันมารับประทานตำลึงแทนได้

7. ตำลึงพอกหน้า
การทำครีมพอกหน้าโดยไม่ต้องใช้สารเคมีนั้น ทำได้ง่ายมาก เพียงแค่ใช้ยอดตำลึงและน้ำผึ้งแท้ อย่างละ ½ ถ้วย นำมาปั่นให้ละเอียด แล้วนำมาพอกหน้าให้ทั่ว ปล่อยทิ้งไว้ 20 นาที จากนั้นล้างออกให้สะอาด ก็จะสามารถฟื้นฟูผิวให้กระชับ คืนความสดชื่นพร้อมผิวที่นุ่มเรียบเนียนได้ทันทีหลังการใช้

ตำลึง พืชที่ปลูกง่าย ชอบแสงแดด และไม่ต้องการการดูแลมาก แถมยังมีประโยชน์ต่อร่างกาย ปลูก ๆ ทิ้งไว้แป๊บ ๆ ก็เลื้อยแตกใบให้เราได้นำมาทำอาหารกินได้หลากหลายเมนู หากชอบกินผัก และไม่ค่อยมีเวลาดูแล ปลูกตำลึงไว้ รับรองตอบสนองความต้องการในข้อนี้ได้อย่างแน่นอน

ดูคลิป ประโยชน์ตำลึง https://www.youtube.com/watch?v=tBHjOsWJ-uk

ประโยชน์กะเพรา

6 ประโยชน์กะเพรา สรรพคุณดีๆที่ต้องร้องว้าว

เมื่อนึกถึงกะเพราเราก็มักจะคิดถึงเมนูยอดฮิตตลอดกาล ผัดพริกใบกะเพราหมูสับ หอมกลิ่นใบกะเพราอ่อนๆ ให้รสชาติเผ็ดหน่อยๆเข้ากันกับข้าวสวยร้อนๆ นอกจากความอร่อย รู้หรือไม่ใบกะเพรามีประโยชน์ต่อสุขภาพมากมาย ในบทความนี้มีเรื่องราวดี ๆ เกี่ยวกับผักชนิดนี้มาฝาก

1. กะเพราดีต่อสายตาและการมองเห็น
สารสกัดด้วยน้ำจากกะเพราแดง ช่วยให้วิสัยทัศน์ในการมองเห็นดีขึ้น อุดมด้วยวิตามินเอ เบต้าแคโรทีน ลูทีน ซีแซนทีน สารเหล่านี้ล้วนสำคัญต่อสุขภาพของดวงตา ช่วยลดความเสี่ยงต่อการเกิดโรคต้อกระจก

2. กะเพราลดระดับน้ำตาล
ชาวอินเดียและชาวปากีสถาน นิยมใช้กะเพราต้มน้ำดื่ม เพื่อใช้ในการรักษาโรคเบาหวานและควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด

3. กะเพราแก้หวัด
กลิ่นหอมฉุนรสเผ็ดร้อนของกะเพรา สามารถช่วยบรรเทาอาการโรคหวัด ขับเสมหะ ขับเหงื่อลดไข้และส่งเสริมการทำงานของปอด ช่วยให้หายใจสะดวกมากขึ้น บรรเทาโรคหอบหืด เสริมสร้างภูมิต้านทานให้แข็งแรงไวขึ้น

4. กะเพราแก้เครียด
การรับประทานใบกะเพราเป็นประจำพบว่า สามารถช่วยลดความเครียด คลายความวิตกกังวลและลดอาการซึมเศร้า ช่วยปรับสมดุลธาตุในร่างกายให้อยู่ในภาวะปกติ

5. กะเพราขับลม แก้ท้องอืด ท้องเฟ้อ
ในการรักษาแบบแทพย์แผนไทยนิยมใช้ยอดอ่อนและใบกะเพราเป็นยาบำรุงธาตุ แก้อาการท้องอืด ท้องเฟ้อ อาหารไม่ย่อย ขับลม ลดการจุกเสียด หากมีอาหารเหล่านี้ลองรับประทานเมนูที่มีใบกะเพราเป็นส่วนประกอบจะช่วยให้อาการดีขึ้น โดยไม่ต้องรับประทานยาเลย

6. กะเพราไล่ยุงและแมลง
น้ำมันหอมระเหยใบกะเพรามีส่วนช่วยในการไล่ยุงและแมลง คุณสามารถนำใบกะเพรามาหมักรวมกับสมุนไพรชนิดอื่น ๆ และใช้เอทิลแอลกอฮอล์ เทให้ท่วมใบกะเพรา หมักทิ้งไว้ 15 วัน จากนั้นกรองนำแต่น้ำมาใช้ฉีดพ่นในการไล่ยุง

กะเพราปลูกง่าย โตไว แถมยังสารพัดประโยชน์ สรรพคุณครอบคลุมขนาดนี้ ปลูกติดบ้านไว้ ถึงเวลาก็หยิบใช้ได้ทันที หากเพื่อนๆมีไอเดียในการนำกะเพรามาประยุกต์ใช้ในด้านอื่น ๆ อย่าลืมแนะนำให้ทราบกันบ้างนะ

ดูคลิปประโยชน์กะเพรา https://www.youtube.com/watch?v=N53MoyDygxg

ประโยชน์ผักชี

ประโยชน์ผักชี สรรพคุณผักกลิ่นแรง ไม่อยากเสี่ยงโรคต้องรับประทาน

ผักชี ผักยอดฮิตในประเทศญี่ปุ่น แต่ในประเทศไทยก็เชื่อว่ามีหลายคนที่ไม่ชอบกลิ่นและไม่ชอบกินผักชนิดนี้ หลังจากจบบทความอาจทำให้คุณเปลี่ยนใจหันมาชอบผักชีมากขึ้น เพราะอะไรน่ะหรือ อยากรู้ตามไปดูประโยชน์ของผักชีกันเถอะ

1. บำรุงดวงตา ใช้งานดวงตาหนัก เล่นมือถือ ใช้งานคอมพิวเตอร์มาก อาจส่งผลให้ตาล้า หรือจอประสาทตาเสื่อมได้ ในผักชีมีสารต้านอนุมูลอิสระที่ช่วยลดและต้านการอักเสบของเซลล์ อุดมด้วยเบต้าแคโรทีนที่ช่วยส่งเสริมการทำงานของดวงตา

2. กินปิ้งย่าง ผู้ที่ชอบกินอาหารปิ้งย่าง เมื่อรับประทานบ่อยอาจมีความเสี่ยงต่อสารก่อมะเร็งในเนื้อที่ไหม้ได้ ในผักชีมีสารที่สามารถช่วยยับยั้งสารก่อมะเร็งที่เกิดจากการกินอาหารปิ้งย่าง หากไม่อยากเสี่ยงกับโรคร้าย คราวหน้ากินปิ้งย่าง อย่าลืมกินคู่กับผักชี จะได้ไม่เสี่ยงแถมยังมีเส้นใยช่วยให้ขับถ่ายคล่องมากขึ้นอีกด้วย

3. ดูแลน้ำตาลในเลือด ผักชีสามารถช่วยลดระดับน้ำตาลในเลือดได้ โดยการกินลูกผักชีหรือนำมาต้มน้ำดื่ม

4. ดับกลิ่นปาก หากต้องการดับกลิ่นปากโดยไม่ใช้เคมี สามารถนำเมล็ดผักชีมาต้มแล้วนำน้ำมาใช้อมกลั้วปาก วิธีนี้จะช่วยลดการอักเสบในช่องปากอีกทั้งยังช่วยดับกลิ่นปากได้เป็นอย่างดี

5. อาหารไม่ย่อย สำหรับคนที่มีปัญหาเรื่องระบบการย่อยการรับประทานผักชี ช่วยให้น้ำย่อยและน้ำดีถูกขับออกมา ส่งผลให้การย่อยมีประสิทธิภาพมากขึ้น ลดการหมักหมมของอาหาร ยับยั้งการเจริญเติบโตของเชื้อโรค

6. แก้หวัด อาการไอ ไข้หวัด มักเกิดขึ้นเมื่อมีการเปลี่ยนแปลงของอุณภูมิต่อร่างกาย หรือร่างกายอ่อนแอและได้รับเชื้อไวรัส การนำใบผักชีมาต้มน้ำหรือทำเมนูแกงจืดผักชีหมูสับ แล้วรับประทานขณะอุ่นๆ จะช่วยฟื้นฟูร่างกาย บำรุงธาตุ ลดการไอ ลดน้ำมูก ละลายเสมหะ

7. ริดสีดวง เมื่อมีอาการถ่ายเป็นมูกเลือด หรือเป็นริดสีดวงทวารหนัก สามารถนำเมล็ดผักชีมาใช้ประกอบอาหารในเมนูต่าง ๆ เพื่อรักษาอาการให้ดีขึ้นได้ อาจนำมาทำเป็นเครื่องเทศที่ช่วยให้กลิ่นและรสชาติอร่อยมากขึ้น อีกทั้งยังช่วยกระตุ้นการทำงานของลำไส้ มิให้ถ่ายเป็นมูกเลือด รักษาริดสีดวง ลดขนาดของริดสีดวง  ลดเวลาในการขับถ่ายให้เร็วขึ้น

7 ประโยชน์ของผักชีที่แนะนำข้างต้น หวังว่าอาจช่วยทำให้ผู้ที่ไม่ชอบผักชีเปลี่ยนใจหันมาลองรับประทานผักชีดูสักครั้ง อย่างไรก็ตาม ไม่แนะนำให้ผู้ป่วยโรคไตรับประทานมากเกินไป เนื่องจากเป็นผักที่มีธาตุโพแทสเซียมสูง อาจส่งผลต่อการทำงานของไตได้

สรรพคุณผักชี https://www.youtube.com/watch?v=jrJgJeg-HxU

ประโยชน์มะละกอ

มะละกอ ชื่อนี้มีแต่ประโยชน์ สรรพคุณสารอาหารจากผลยาวรี

มะละกอผลไม้ที่อุดมด้วยวิตามินซี แช่เย็นยิ่งกินแล้วสดชื่น แถมยังดีต่อสุขภาพ มะละกอจะดูแลคุณในด้านใดบ้าง รู้ไว้ดอมคอมขอแนะนำ ประโยชน์ของมะละกอ ดังนี้

1. มะละกอช่วยป้องกันโรคหัวใจและความดันโลหิตสูง
หน้าที่ของหลอดเลือดแดง คือ นำเลือดออกจากหัวใจ ซึ่งเป็นเลือดที่มีปริมาณออกซิเจนในเลือดสูง ใช้ในการนำไปเลี้ยงอวัยวะทั่วร่างกาย การรับประทานมะละกอมีส่วนช่วยป้องกันคอเลสเตอรอลไม่ให้สร้างขึ้นในหลอดเลือดแดง เนื่องจากอุดมด้วยไฟเบอร์ วิตามินซี และสารต้านอนุมูลอิสระ อีกทั้งยังช่วยป้องกันโรคหัวใจและความดันโลหิตสูง

2. ผลไม้ลดน้ำหนักด้วยมะละกอ
ส่วนหนึ่งในการลดน้ำหนักให้ได้ผล คือการควบคุมปริมาณแคลอรี่ เส้นใยในมะละกอ ช่วยให้อิ่มไว ลดการกินพร่ำเพรื่อจุกจิกได้ดี ให้แคลอรี่ต่ำ เมื่อต้องการควบคุมน้ำหนัก คุณสามารถใช้มะละกอเป็นตัวเสริมในการควบคุมน้ำหนักได้

3. กินมะละกอลดการติดเชื้อ
ระบบภูมิคุ้มกันมีหน้าที่เป็นเกราะป้องกันการติดเชื้อต่าง ๆ ที่ทำให้ป่วย วิตามินซีในมะละกอ ช่วยต้านอนุมูลอิสระ ลดการติดเชื้อ เสริมภูมิต้านทานให้แข็งแรง

4. มะละกอผลไม้สำหรับโรคเบาหวาน
เบาหวานชนิดที่2 โรคเบาหวาน ชื่อก็บอกอยู่แล้วให้กินหวานเบาๆ ผู้ที่เป็นโรคนี้หากต้องการรับประทานมะละกอ อันที่จริงถึงจะหวานแต่ก็สามารถรับประทานได้ ทั้งนี้ต้องจำกัดปริมาณโดยกินได้ไม่เกินมื้อละ 5-6 ชิ้น เมื่อกินในปริมาณที่เหมาะสมสามารถส่งผลดีต่อระดับน้ำตาลในเลือด และยังช่วยลดกระบวนการอักเสบในร่างกายได้อีกด้วย ทั้งนี้สำหรับผู้ป่วยเบาหวาน ไม่ควรรับประทานมะละกอหมักดอง ควรรับประทานแบบสด

5. มะละกอลดความเสื่อมดวงตา
วิตามินที่ช่วยในการมองเห็นและปกป้องสายตาจากความเสื่อม คือวิตามินเอ สารเบต้าแคโรทีนในมะละกอ ช่วยกระตุ้นการเจริญเติบโตของเซลล์ หากขาดวิตามินเอ อาจทำให้มีความเสี่ยงต่อปัญหาสายตาต่าง ๆ เช่น จอประสาทตาเสื่อม ตาบอดตอนกลางคืน กระจกตาเสื่อม

6. มะละกอช่วยย่อยอาหาร
การรับประทานที่เร่งรีบแข่งกับเวลาที่มีจำกัด อาจส่งผลต่อระบบย่อยอาหาร ทำให้มีอาการท้องอืด อาหารย่อยช้าและยาก นอกจากนี้เมนูของอาหารประเภทอาหารขยะหรือการใช้น้ำมันในการทำอาหารมากเกินไป ล้วนส่งผลต่อการย่อยทั้งสิ้น เอนไซม์ปาเปนและใยอาหารในมะละกอ สามารถช่วยปรับปรุงประสิทธิภาพระบบทางเดินอาหารและการย่อยให้ดีขึ้นได้

7. มะละกอลดริ้วรอย
ใคร ๆ ก็อยากหน้าเด็ก แต่จะทำอย่างไรให้ผิวดี ดูเด็กเด้งจากการกิน สารต้านอนุมูลอิสระ วิตามินอี วิตามินซี เบต้าแคโรทีนในมะละกอตอบโจทย์เรื่องนี้ได้ดี เมื่อกินเป็นประจำสารอาหารเหล่านี้ จะช่วยลดริ้วรอย ยืดอายุเซลล์ ลดความกร้านและแห้งของผิว ปกป้องผิวให้มีความชุ่มชื่น อีกทั้งยังช่วยให้แลดูอ่อนเยาว์ ลดสัญญาณแห่งวัยได้อย่างน่ามหัศจรรย์

8. มะละกอผลไม้แก้ท้องผูก
ระบบขับถ่ายไม่ปกติ ถ่ายยาก เบ่งเป็นเวลานาน ต้องเจอหมัดเด็ดจากเมนูส้มตำมะละกอที่หลายคนโปรดปราน หรืออาจเป็นเมนูแกงส้มมะละกอก็อร่อยไปอีกแบบ ในมะละกอดิบ ออกฤทธิ์เป็นยาระบายอ่อน ๆ มีไฟเบอร์สูง สามารถช่วยให้ย่อยง่าย ถ่ายคล่อง

ในช่วงท้าย ก็มีเคล็ดลับการเลือกมะละกอมาฝาก ควรเลือกมะละกอที่แก่จัดแต่ไม่สุกจัด เลือกเปลือกสีเหลืองอมเขียว ผิวเรียบ และอย่าลืมดูขั้วต้องสดไม่แห้ง ที่สำคัญเลือกลูกที่น้ำหนักมากไว้ก่อน เพราะเนื้อด้านในจะแน่นและเยอะ อุดมด้วยสารอาหาร รู้จักประโยชน์และวิธีเลือกมะละกอกันไปแล้ว เตรียมตัวออกไปซื้อมะละกอกันเถอะค่ะ

ดูคลิป ประโยชน์มะละกอ https://www.youtube.com/watch?v=bLOGmr4qc7I

ประโยชน์ผักต้มสุก

ผักอะไรที่ควรทำให้สุกก่อนกิน ถ้ากินดิบจะเป็นอย่างไร

การรับประทานผักก็เป็นอีกหนึ่งตัวเลือกที่ดีในการเพิ่มวิตามินและแร่ธาตุที่จำเป็นให้แก่ร่างกาย แต่ถ้าจะให้ดี เราควรรู้ด้วยว่า วิธีการกินผักแบบไหนที่จะช่วยให้เกิดประโยชน์มากที่สุด ในบทความความนี้จึงอยากขอเสนอ ผักที่ควรทำให้สุกก่อนกิน ไม่ควรกินดิบ เพราะอาจก่อให้เกิดโทษได้ รู้ไว้ดอทคอมนำข้อมูลดี ๆ มาฝาก 8 ข้อดังนี้

1. ถั่วงอก ขาดไม่ได้เลยกับเมนูก๋วยเตี๋ยวน้ำใสที่ต้องใส่ถั่วงอกเป็นผักเคียง อันที่จริงแล้ว ถั่วงอก อุดมด้วยไฟเบอร์ ช่วยในเรื่องของการย่อยและขับถ่ายได้ค่อนข้างดี อีกทั้งยังมีสารต้านอนุมูลอิสระและวิตามินซีที่ช่วยในการป้องกันมะเร็ง แต่ปัจจุบันกรรมวิธีการปลูกจากบางแหล่งผลิตนั้นก็ไม่สะอาดและมักแช่สารฟอกขาว เพื่อให้ถั่วงอกนั้น ดูขาวสะอาดน่าซื้อ หากเรารับประทานถั่วงอกดิบๆพร้อมกับสารฟอกขาวที่อยู่ในนั้น อาจก่อให้เกิดอาการแพ้ คลื่นไส้ หายใจไม่สะดวก ความดันโลหิตต่ำและปวดท้อง ดังนั้นหากไม่อยากเจออาการเหล่านี้ ควรนำถั่วงอกมาผ่านการปรุงให้สุกด้วยความร้อนก่อนรับประทานทุกครั้ง

2. ถั่วฝักยาว ยังอยู่กันที่เรื่องถั่วๆ กับถั่วฝักยาวที่อุดมด้วยวิตามินเอ วิตามินซี โฟเลต แมกนีเซียมและธาตุเหล็ก ถึงจะมีคุณค่าทางสารอาหารที่ดี แต่ในการเพาะปลูกก็มักใช้ยาฆ่าแมลงในการปลูก เพื่อให้ได้ผลผลิตที่ยาวสวยงามไม่มีรอยแมลงกัดกินหรือทำลาย ซึ่งในความสวยน่าซื้อนั้น ก็ทำให้ผู้ซื้อมีความเสี่ยงที่จะได้รับสารพิษจากสารเคมีที่ใช้ในการฆ่าแมลง ทำให้เป็นการสะสมเคมีในระยะยาว อาจเป็นสาเหตุของโรคมะเร็งต่าง ๆ ได้

3. บร็อคโคลี่ ผักชนิดหัวสีเขียวเข้ม ที่ช่วยในการบำรุงดวงตา ลดความเสี่ยงต่อโรคหัวใจและหลอดเลือด การที่จะได้รับสารอาหารจากผักชนิดนี้ให้มากขึ้น คือการนำมาทำให้สุกด้วยกรรมวิธีใดก็ได้ จะช่วยลดความเสี่ยงต่อการเป็นโรคไทรอยด์ และไม่ทำให้ท้องอืดหลังรับประทาน

4. หน่อไม้ ในหน่อไม้เป็นพืชอีกหนึ่งชนิดที่ช่วยในการกระตุ้นระบบลำไส้และขับถ่าย เพราะอุดมด้วยเส้นใยและวิตามิน แต่หากคุณรับประทานโดยไม่ทำให้สุกหรือไม่ต้มก่อน อาจได้รับสารไซยาไนด์ที่ส่งผลต่อระบบประสาท ทำให้คลื่นไส้ อาเจียน มึนงง และมีความอันตรายถึงขั้นหมดสติและทำให้หัวใจหยุดเต้นได้

5. มะเขือเทศ ลูกสีแดงไม่เล็กไม่ใหญ่ แต่ให้วิตามินที่สูงมาก โดยเฉพาะสารไลโคปินที่ช่วยในการต่อต้านอนุมูลอิสระ การนำมะเขือเทศมาผ่านความร้อนจะทำให้ได้สารไลโคปินในปริมาณที่สูงมากกว่าการกินแบบสดหรือไม่ผ่านความร้อน นอกจากนี้สารชนิดนี้ยังละลายได้ดีในน้ำมัน หากนำมาผ่านความร้อนด้วยการผัดในน้ำมัน ก็จะช่วยทำให้ร่างกายดูดซึมสารต้านอนุมูลอิสระชนิดนี้ได้ดีมากยิ่งขึ้น

6. เห็ด เห็ดสามารถนำมาใช้ทำอาหารทดแทนเนื้อสัตว์ได้ เพราะให้คุณค่าทางโปรตีนคล้ายกับเนื้อ แต่ย่อยได้ง่ายกว่า ช่วยเสริมภูมิต้านทานให้แก่ร่างกาย ลดระดับน้ำตาลและลดความเสี่ยงจากโรคร้ายเช่นมะเร็ง การนำเห็ดมากินควรนำมาทำให้สุก ไม่ควรกินแบบดิบ เพราะอาจก่อให้เกิดอาการแพ้ ลดประสิทธิภาพการดูดซึมของระบบย่อยอาหาร

ที่ผ่านมาหลายคนที่เคยกินผักทั้ง 6 ข้อที่ยกตัวอย่างข้างต้นแบบดิบหรือไม่ผ่านความร้อน ต่อไปไม่ควรกินแบบสดอีกแล้วนะคะ เพราะผักบางชนิดที่เราต้องการกินเพื่อสุขภาพ แต่พอกรรมวิธีผิด เราก็อาจได้รับโทษมากกว่าประโยชน์ที่เราต้องการจากมัน ผัก 6 ข้อที่กล่าวไว้ปรุงให้สุกแล้วค่อยกิน ยังไงก็ได้รับสารอาหารและสบายใจแน่นอน

ดูคลิป ผักที่ต้องกินสุก https://www.youtube.com/watch?v=KnrHxoNB5tI

15 ประโยชน์จากปลาแซลมอนที่คุณควรรู้

เมื่อสุขภาพร่างกายของคุณเริ่มมีปัญหา มักจะมีสัญญาณเตือนบางอย่างที่แจ้งให้คุณรู้ เช่น อาการปวดศรีษะ, น้ำหนักตัวที่เพิ่มขึ้น, ผมร่วง, ปัญหาผิวต่างๆ เป็นต้น เหล่านี้เป็นสัญญาณเตือนที่ไม่ควรละเลย เพราะอาการเหล่านี้อาจทำให้ก่อเกิดโรคต่างๆตามมามากมายได้ ในบทความนี้ เราจะขอแนะนำวิธีการดูแลตัวเองด้วยการรับประทานปลาแซลมอน

ประโยชน์ของการรับประทานปลาแซลมอน

เนื่องจากปลาแซลมอนนี้เป็นหนึ่งในอาหารสุขภาพที่ดีที่สุดในโลก สมาคมโรคหัวใจของสหรัฐอเมริกา แนะนำให้รับประทานปลาแซลมอนอย่างน้อย 2 ครั้งต่อสัปดาห์ เพราะในปลาแซลมอนนั้นอุดมไปด้วยกรดไขมัน โอเมก้า3 โปรตีน วิตามินและเกลือแร่ ที่ช่วยลดความเสี่ยงต่อโรคและอาการต่างๆ

ดังนั้น นี่คือ 15 เหตุผลที่คุณควรรับประทานปลาแซลมอน เพื่อดูแลสุขภาพของคุณเอง เราลองมาดูรายละเอียดทางโภชนาการของปลาแซลมอนกันดีกว่าค่ะ

1. ดีสำหรับหัวใจ


เห็นได้ชัดจากข้อเท็จจริงด้านโภชนาการที่กล่าวมาแล้วข้างต้นว่า ปลาแซลมอน อุดมไปด้วยกรดไขมัน โอเมก้า3 ซึ่งกรดไขมันโอเมก้า3 เป็นกรดไขมันไม่อิ่มตัวเชิงซ้อนที่มีพันธะคู่หลายตัว EPA และ DHA เป็นกรดไขมันโอเมก้า3 ที่มีอยู่ในปลาแซลมอน ทั้ง 2 ชนิดนี้ ช่วยลดระดับไตรกลีเซอไรด์ โดยการลดระดับ LDL และเพิ่มการย่อยสลายของกรดไขมัน ทั้งนี้จะช่วยป้องกันการเกิดคราบจุลินทรีย์และสามารถปกป้องคุณจากโรคหัวใจและหลอดเลือดสมองตีบ

[related-post id=”861″]

2. ช่วยลดน้ำหนัก

ปลาแซลมอนยังเป็นแหล่งโปรตีนที่ดี เพราะมีโอเมก้า3 ทั้งสองชนิด ซึ่งสารอาหารเหล่านี้จะมีผลต่อเปอร์เซ็นต์ของไขมันในร่างกาย โปรตีนนี้จะย่อยได้ยาก จึงสามารถช่วยให้คุณรู้สึกอิ่มได้นานขึ้น ซึ่งจะทำให้คุณกินได้น้อยลง จึงมีผลช่วยลดน้ำหนัก เพิ่มการไหลเวียนของโลหิต เพิ่มการเผาผลาญอาหารและลดการสะสมไขมัน โดยการเพิ่มการออกซิเดชั่นของกรดไขมัน ดังนั้นคุณจะสามารถมีร่างกายที่ผอมและกระชับได้ หากคุณกินปลาแซลมอนที่ปรุงสุกด้วยวิธีการทำที่เหมาะสม

การดื่มชา ก็ช่วยลดน้ำหนักได้ดีทีเดียว

[related-post id=”542″]

3. ลดการอักเสบ

การอักเสบของร่างกายเป็นอันตราย เพราะอาจทำให้น้ำหนักเพิ่มขึ้น อาจมีอาการปวดข้อ , การตอบสนองต่อภูมิคุ้มกันลดลง , เป็นแผลในกระเพาะอาหารและโรคหลอดเลือดสมอง ในกรดไขมันโอเมก้า3 ที่มีอยู่ในปลาแซลมอนนั้น จะควบคุมฮอร์โมนในร่างกาย จะกำหนดเส้นทางเซลล์และการแสดงออกของยีนส์ ช่วยลดอาการไมเกรน โรคไขข้อ โรคสะเก็ดเงิน โรคลำไส้ใหญ่บวมเป็นแผล โรคเส้นโลหิตตีบ โรคอ้วน โรคอักเสบ เป็นต้น

[related-post id=”869″]

4. ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพสมอง

กรดไขมันโอเมก้า3 ที่มีอยู่ในปลาแซลมอนมีความสำคัญต่อสมองของคุณ กรดไขมันไม่อิ่มตัวเชิงซ้อนเหล่านี้ เป็นสารป้องกันเส้นประสาทตามธรรมชาติ นอกจากนี้ EPA และ DHA ช่วยเพิ่มการเจริญเติบโตของอวัยวะในช่วงพัฒนาการของสมอง DHA ช่วยในการสร้างความแตกต่างของเซลล์ต้นกำเนิดประสาทในเซลล์ประสาท นอกจากนี้ ยังพบว่ากรดไขมันโอเมก้า3 ยังช่วยเพิ่มสมรรถนะด้านความจำในสตรีสูงอายุได้อีกด้วย

[related-post id=”729″]

5. ต่อสู้กับโรคมะเร็ง

โรคมะเร็งนั้นอาจเกิดจากความไม่สมดุลของกรดไขมันโอเมก้า3และโอเมก้า6ในร่างกาย ทำให้เกิดการสะสมของสารพิษและเนื้องอกของเซลล์ที่ไม่สามารถควบคุมได้ การกินปลาแซลมอนจะช่วยเพิ่มระดับกรดไขมันโอเมก้า3 ซึ่งจะช่วยลดการอักเสบและความเป็นพิษในร่างกาย จากการศึกษาได้พิสูจน์ว่า EPA และ DHA สามารถใช้เพื่อรักษามะเร็งและป้องกันการเจริญเติบโตของมะเร็งเต้านมได้ นอกจากนี้ยังสามารถช่วยป้องกันการสูญเสียกล้ามเนื้อจากการใช้ยาเคมีบำบัดอีกด้วย

[related-post id=”20749″]

6. ป้องกันสมาธิสั้นในเด็ก

กรดโอเมก้า3 DHA และEPA มีบทบาทสำคัญในร่างกาย แต่ก็มีความต่างในหน้าที่ DHA รับผิดชอบการพัฒนาสมองทั้งก่อนและหลังคลอด ในขณะที่ EPA ช่วยควบคุมอารมณ์และพฤติกรรม นักวิจัยพบว่า DHAและ EPA สามารถช่วยลดอาการของโรคสมาธิสั้นในเด็กได้ ถือว่าเป็นประโยชน์ที่ดีสำหรับเด็กออทิสติก

7. เป็นแหล่งโปรตีนที่ดีเยี่ยม

เพียงหนึ่งในสี่ของปลาแซลมอน สามารถให้โปรตีนแก่คุณได้ถึง 13 กรัม โปรตีนเหล่านี้จะช่วยสร้างมวลกล้ามเนื้อ เพื่อให้ร่างกายกระชับขึ้น เพิ่มประสิทธิภาพให้แก่กล้ามเนื้อ ป้องกันผมร่วง และซ่อมแซมผิว ผม และสุขภาพของเล็บให้ดีขึ้น

8. แหล่งที่มาของวิตามินดี

ปลาแซลมอนยังเป็นแหล่งวิตามินดี ที่ช่วยเสริมสร้างกระดูก ลดความเสี่ยงต่อโรคเบาหวานชนิดที่2 ช่วยต่อสู้โรคมะเร็งและป้องกันโรคหัวใจ หากคุณไม่ได้ออกไปเดินเล่น หรือวิ่งออกกำลังกายในตอนเช้าก็เป็นไปได้ว่า คุณไม่ได้รับวิตามินดี ในปริมาณมากเพียงพอที่ร่างกายต้องการ และหากผิวของคุณบอบบางมากและต้องหลีกเลี่ยงแสงแดด ในกรณีเช่นนี้ คุณควรรับประทานปลาแซลมอน เพื่อช่วยให้ร่างกายผลิตเม็ดสีเมลานินที่ช่วยปกป้องผิวจากรังสียูวี

9. ช่วยดูแลจอประสาทตา

นักวิทยาศาสตร์ได้ทำการศึกษาโรคตาที่มีผลเกี่ยวข้องกับอายุ พบว่า ผู้ที่รับประทานอาหารที่อุดมด้วยกรดไขมันโอเมก้า3 เป็นประจำ มีความเสี่ยงต่อการเกิดโรคจอประสาทตาลดลง เนื่องจากปลาแซลมอนอุดมไปด้วยกรดไขมันโอเมก้า3 ที่ถือว่าเป็นสุดยอดในการดูแลสุขภาพดวงตา ทำให้จอประสาทตาควบคุมเซลล์และเยื่อหุ้มเซลล์ที่จอตารับแสงได้ดีขึ้น มีผลช่วยเพิ่มวิสัยทัศน์ในการมองเห็นให้ดีขึ้นอีกด้วย

[related-post id=”866″]

10. เป็นแหล่งที่มาของซีลีเนียม

ซีลีเนียมเป็นแร่ธาตุที่ทำหน้าที่เป็นสารต้านอนุมูลอิสระ และปลาแซลมอนก็เป็นแหล่งที่ดีของซีลีเนียม ประมาณ 3.5 ปอนด์ของปลาแซลมอนสามารถให้ซีลีเนียมถึง 65 % ของปริมาณสารอาหารที่แนะนำให้บริโภคต่อวัน ช่วยในการต่อสู้กับโรคมะเร็ง ควบคุมการผลิตฮอร์โมนไทรอยด์ ช่วยให้ระบบภูมิคุ้มกันทำหน้าที่อย่างเหมาะสม ต่อต้านการกระทำของเชื้อเอชไอวี ช่วยลดโอกาสในการแท้งบุตร ส่งเสริมการเคลื่อนไหวของตัวอสุจิ ลดความเครียด และอาจช่วยปกป้องคุณจากโรคหัวใจและหลอดเลือด นอกจากนี้การขาดซีลีเนียมอาจทำให้ความสามารถในการตัดสินใจของคุณลดลงได้

11. เป็นแหล่งที่มาของแอสตาแซนธินที่ยอดเยี่ยม

เคยสงสัยไม๊ว่า ทำไมเนื้อปลาแซลมอนจึงเป็นสีชมพูหรือส้ม นั่นเป็นเพราะปลาแซลมอนมีปริมาณ แอสตาแซนธินที่ดี ซึ่งแอสตาแซนธินนี้มีคุณสมบัติต้านอนุมูลอิสระและกำจัดอนุมูลอิสระที่เป็นอันตรายต่อร่างกาย นอกจากนี้ ยังช่วยป้องกันโรคหัวใจและหลอดเลือด ซึ่งแอสตาแซนธินนี้ไม่สามารถสังเคราะห์โดยมนุษย์ได้ แต่คุณสามารถที่จะรับประทานปลาแซลมอนแทนเพื่อสุขภาพที่ดีของตัวคุณเองได้

12. เต็มไปด้วยวิตามินบี

ปลาแซลมอนเป็นแหล่งวิตามินที่ดี ดังนี้

  • วิตามินบี12
  • วิตามินบี6
  • วิตามินบี1
  • วิตามินบี2
  • วิตามินบี3
  • วิตามินบี5
  • วิตามินบี9

วิตามินเหล่านี้มีบทบาทสำคัญในการรักษาสุขภาพที่ดี ช่วยลดการเกิดโรคกระดุกพรุน ช่วยเพิ่มการเผาผลาญอาหาร ดูแลการทำงานของสมอง และช่วยรักษาระดับพลังงานในร่างกายให้เป็นปกติ

13. บรรเทาและลดอาการผมร่วง

ปลาแซลมอนอุดมไปด้วยกรดไขมันโอเมก้า3 โปรตีน วิตามินบี12 และธาตุเหล็ก สารอาหารเหล่านี้จะช่วยให้สุขภาพหนังศรีษะของคุณดีขึ้น ป้องกันผมร่วง โดยการให้อาหารแก่รูขุมขน ส่งเสริมการเจริญเติบโตของเส้นผม ปกป้องเส้นผมของคุณให้ดูนุ่มสลวย ดังนั้นหากคุณต้องการดูแลสุขภาพของเส้นผม ควรรับประทานปลาแซลมอนเป็นประจำ แต่ถ้าหากคุณไม่สามารถทานปลาแซลมอนได้บ่อยๆ ก็สามารถทานผลิตภัณฑ์อาหารเสริมน้ำมันปลาแทนการรับประทานแซลมอน เพื่อป้องกันผมร่วงได้

[related-post id=”20646″]

14. ดูแลสุขภาพผิวหนัง

เมื่อคุณอายุเพิ่มมากขึ้น ริ้วรอย จุดด่างดำและกระ ก็จะเริ่มปรากฏขึ้น แนะนำให้รับประทานปลาแซลมอนเพื่อดูแลสุขภาพฟื้นฟูสุขภาพผิว กรดไขมันโอเมก้า3 โปรตีนและวิตามินดี จะช่วยให้เซลล์ของคุณผลิตคอลลาเจน เคราตินและเมลานิน สิ่งเหล่านี้จะช่วยให้ผิวของคุณคงความชุ่มชื่นเอาไว้ ซึ่งจะช่วยลดริ้วรอยได้ แอสตาแซนธินจะช่วยขจัดแบคทีเรียและต้านอนุมูลอิสระที่เป็นพิษต่อผิว ช่วยฟื้นฟู แก้ไขให้ผิวมีความยืดหยุ่น ช่วยลดจุดด่างดำและสิวได้

15. ช่วยปรับปรุงอารมณ์

ปลาแซลมอนสามารถช่วยยกระดับอารมณ์ของคุณได้ กรดไขมันโอเมก้า3ที่มีอยู่ในปลาแซลมอนช่วยลดการอักเสบและช่วยให้คุณอารมณ์ดีขึ้นได้ ซึ่งได้รับการยืนยันจากนักวิทยาศาสตร์ว่า คนที่เป็นโรคซึมเศร้าจะมีกรดไขมันโอมเก้า3 ต่ำกว่าคนที่อื่น
หากได้รับโอเมก้า3 เพียง 32 กรัมจากปลาแซลมอน ก็จะทำให้มีความรู้สึกมีกำลังใจ ไม่ท้อแท้ ลดอาการซึมเศร้าลงได้อีกด้วย


เห็นได้ชัดว่า 15 ประโยชน์จากปลาแซลมอน นั้นเป็นสิ่งที่ต้องมีในมื้อเย็นหรือมื้อเที่ยงของคุณเลยก็ว่าได้ หากคุณชอบรับประทานอาหารแบบง่ายๆ ไม่ปรุงแต่งรสชาดมากนัก ก็สามารถทำเมนูปลาแซลมอนรับประทานเองได้ง่ายๆที่บ้านของคุณ
หรือหากไม่สะดวกก็สามารถหาทานเมนูปลาแซลมอนได้ตามร้านอาหารทั่วๆไป ซึ่งปลาแซลมอนนั้นมีรสชาติอร่อย และมีประโยชน์ต่อสุขภาพมากมาย ก่อนรับประทานก็ควรเลือกแหล่งที่มาของปลาแซลมอนกันสักหน่อย เพื่อให้ปลอดภัยจากโลหะหนัก เช่นปรอท หรือสารกำจัดศัตรูพืชที่ปนเปื้อนในเนื้อปลา ดังนั้นหากต้องการมีสุขภาพที่ดี ควรเลือกวิธีแหล่งที่มาของปลาแซลมอน และวิธีการปรุงที่มีประโยชน์ต่อร่างกายให้ได้มากที่สุด เพื่อให้ได้รับคุณค่าทางสารอาหารที่เหมาะสมแก่ร่างกายของเรา

ข้อมูลโภชนาการของปลาแซลมอน
เนื้อปลาแซลมอนครึ่งชิ้นประกอบด้วย :

  • กรดไขมันโอเมก้า3 – 4023 มก.
  • กรดไขมันโอเมก้า 6 – 1185 มก.
  • โปรตีน – 39.3 กรัม
  • วิตามิน เอ – 89.0 IU
  • วิตามิน บี6 – 1.2 มก.
  • วิตามิน บี12 – 5.0 ไมโครกรัม
  • วิตามิน ซี – 6.6 มก.
  • โฟเลต – 60.5 ไมโครกรัม
  • ไนอาซิน -14.3 มก.
  • Thiamin – 0.6 มก.
  • กรด Pantothenic – 2.6 มก.
  • คาร์โบไฮเดรต – 0 กรัม
  • แคลเซียม – 26.7 มก.
  • แมกนีเซียม 53.4 มก.
  • ซีลีเนียม -73.7 ไมโครกรัม
  • โพแทสเซียม –683 มก.
  • ฟอสฟอรัส – 449 มก.
  • เหล็ก -0.6 มก.
  • โซเดียม -109 มก.
  • แคลลอรี่ -367

รับชมวิดีโอ https://www.youtube.com/watch?v=DVxjMdvHg_8