คลังเก็บป้ายกำกับ: อาหารบำรุงกระดูก

ประโยชน์ของบวบ

7 ประโยชน์ของบวบ สรรพคุณเด็ดดวง ต้องยกนิ้วให้

บวบ ไม้เลื้อยที่สามารถหากินได้ทุกฤดูกาล ปลูกง่าย ดูแลไม่ยาก อีกทั้งยังมีสรรพคุณที่ดีต่อร่างกาย ซึ่งจะมีประโยชน์ต่อสุขภาพในด้านใดบ้าง ตามมาดู 7 ประโยชน์ของบวบกันได้เลย

1. แก้ร้อนใน เจ็บคอ ขับเสมหะ บวบเป็นพืชที่มีฤทธิ์เย็น สามารถช่วยบรรเทาอาการร้อนในให้ดีขึ้นได้ โดยอาจนำมาทำเป็นอาหารในเมนูต่าง ๆ หรือใช้ผลอ่อน นำมาต้มกับน้ำเปล่า รอจนน้ำเดือด ลดไฟลง ปิดไฟ ทิ้งไว้อุ่นๆ แล้วนำมาใช้ดื่มเป็นน้ำชาบวบ ดื่มวันละ 2 ครั้ง เช้า เย็น

2. แก้คัน พิษจากแมลงสัตว์กัดต่อย เมื่อโดนพิษจากแมลงสัตว์กัดต่อย สามารถใช้ใบบวบนำมาตำพอก เพื่อแก้อาการพิษได้

3. เพิ่มน้ำนมให้คุณแม่มือใหม่ ธาตุเหล็กเป็นธาตุที่มีส่วนสำคัญในการผลิตน้ำนม เนื่องจากธาตุเหล็กช่วยในการผลิตเม็ดเลือดแดง เมื่อนำบวบมาทำเป็นเมนูอาหาร เช่น แกงเลียงกุ้งสด จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการไหลของน้ำนมให้ผลิตออกมาได้มากขึ้น

4. กระดูกและฟัน กระดูกและฟันนั้นเป็นส่วนที่ต้องใช้แคลเซียมในการดูแลและบำรุงสุขภาพให้มีความแข็งแรง ในบวบอุดมด้วยแคลเซียม จึงเหมาะสำหรับเด็กเล็กในวัยที่กำลังมีพัฒนาการทางด้านการเจริญเติบโต

5. ป้องกันโรคร้าย บวบเป็นผักที่อุดมด้วยคุณค่าทางโภชนาการและมีสารต้านอนุมูลอิสระค่อนข้างสูง จึงสามารถช่วยต่อต้านและป้องกันโรคร้ายอย่างเช่นมะเร็งได้

6. ขับถ่ายง่าย แก้ท้องผูก ไฟเบอร์ในบวบช่วยเพิ่มกากใยในลำไส้ หากมีอาการท้องผูก ขับถ่ายลำบาก การรับประทานบวบจะช่วยแก้ไขปัญหานี้ ส่งผลดีต่อลำไส้ ช่วยให้อุจจาระอ่อนนิ่ม ขับถ่ายได้ง่าย บรรเทาอาการริดสีดวง ลดเวลาการนั่งในห้องน้ำให้น้อยลง

7. ขัดผิวใส ใยบวบ สามารถนำมาใช้ขัดตามผิวกาย เพื่อช่วยขจัดเซลล์ผิวเก่าที่ตายแล้วให้หลุดลอกออกไป ก่อนใช้ควรนำมาแช่น้ำให้อ่อนนุ่ม แล้วจึงนำมาใช้ เพื่อเป็นการลดการระคายเคืองต่อผิว

ข้อควรระวัง ไม่ควรรับประทานเมล็ดบวบมากเกินไป เนื่องจากเมล็ดบวบที่ให้รสขม จะออกฤทธิ์เป็นยาระบาย หากรับประทานเกินพอดี อาจส่งผลให้ท้องเสียและอาเจียนอย่างรุนแรง

ประโยชน์ผักหวานป่า

ประโยชน์ผักหวานป่า ผักพื้นบ้านธรรมดาๆ สรรพคุณขึ้นหิ้ง

ผักพื้นบ้าน รสชาติดีและอร่อย มีให้กินในช่วงเดือนกุมภาพันธ์ถึงเมษายน เมื่อก่อนอาจต้องหาเก็บตามป่า แต่ปัจจุบันสามารถปลูกได้เองหากมีเมล็ดพันธุ์ ซึ่งผักหวานป่ากับผักหวานบ้านนั้นมิใช่ผักชนิดเดียวกัน และมิใช่พืชในตระกูลเดียวกัน เพียงแต่มีชื่อเรียกที่คล้ายกัน สำหรับบทความนี้ขอเสนอเรื่องราวของผักหวานป่าในแง่มุมด้านประโยชน์ต่อสุขภาพ จะมีอะไรบ้าง ไปดูทั้ง 6 ข้อพร้อมกันเลย

1. ผักหวานป่าคุณค่าทางอาหารสูง ผักหวานป่าอุดมด้วยโปรตีน เส้นใย วิตามินและแร่ธาตุ อีกทั้งยังเป็นแหล่งรวมของเบต้าแคโรทีน วิตามินเอ วิตามินซี และสารฟีนอลิก ช่วยต้านอนุมูลอิสระ ลดสาเหตุของการเกิดโรคต่าง ๆ

2. บำรุงสายตา การใช้สายตาในที่มืดเป็นประจำมีส่วนทำให้สายตามีความล้าและอาจเกิดปัญหาเกี่ยวกับการมองเห็น สารเบต้าแคโรทีนในผักหวานป่า สามารถช่วยดูแล ฟื้นฟูดวงตาและบำรุงสายตาให้อยู่ในสภาพพร้อมใช้งานอยู่เสมอ

3. ยาระบายอ่อนๆ หลายคนมีความเชื่อว่าท้องผูกต้องกินยาระบายเท่านั้น อันที่จริงแล้ว เพียงรับประทานผักหวานป่าในเมนูใดก็ได้เป็นประจำก็สามารถแก้ไขปัญหานี้ได้ ด้วยไฟเบอร์ที่อยู่ในผักชนิดนี้ มีฤทธิ์เป็นยาระบายอ่อนๆ ช่วยในการขับถ่ายและบีบตัวของลำไส้ กระตุ้นให้ลำไส้ทำงานโดยมิต้องพึ่งพายาถ่าย

4. กระดูกและฟันแข็งแรง แหล่งของแคลเซียมนอกเหนือจากนมแล้ว ยังสามารถพบได้ในผักหวานป่า แคลเซียมและฟอสฟอรัสในผักหวานป่า สามารถดูแลกระดูกและฟันให้แข็งแรง ลดการเปราะหรือแตกหักของกระดูก ส่งเสริมการยืดและหดตัวของกล้ามเนื้อบริเวณกระดูกและฟัน

5. เหน็บชา อาการเหน็บชา ส่วนหนึ่งคือร่างกายขาดวิตามินบี บางคนก็อาศัยกินวิตามินเสริม แต่หากต้องการเลี่ยงการกินยา สามารถรับประทานผักหวานป่าที่อุดมด้วยวิตามินบีที่ช่วยลดและป้องกันอาการเหน็บชาได้

6. ลดความอ้วน หลักการลดน้ำหนักให้ได้ผล คือกินแล้วต้องรู้จักนำออกมาใช้เป็นพลังงาน หากกินแล้วไม่สามารถนำพลังงานออกมาใช้ ก็อาจส่งผลให้เกิดการสะสมของไขมันส่วนเกินตามอวัยวะต่าง ๆ ของร่างกาย ผักหวานป่า 1 ขีดให้พลังงานต่ำเพียง 39 กิโลแคลอรี่ อุดมด้วยคุณค่าทางสารอาหาร เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการควบคุมน้ำหนักพร้อมกับต้องการประโยชน์ทางโภชนาการไปพร้อม ๆ กัน

และทั้ง 6 ข้อนี้คือประโยชน์ของผักหวานป่าที่มีต่อสุขภาพ อย่างไรก็ตามควรล้างผักให้สะอาดและนำมาปรุงให้สุก เพราะหากรับประทานแบบสดในปริมาณมาก อาจก่อให้เกิดอาการเมาละอาเจียนได้ นอกจากนี้ต้นผักหวานป่ายังมีลักษณะที่คล้ายกับต้นขี้หนอนและต้นเสน หากหยิบผิดนำมารับประทานอาจก่อให้เกิดอาการคลื่นไส้ อาเจียน มึนงง หมดสติ และรุนแรงถึงขั้นเสียชีวิตได้ ก่อนเด็ดมาทำอาหารควรสังเกตและดูให้แน่ใจว่าที่หยิบมานั้นเป็นผักหวานป่าจริง ๆ

ดูคลิปประโยชน์ผักหวานป่า https://www.youtube.com/watch?v=iMjf-48lL1E

รูปภาพผักหวานป่าจาก https://th.wikipedia.org/wiki/

ประโยชน์นมแพะ

ดื่มนมแพะ มีประโยชน์อะไรกับร่างกายของเราบ้าง มาหาคำตอบกัน

ปัจจุบันกระแสการดื่มนมจากแหล่งที่นอกเหนือจากนมวัวนั้น มีความหลากหลายและได้รับความนิยมเพิ่มมากขึ้นเรื่อย ๆ หนึ่งในนั้นคือนมแพะ นมที่ให้สารอาหารและคุณประโยชน์ที่ดีไม่แพ้นมวัว ซึ่งนมแพะจะดีต่อสุขภาพในด้านใดบ้าง เชิญรับชมข้อมูลจากรู้ไว้ดอทคอมได้เลย

1. นมแพะลดการอักเสบ หนึ่งในประโยชน์หลักจากนมแพะ คือช่วยลดการอักเสบในร่างกาย สำหรับผู้ที่มีอาการแพ้นมวัว หรือเป็นลำไส้อักเสบ ควรหันมาดื่มนมแพะ เพื่อช่วยต่อต้านและบรรเทาการอักเสบให้ดีขึ้น

2. นมแพะบำรุงกระดูกและฟัน แคลเซียมมีบทบาทที่สำคัญต่อกระดูกและฟัน นมแพะอุดมด้วยสารอาหารชนิดนี้ อีกทั้งยังทำให้การย่อยและระบบดูดซึมของร่างกายนั้นทำได้ดี มีประสิทธิภาพมากขึ้น ป้องกันการหักของกระดูกและป้องกันโรคกระดูกพรุน

3. นมแพะป้องกันโรคโลหิตจาง นมแพะมีส่วนช่วยให้ร่างกายปรับสมดุลและการดูดซึมธาตุเหล็กได้ดีขึ้น ช่วยแก้ไขภาวะโลหิตจาง

4. นมแพะบำรุงผิว วิตามินอีในนมแพะ ส่งเสริมการทำงานของเซลล์ในร่างกาย ต่อต้านอนุมูลอิสระ รักษาสมดุลของน้ำและไขมันในชั้นผิว อีกทั้งยังช่วยให้ผิวชุ่มชื่น สดใส สร้างความแข็งแรง ยืดหยุ่นให้กับผิวได้ดีขึ้น

5. นมแพะแก้ภูมิแพ้ วิตามิน และแร่ธาตุในนมแพะ ช่วยบรรเทาอาการจาม คัดจมูก น้ำมูกไหล จากภูมิแพ้ให้ลดลงเมื่อบริโภคอย่างต่อเนื่อง

6. นมแพะลดคอเลสเตอรอล ในนมแพะมีกรดไขมันดี ที่มีส่วนช่วยในการสลายคอเลสเตอรอลในเส้นเลือด ช่วยปรับระดับไขมันให้อยู่ในภาวะปกติ นอกจากนี้ยังช่วยลดความเสี่ยงต่อภาวะไขมันอุดตันในหลอดเลือดได้อีกด้วย

7. นมแพะพัฒนาสมอง ด้วยสารอาหารที่หลากหลายในนมแพะ เช่น โอเมก้า 3 โอเมก้า 6 วิตามินเอ วิตามินบี12 สารประกอบเหล่านี้ช่วยในการพัฒนาเซลล์สมองเราได้เป็นอย่างดี อีกทั้งยังช่วยบำรุงสายตา ทำให้การมองเห็นในที่มืดนั้นทำได้ดีและมองเห็นชัดเจนมากขึ้น

8. นมแพะโปรตีนสูง หากมีอาการป่วย การดื่มนมแพะถือเป็นทางเลือกเสริมที่ดี เนื่องจากนมแพะอุดมด้วยโปรตีนชนิดที่ย่อยง่าย เมื่อเซลล์เกิดความเสียหาย ร่างกายจะสามารถย่อยสลายโปรตีน ดูดซึมและนำไปซ่อมแซมเซลล์ได้อย่างรวดเร็ว

8 ประโยชน์จากนมแพะ ฟังแล้วแทบอยากจะลุกไปหาซื้อมารับประทานกันในตอนนี้เลยทีเดียว หาซื้อได้ง่ายตามห้างสรรพสินค้า หรือร้านสะดวกซื้อ อย่างไรก็ตามไม่ว่าจะรับประทานนมแพะเพื่อจุดประสงค์ใด ควรเลือกจากแหล่งผลิตที่ได้มาตรฐาน สะอาดและมีคุณภาพ นอกจากนี้ยังควรรับประทานอาหารชนิดอื่น ผสมผสานให้หลากหลาย ทั้งนี้เพื่อประโยชน์และสุขภาพดีในระยะยาว

ดูคลิปประโยชน์นมแพะ https://www.youtube.com/watch?v=qafgnzFsXsQ

ประโยชน์แกงเลียงกุ้งสด

ประโยชน์แกงเลียงกุ้งสด อาหารสมุนไพร สรรพคุณจากเครื่องเทศ

แกงเลียงกุ้งสด หนึ่งในเมนูอาหารที่เต็มไปด้วยสมุนไพรและเครื่องเทศ กระตุ้นความอยากรับประทาน ตั้งแต่ได้กลิ่นหอมลอยมาตามสายลม สามารถใช้เป็นเมนูเพื่อสุขภาพอุดมด้วยคุณค่าทางสารอาหาร นอกจากนี้ยังมีประโยชน์ต่อคุณแม่มือใหม่ เพราะช่วยกระตุ้นการผลิตน้ำนมได้เป็นอย่างดี และต่อไปนี้จะขอเสนอประโยชน์จากแกงเลียงกุ้งสดที่มีในด้านอื่น ๆ ดังนี้

1. แกงเลียงช่วยให้กระดูกและฟันแข็งแรง
แคลเซียมที่อยู่ในพริกไทย สามารถช่วยบำรุงกระดูกและฟันให้แข็งแรง ป้องกันการเกิดโรคกระดูกพรุน อีกทั้งยังช่วยในการชะลอความเสื่อมของเซลล์

2. แกงเลียงบำรุงสมอง
หอมแดงอุดมด้วยธาตุฟอสฟอรัสที่มีส่วนบำรุงสมอง กระตุ้นการทำงานสมอง เมื่อรับประทานเป็นประจำ ช่วยให้ความจำดีขึ้น จดจำเรื่องราวและประมวลผลต่าง ๆ ได้ไวขึ้น

3. แกงเลียงบำรุงสายตา ลดน้ำตาลในเลือด
ด้วยสีเหลืองของฟักทอง เป็นสารต้านอนุมูลอิสระ ที่ช่วยลดความเสี่ยงต่อการเป็นโรคต้อกระจก ช่วยบำรุงและรักษาสายตา อีกทั้งยังช่วยควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด ป้องกันโรคเบาหวาน

4. แกงเลียงเพิ่มน้ำนม
บวบอุดมด้วยธาตุเหล็ก ส่งเสริมการสร้างเม็ดเลือดแดง บำรุงและกระตุ้นน้ำนมมารดา เหมาะสำหรับผู้ที่เลี้ยงลูกด้วยนมแม่ ส่งเสริมการเจริญเติบโตของลูกน้อย บำรุงประสาทและสมอง ช่วยลดอาการอ่อนเพลีย

5. แกงเลียงแก้ท้องอืด
การรับประทานอาหารมากเกินไปหรืออาหารไม่ย่อย ทำให้เกิดอาการท้องอืด ท้องเฟ้อ สามารถแก้ปัญหานี้ได้โดยการรับประทานใบแมงลัก จะช่วยบรรเทาอาการท้องอืดให้ดีขึ้น ช่วยขับลมในลำไส้ ลดอาการท้องเฟ้อ พร้อมบำรุงลำไส้ไปในตัว

6. แกงเลียงบำรุงเส้นผม
สำหรับผู้ที่ปัญหาเส้นผมขาดหลุดร่วงได้ง่าย หรือผมแห้งเสีย การรับประทานกระชายสามารถช่วยบำรุงเส้นผมให้กลับมาแข็งแรง ลดการหลุดร่วง บำรุงเส้นผมให้มีน้ำหนัก กระตุ้นการทำงานของรากผมได้เป็นอย่างดี

7. แกงเลียงลดคอเลสเตอรอล ปรับสมดุลของร่างกาย
การรับประทานข้าวโพดอ่อน สามารถช่วยลดคอเลสเตอรอลในเส้นเลือด ป้องกันเส้นเลือดแข็งตัว อีกทั้งยังช่วยปรับสมดุลความเป็นกรดด่างในร่างกายให้อยู่ในภาวะปกติ

8. แกงเลียงลดน้ำหนัก
เครื่องปรุงและส่วนประกอบในเมนูแกงเลียงรวมไปถึงกุ้งสด มีส่วนช่วยให้คุณสามารถควบคุมน้ำหนักได้ง่ายขึ้น ด้วยแคลอรี่ที่ต่ำและวิตามินแร่ธาตุต่าง ๆ มีส่วนช่วยในการเพิ่มฮอร์โมนที่ช่วยในการกักไขมันให้มากขึ้น อีกทั้งการรับประทานกุ้งยังมีส่วนช่วยให้ระบบขับถ่ายดีขึ้นโดยไม่ต้องพึ่งยาลดน้ำหนัก

แกงเลียงกุ้งสดอร่อยและมีประโยชน์ขนาดนี้ เห็นทีต้องซื้อวัตถุดิบติดบ้านไว้เป็นเมนูประจำบ้านซะแล้ว แต่หากไม่มีเวลาหรือไม่สะดวก ไปร้านอาหารสั่งเค้าทำก็ง่ายและสะดวกดี กินอาหารทั้งทีก็ต้องเลือกอาหารที่กินแล้วถูกปาก และมีประโยชน์ต่อสุขภาพด้วย ถึงจะคุ้มค่ากับเงินที่เสียไป

ดูคลิปประโยชน์แกงเลียงกุ้งสดได้ที่ https://www.youtube.com/watch?v=FFVBstPy3kQ

ประโยชน์ตำลึง

7 ประโยชน์ตำลึง โตเร็ว มีให้กินได้ไม่จำกัด

ตำลึงผักริมรั้ว ไม่อยากปลูกก็ยังเลื้อยมาให้กิน หากินได้ง่าย แถมยังมีให้กินได้ตลอดทั้งปี ไม่ต้องรอตามฤดูกาล นำมาทำอาหารได้หลากหลายเมนู ทั้งนี้ก็เป็นพืชอีกหนึ่งชนิดที่นิยมรับประทาน เพื่อบำรุงร่างกาย ซึ่งจำให้คุณค่าทางสารอาหาร และประโยชน์ในด้านใดบ้าง ติดตามรับชมกันได้เลย

1. ตำลึงบำรุงสายตา
การใช้งานดวงตาเป็นเวลานานติดต่อกันโดยไม่พักสายตาเลย อาจก่อให้เกิดการล้าหรือตาพร่ามัวได้ การรับประทานพืชอย่างเช่น ตำลึง สามารถช่วยบำรุงและปรับปรุงสุขภาพดวงตาได้ ซึ่งคุณจะได้รับเบต้าแคโรทีน และวิตามินเอ จากผักชนิดนี้ ช่วยต้านอนุมูลอิสระ พร้อมทั้งดูแลปกป้องดวงตาให้ห่างไกลจากอาการตาล้า ลดความเสี่ยงของโรคจอประสาทตาเสื่อม ส่งผลให้ดวงตาทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น

2. ตำลึง โรคเบาหวาน
โรคเบาหวาน เมื่อเป็นแล้วหากไม่ดูแลรักษาให้ดี อาจส่งผลให้เกิดโรคแทรกซ้อนอย่างอื่นตามมาได้ การนำตำลึงมาคั้นน้ำ และนำน้ำมาดื่มจะช่วยทำให้น้ำตาลในเลือดลดลงได้ โดยการดื่มวันละ 2 ครั้ง เช้าเย็น

3. ตำลึง โรคมะเร็ง
สารต้านอนุมูลอิสระที่อยู่ในตำลึง สามารถยับยั้งการทำงานของเซลล์มะเร็ง กระตุ้นการทำงานของเอนไซม์และดักจับสารพิษในระบบทางเดินอาหาร เมื่อรับประทานเป็นประจำช่วยลดความเสี่ยงของการเป็นมะเร็งในระบบทางเดินอาหารได้

4. ตำลึงแก้พิษได้
หากโดนใบไม้บางชนิดแล้วมีอาการคันที่ผิวหนัง หรือโดนหนอนใบไม้ สามารถใช้ใบตำลึงสด 5 ใบ ขยี้ให้ละเอียด แล้วนำมาทาบริเวณที่มีอาการคัน จะช่วยให้อาการเหล่านั้นดีขึ้น

5. ตำลึงแก้ท้องผูก
การทำงานของลำไส้ที่ดี ควรมีการขับถ่ายของเสียได้ตามปกติ หากลำไส้ไม่สามารถขับของเสียและถูกหมักหมมไว้ในลำไส้ อาจส่งผลให้เกิดการท้องผูกและเป็นริดสีดวงได้ ในตำลึงมีเอนไซม์อะไมเลสที่ช่วยย่อยอาหารประเภทแป้ง อีกทั้งยังมีไฟเบอร์สูง ช่วยกระตุ้นการทำงานของลำไส้ ทำให้ขับถ่ายได้ตามปกติ

6. ตำลึงบำรุงกระดูก
ใบตำลึงมีแคลเซียมสูง และร่างกายสามารถดูดซึมและนำไปใช้งานได้อย่างรวดเร็ว หากคุณต้องการแคลเซียมเพื่อใช้ในการดูแลกระดูก แต่แพ้แลคโตสนมวัว คุณสามารถหันมารับประทานตำลึงแทนได้

7. ตำลึงพอกหน้า
การทำครีมพอกหน้าโดยไม่ต้องใช้สารเคมีนั้น ทำได้ง่ายมาก เพียงแค่ใช้ยอดตำลึงและน้ำผึ้งแท้ อย่างละ ½ ถ้วย นำมาปั่นให้ละเอียด แล้วนำมาพอกหน้าให้ทั่ว ปล่อยทิ้งไว้ 20 นาที จากนั้นล้างออกให้สะอาด ก็จะสามารถฟื้นฟูผิวให้กระชับ คืนความสดชื่นพร้อมผิวที่นุ่มเรียบเนียนได้ทันทีหลังการใช้

ตำลึง พืชที่ปลูกง่าย ชอบแสงแดด และไม่ต้องการการดูแลมาก แถมยังมีประโยชน์ต่อร่างกาย ปลูก ๆ ทิ้งไว้แป๊บ ๆ ก็เลื้อยแตกใบให้เราได้นำมาทำอาหารกินได้หลากหลายเมนู หากชอบกินผัก และไม่ค่อยมีเวลาดูแล ปลูกตำลึงไว้ รับรองตอบสนองความต้องการในข้อนี้ได้อย่างแน่นอน

ดูคลิป ประโยชน์ตำลึง https://www.youtube.com/watch?v=tBHjOsWJ-uk

ประโยชน์ลูกเดือย

ลูกเดือย กับประโยชน์ที่กินแล้วดีต่อร่างกาย

ธัญพืชส่วนใหญ่ที่เรารู้จักและคุ้นเคยกันดี ส่วนใหญ่มักจะเป็นถั่วประเภทต่าง ๆ ซึ่งคนมักนิยมนำมารับประทาน เพราะเชื่อว่าดีและมีประโยชน์ต่อสุขภาพ ในบทความนี้รู้ไว้ดอทคอมขอแนะนำลูกเดือย ธัญพืชสีขาวเม็ดเล็กอีกหนึ่งชนิดที่มีคุณค่าทางสารอาหารที่มีประโยชน์ต่อร่างกาย กินแล้วจะให้ผลลัพธ์เป็นอย่างไร ไปดูกันเลย

1. ลูกเดือย ลดความดันโลหิต เมื่อหลอดเลือดได้รับความเสียหาย อาจส่งผลต่อความดันโลหิตและก่อให้เกิดโรคยอดฮิตอย่างเช่นโรคหัวใจ หรือโรคหลอดเลือดสมอง การรับประทานอาหารที่มีเส้นใยอาหารสูงอย่างลูกเดือย สามารถช่วยดูแลระดับความดันโลหิตให้อยู่ในภาวะที่สมดุลได้ ทั้งนี้หากต้องการให้ความดันอยู่ในระดับปกติ สามารถออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอควบคู่กันไปด้วย เพื่อให้ได้ผลไวขึ้น

2. ลูกเดือย แก้อาการนอนไม่หลับ นอนหลับยากถือเป็นปัญหาที่น่าหนักใจ สำหรับคนที่ต้องการพักผ่อนแต่ดันนอนไม่หลับ กรดอะมิโนในลูกเดือย มีส่วนช่วยในการทำงานของสมองและช่วยผลิตฮอร์โมนเมลาโทนินที่ช่วยในเรื่องการนอนหลับ การดื่มน้ำลูกเดือยอุ่นๆก่อนนอน ช่วยทำให้ร่างกายผ่อนคลาย ส่งผลให้นอนหลับสบายขึ้น

3. ลูกเดือย แก้ท้องผูก ระบบขับถ่ายมีปัญหามักจะส่งผลกระทบถึงอวัยวะต่าง ๆ ได้หลายส่วน ทำให้มีอาการท้องอืด อึดอัด ไม่สบายตัว เพราะของเสียไม่ได้ถูกระบายออกไป ส่งผลให้ระบบเลือดไม่สะอาด เลือดเป็นพิษ การนำลูกเดือยมาต้มกินเป็นเมนูข้าวต้มลูกเดือย จะมีส่วนช่วยให้การขับถ่ายดีขึ้น เนื่องจากอุดมด้วยใยอาหารที่ช่วยในการทำงานของลำไส้

4. ลูกเดือย แก้ร้อนใน อากาศร้อน ส่งผลให้อุณภูมิในร่างกายสูงขึ้น อาจทำให้มีอาการร้อนใน คอแห้ง มีตุ่มพุพองในช่องปาก การรับประทานลูกเดือยซึ่งเป็นยาฤทธิ์เย็น สามารถช่วยปรับอุณภูมิของร่างกายให้ลดลง แก้ร้อนใน ดับกระหายได้เป็นอย่างดี

5. ลูกเดือย ดูแลกระดูก วิตามินและแร่ธาตุในลูกเดือย ช่วยดูแลอาการเหน็บชา บำรุงไขข้อและกระดูก ป้องกันการเกิดโรคกระดูกพรุน

6.ลูกเดือย บำรุงผิวและผม สารอาหารจำพวกวิตามินที่อยู่ในลูกเดือย มีส่วนช่วยเพิ่มการไหลเวียนของเลือดให้ดีขึ้น ช่วยในการบำรุงผิวให้มีสุขภาพดี อีกทั้งยังช่วยให้เส้นผมมีการเจริญเติบโตที่ดีช่วยให้ผมยาวเร็วและมีน้ำหนัก

ลูกเดือย หนึ่งในธัญพืชที่เป็นทางเลือกให้กับผู้ที่ใส่ใจในสุขภาพ สามารถนำมาแปรรูปได้หลากหลาย จะต้มกินทั้งเนื้อและน้ำ นำไปอบกรอบ หรือผสมในเต้าทึงเมนูของหวานสุดแสนจะอร่อย ก็ให้ประโยชน์แก่ร่างกายได้ทั้งนั้น อย่างไรก็ตาม ไม่ควรเน้นกินธัญพืชชนิดใดชนิดหนึ่งมากเกินไป หากต้องการสารอาหารที่ครบถ้วน ควรรับประทานให้หลากหลายและไม่ติดในรสชาด ก็จะช่วยให้ร่างกายลดความเสี่ยงต่อการเป็นโรคต่าง ๆ ได้มากเลยทีเดียว

ดูคลิป 6 ประโยชน์ลูกเดือย https://www.youtube.com/watch?v=r2uHaf668fc

โรคกระดูกพรุน

โรคกระดูกพรุน แนะนำ 5 อาหารที่ควรกิน และอาหารที่เราต้องหลีกเลี่ยงเพื่อไม่เสี่ยงเป็นโรคกระดูกพรุน

หากเราไม่ต้องการมีอาหารอะไรบ้างที่เราควรรับประทานบำรุงกระดูก และอาหารอะไรที่เราไม่ควรรับประทานเพื่อลดความเสี่ยงในการเป็นโรคกระดูกพรุน

5 อาหารที่ควรกินป้องกันบรรเทาโรคกระดูกพรุน

 

1. ถั่วอัลมอนด์ สารอาหารที่อยู่ในถั่ว เช่น วิตามินอี แมงกานีส มีส่วนช่วยในการบำรุงและเพิ่มมวลกระดูกให้แข็งแรง

2. ปลา ปลาแซลมอน ปลาซาร์ดีน ปลาทูน่า กระดูกของปลาเหล่านี้้ ถือได้ว่าเป็นแหล่งของแคลเซียมชั้นดี

3. โยเกิร์ตไม่ได้มีดีแต่เพียงเรื่องระบบลำไส้และการขับถ่าย ยังมีวิตามิน แร่ธาตุหลากหลายชนิดที่ใช้ในการส่งเสริมการทำงานของกระดูกให้มีความแข็งแรง

4. งาดำ ธัญพืชสีดำที่มากคุณค่าไม่ว่าจะเป็นแคลเซียม แมกนีเซียม โพแทสเซียม โซเดียม ฟอสฟอรัส สังกะสี เหล็ก ช่วยชะลอวัย บำรุงผิว และที่สำคัญบำรุงกระดูก ป้องกันโรคกระดูกพรุนได้เป็นอย่างดี

5. ผักใบเขียว บร๊อคโคลี่ ผักชีฝรั่ง ผักคะน้า เป็นผักที่มีวิตามินเคสูง ช่วยให้กระดูกแข็งแรง ไม่เปราะหรือหักง่าย

 

4 อาหารที่ควรหลีกเลี่ยง 1 กิจกรรมต้องทำ ถ้าไม่อยากเป็นโรคกระดูกพรุน

 

1. อาหารรสเค็ม การรับประทานอาหารที่มีโซเดียมสูง จะทำให้ร่างกายสูญเสียแคลเซียม และนำไปสู่การสูญเสียมวลกระดูก

2. แอลกอฮอล์ การดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ทุกประเภท จะลดประสิทธิภาพการดูดซึมของธาตุแคลเซียมให้ลดน้อยลง

3. คาเฟอีน คาเฟอีนมิได้พบในกาแฟเท่านั้น แต่หากยังพบได้ในน้ำอัดลม และน้ำชา เครื่องดื่มเหล่านี้ กี็ส่งผลต่อความแข็งแรงของกระดูก ทำให้กระดูกเสื่อมได้ง่ายมากขึ้น

4. บุหรี่ การสูบบุหรี่นอกจากจะทำลายปอดแล้ว ยังส่งผลกระทบถึงกระดูกได้อีกด้วย เพราะการสูบบุหรี่มีผลทำให้ความหนาแน่นของมวลกระดูกลดลง

5. การไม่ออกกำลังกาย เมื่ออายุเพิ่มมากขึ้น การใส่ใจในการออกกำลังกายก็มักจะลดลง การไม่เคลื่อนไหวร่างกายหรือไม่ออกกำลังกาย เป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้กระดูกสูญเสียความแข็งแรง ไม่ว่าจะอยู่ในวัยใดก็ตามควรหมั่นออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ

จะเห็นได้ว่านอกเหนือจากนมที่เรารู้กันดีว่า ส่งเสริมความแข็งแรงของกระดูกได้แล้ว ก็ยังมีอาหารประเภทอื่นที่สามารถใช้บำรุงดูแลกระดูกได้เช่นกัน เลือกกินอาหารที่มีประโยชน์ หลีกเลี่ยงปัจจัยที่ทำให้เกิดความเสี่ยงต่อโรคกระดูกพรุน ก็จะช่วยยืดอายุการใช้งานของกระดูกให้อยู่กับเราไปได้อีกนานเท่านานเลยหล่ะ

รับชม “โรคกระดูกพรุน” ผ่าน youtube : https://www.youtube.com/watch?v=XUCMoNeYrqw

15 ประโยชน์จากปลาแซลมอนที่คุณควรรู้

เมื่อสุขภาพร่างกายของคุณเริ่มมีปัญหา มักจะมีสัญญาณเตือนบางอย่างที่แจ้งให้คุณรู้ เช่น อาการปวดศรีษะ, น้ำหนักตัวที่เพิ่มขึ้น, ผมร่วง, ปัญหาผิวต่างๆ เป็นต้น เหล่านี้เป็นสัญญาณเตือนที่ไม่ควรละเลย เพราะอาการเหล่านี้อาจทำให้ก่อเกิดโรคต่างๆตามมามากมายได้ ในบทความนี้ เราจะขอแนะนำวิธีการดูแลตัวเองด้วยการรับประทานปลาแซลมอน

ประโยชน์ของการรับประทานปลาแซลมอน

เนื่องจากปลาแซลมอนนี้เป็นหนึ่งในอาหารสุขภาพที่ดีที่สุดในโลก สมาคมโรคหัวใจของสหรัฐอเมริกา แนะนำให้รับประทานปลาแซลมอนอย่างน้อย 2 ครั้งต่อสัปดาห์ เพราะในปลาแซลมอนนั้นอุดมไปด้วยกรดไขมัน โอเมก้า3 โปรตีน วิตามินและเกลือแร่ ที่ช่วยลดความเสี่ยงต่อโรคและอาการต่างๆ

ดังนั้น นี่คือ 15 เหตุผลที่คุณควรรับประทานปลาแซลมอน เพื่อดูแลสุขภาพของคุณเอง เราลองมาดูรายละเอียดทางโภชนาการของปลาแซลมอนกันดีกว่าค่ะ

1. ดีสำหรับหัวใจ


เห็นได้ชัดจากข้อเท็จจริงด้านโภชนาการที่กล่าวมาแล้วข้างต้นว่า ปลาแซลมอน อุดมไปด้วยกรดไขมัน โอเมก้า3 ซึ่งกรดไขมันโอเมก้า3 เป็นกรดไขมันไม่อิ่มตัวเชิงซ้อนที่มีพันธะคู่หลายตัว EPA และ DHA เป็นกรดไขมันโอเมก้า3 ที่มีอยู่ในปลาแซลมอน ทั้ง 2 ชนิดนี้ ช่วยลดระดับไตรกลีเซอไรด์ โดยการลดระดับ LDL และเพิ่มการย่อยสลายของกรดไขมัน ทั้งนี้จะช่วยป้องกันการเกิดคราบจุลินทรีย์และสามารถปกป้องคุณจากโรคหัวใจและหลอดเลือดสมองตีบ

[related-post id=”861″]

2. ช่วยลดน้ำหนัก

ปลาแซลมอนยังเป็นแหล่งโปรตีนที่ดี เพราะมีโอเมก้า3 ทั้งสองชนิด ซึ่งสารอาหารเหล่านี้จะมีผลต่อเปอร์เซ็นต์ของไขมันในร่างกาย โปรตีนนี้จะย่อยได้ยาก จึงสามารถช่วยให้คุณรู้สึกอิ่มได้นานขึ้น ซึ่งจะทำให้คุณกินได้น้อยลง จึงมีผลช่วยลดน้ำหนัก เพิ่มการไหลเวียนของโลหิต เพิ่มการเผาผลาญอาหารและลดการสะสมไขมัน โดยการเพิ่มการออกซิเดชั่นของกรดไขมัน ดังนั้นคุณจะสามารถมีร่างกายที่ผอมและกระชับได้ หากคุณกินปลาแซลมอนที่ปรุงสุกด้วยวิธีการทำที่เหมาะสม

การดื่มชา ก็ช่วยลดน้ำหนักได้ดีทีเดียว

[related-post id=”542″]

3. ลดการอักเสบ

การอักเสบของร่างกายเป็นอันตราย เพราะอาจทำให้น้ำหนักเพิ่มขึ้น อาจมีอาการปวดข้อ , การตอบสนองต่อภูมิคุ้มกันลดลง , เป็นแผลในกระเพาะอาหารและโรคหลอดเลือดสมอง ในกรดไขมันโอเมก้า3 ที่มีอยู่ในปลาแซลมอนนั้น จะควบคุมฮอร์โมนในร่างกาย จะกำหนดเส้นทางเซลล์และการแสดงออกของยีนส์ ช่วยลดอาการไมเกรน โรคไขข้อ โรคสะเก็ดเงิน โรคลำไส้ใหญ่บวมเป็นแผล โรคเส้นโลหิตตีบ โรคอ้วน โรคอักเสบ เป็นต้น

[related-post id=”869″]

4. ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพสมอง

กรดไขมันโอเมก้า3 ที่มีอยู่ในปลาแซลมอนมีความสำคัญต่อสมองของคุณ กรดไขมันไม่อิ่มตัวเชิงซ้อนเหล่านี้ เป็นสารป้องกันเส้นประสาทตามธรรมชาติ นอกจากนี้ EPA และ DHA ช่วยเพิ่มการเจริญเติบโตของอวัยวะในช่วงพัฒนาการของสมอง DHA ช่วยในการสร้างความแตกต่างของเซลล์ต้นกำเนิดประสาทในเซลล์ประสาท นอกจากนี้ ยังพบว่ากรดไขมันโอเมก้า3 ยังช่วยเพิ่มสมรรถนะด้านความจำในสตรีสูงอายุได้อีกด้วย

[related-post id=”729″]

5. ต่อสู้กับโรคมะเร็ง

โรคมะเร็งนั้นอาจเกิดจากความไม่สมดุลของกรดไขมันโอเมก้า3และโอเมก้า6ในร่างกาย ทำให้เกิดการสะสมของสารพิษและเนื้องอกของเซลล์ที่ไม่สามารถควบคุมได้ การกินปลาแซลมอนจะช่วยเพิ่มระดับกรดไขมันโอเมก้า3 ซึ่งจะช่วยลดการอักเสบและความเป็นพิษในร่างกาย จากการศึกษาได้พิสูจน์ว่า EPA และ DHA สามารถใช้เพื่อรักษามะเร็งและป้องกันการเจริญเติบโตของมะเร็งเต้านมได้ นอกจากนี้ยังสามารถช่วยป้องกันการสูญเสียกล้ามเนื้อจากการใช้ยาเคมีบำบัดอีกด้วย

[related-post id=”20749″]

6. ป้องกันสมาธิสั้นในเด็ก

กรดโอเมก้า3 DHA และEPA มีบทบาทสำคัญในร่างกาย แต่ก็มีความต่างในหน้าที่ DHA รับผิดชอบการพัฒนาสมองทั้งก่อนและหลังคลอด ในขณะที่ EPA ช่วยควบคุมอารมณ์และพฤติกรรม นักวิจัยพบว่า DHAและ EPA สามารถช่วยลดอาการของโรคสมาธิสั้นในเด็กได้ ถือว่าเป็นประโยชน์ที่ดีสำหรับเด็กออทิสติก

7. เป็นแหล่งโปรตีนที่ดีเยี่ยม

เพียงหนึ่งในสี่ของปลาแซลมอน สามารถให้โปรตีนแก่คุณได้ถึง 13 กรัม โปรตีนเหล่านี้จะช่วยสร้างมวลกล้ามเนื้อ เพื่อให้ร่างกายกระชับขึ้น เพิ่มประสิทธิภาพให้แก่กล้ามเนื้อ ป้องกันผมร่วง และซ่อมแซมผิว ผม และสุขภาพของเล็บให้ดีขึ้น

8. แหล่งที่มาของวิตามินดี

ปลาแซลมอนยังเป็นแหล่งวิตามินดี ที่ช่วยเสริมสร้างกระดูก ลดความเสี่ยงต่อโรคเบาหวานชนิดที่2 ช่วยต่อสู้โรคมะเร็งและป้องกันโรคหัวใจ หากคุณไม่ได้ออกไปเดินเล่น หรือวิ่งออกกำลังกายในตอนเช้าก็เป็นไปได้ว่า คุณไม่ได้รับวิตามินดี ในปริมาณมากเพียงพอที่ร่างกายต้องการ และหากผิวของคุณบอบบางมากและต้องหลีกเลี่ยงแสงแดด ในกรณีเช่นนี้ คุณควรรับประทานปลาแซลมอน เพื่อช่วยให้ร่างกายผลิตเม็ดสีเมลานินที่ช่วยปกป้องผิวจากรังสียูวี

9. ช่วยดูแลจอประสาทตา

นักวิทยาศาสตร์ได้ทำการศึกษาโรคตาที่มีผลเกี่ยวข้องกับอายุ พบว่า ผู้ที่รับประทานอาหารที่อุดมด้วยกรดไขมันโอเมก้า3 เป็นประจำ มีความเสี่ยงต่อการเกิดโรคจอประสาทตาลดลง เนื่องจากปลาแซลมอนอุดมไปด้วยกรดไขมันโอเมก้า3 ที่ถือว่าเป็นสุดยอดในการดูแลสุขภาพดวงตา ทำให้จอประสาทตาควบคุมเซลล์และเยื่อหุ้มเซลล์ที่จอตารับแสงได้ดีขึ้น มีผลช่วยเพิ่มวิสัยทัศน์ในการมองเห็นให้ดีขึ้นอีกด้วย

[related-post id=”866″]

10. เป็นแหล่งที่มาของซีลีเนียม

ซีลีเนียมเป็นแร่ธาตุที่ทำหน้าที่เป็นสารต้านอนุมูลอิสระ และปลาแซลมอนก็เป็นแหล่งที่ดีของซีลีเนียม ประมาณ 3.5 ปอนด์ของปลาแซลมอนสามารถให้ซีลีเนียมถึง 65 % ของปริมาณสารอาหารที่แนะนำให้บริโภคต่อวัน ช่วยในการต่อสู้กับโรคมะเร็ง ควบคุมการผลิตฮอร์โมนไทรอยด์ ช่วยให้ระบบภูมิคุ้มกันทำหน้าที่อย่างเหมาะสม ต่อต้านการกระทำของเชื้อเอชไอวี ช่วยลดโอกาสในการแท้งบุตร ส่งเสริมการเคลื่อนไหวของตัวอสุจิ ลดความเครียด และอาจช่วยปกป้องคุณจากโรคหัวใจและหลอดเลือด นอกจากนี้การขาดซีลีเนียมอาจทำให้ความสามารถในการตัดสินใจของคุณลดลงได้

11. เป็นแหล่งที่มาของแอสตาแซนธินที่ยอดเยี่ยม

เคยสงสัยไม๊ว่า ทำไมเนื้อปลาแซลมอนจึงเป็นสีชมพูหรือส้ม นั่นเป็นเพราะปลาแซลมอนมีปริมาณ แอสตาแซนธินที่ดี ซึ่งแอสตาแซนธินนี้มีคุณสมบัติต้านอนุมูลอิสระและกำจัดอนุมูลอิสระที่เป็นอันตรายต่อร่างกาย นอกจากนี้ ยังช่วยป้องกันโรคหัวใจและหลอดเลือด ซึ่งแอสตาแซนธินนี้ไม่สามารถสังเคราะห์โดยมนุษย์ได้ แต่คุณสามารถที่จะรับประทานปลาแซลมอนแทนเพื่อสุขภาพที่ดีของตัวคุณเองได้

12. เต็มไปด้วยวิตามินบี

ปลาแซลมอนเป็นแหล่งวิตามินที่ดี ดังนี้

  • วิตามินบี12
  • วิตามินบี6
  • วิตามินบี1
  • วิตามินบี2
  • วิตามินบี3
  • วิตามินบี5
  • วิตามินบี9

วิตามินเหล่านี้มีบทบาทสำคัญในการรักษาสุขภาพที่ดี ช่วยลดการเกิดโรคกระดุกพรุน ช่วยเพิ่มการเผาผลาญอาหาร ดูแลการทำงานของสมอง และช่วยรักษาระดับพลังงานในร่างกายให้เป็นปกติ

13. บรรเทาและลดอาการผมร่วง

ปลาแซลมอนอุดมไปด้วยกรดไขมันโอเมก้า3 โปรตีน วิตามินบี12 และธาตุเหล็ก สารอาหารเหล่านี้จะช่วยให้สุขภาพหนังศรีษะของคุณดีขึ้น ป้องกันผมร่วง โดยการให้อาหารแก่รูขุมขน ส่งเสริมการเจริญเติบโตของเส้นผม ปกป้องเส้นผมของคุณให้ดูนุ่มสลวย ดังนั้นหากคุณต้องการดูแลสุขภาพของเส้นผม ควรรับประทานปลาแซลมอนเป็นประจำ แต่ถ้าหากคุณไม่สามารถทานปลาแซลมอนได้บ่อยๆ ก็สามารถทานผลิตภัณฑ์อาหารเสริมน้ำมันปลาแทนการรับประทานแซลมอน เพื่อป้องกันผมร่วงได้

[related-post id=”20646″]

14. ดูแลสุขภาพผิวหนัง

เมื่อคุณอายุเพิ่มมากขึ้น ริ้วรอย จุดด่างดำและกระ ก็จะเริ่มปรากฏขึ้น แนะนำให้รับประทานปลาแซลมอนเพื่อดูแลสุขภาพฟื้นฟูสุขภาพผิว กรดไขมันโอเมก้า3 โปรตีนและวิตามินดี จะช่วยให้เซลล์ของคุณผลิตคอลลาเจน เคราตินและเมลานิน สิ่งเหล่านี้จะช่วยให้ผิวของคุณคงความชุ่มชื่นเอาไว้ ซึ่งจะช่วยลดริ้วรอยได้ แอสตาแซนธินจะช่วยขจัดแบคทีเรียและต้านอนุมูลอิสระที่เป็นพิษต่อผิว ช่วยฟื้นฟู แก้ไขให้ผิวมีความยืดหยุ่น ช่วยลดจุดด่างดำและสิวได้

15. ช่วยปรับปรุงอารมณ์

ปลาแซลมอนสามารถช่วยยกระดับอารมณ์ของคุณได้ กรดไขมันโอเมก้า3ที่มีอยู่ในปลาแซลมอนช่วยลดการอักเสบและช่วยให้คุณอารมณ์ดีขึ้นได้ ซึ่งได้รับการยืนยันจากนักวิทยาศาสตร์ว่า คนที่เป็นโรคซึมเศร้าจะมีกรดไขมันโอมเก้า3 ต่ำกว่าคนที่อื่น
หากได้รับโอเมก้า3 เพียง 32 กรัมจากปลาแซลมอน ก็จะทำให้มีความรู้สึกมีกำลังใจ ไม่ท้อแท้ ลดอาการซึมเศร้าลงได้อีกด้วย


เห็นได้ชัดว่า 15 ประโยชน์จากปลาแซลมอน นั้นเป็นสิ่งที่ต้องมีในมื้อเย็นหรือมื้อเที่ยงของคุณเลยก็ว่าได้ หากคุณชอบรับประทานอาหารแบบง่ายๆ ไม่ปรุงแต่งรสชาดมากนัก ก็สามารถทำเมนูปลาแซลมอนรับประทานเองได้ง่ายๆที่บ้านของคุณ
หรือหากไม่สะดวกก็สามารถหาทานเมนูปลาแซลมอนได้ตามร้านอาหารทั่วๆไป ซึ่งปลาแซลมอนนั้นมีรสชาติอร่อย และมีประโยชน์ต่อสุขภาพมากมาย ก่อนรับประทานก็ควรเลือกแหล่งที่มาของปลาแซลมอนกันสักหน่อย เพื่อให้ปลอดภัยจากโลหะหนัก เช่นปรอท หรือสารกำจัดศัตรูพืชที่ปนเปื้อนในเนื้อปลา ดังนั้นหากต้องการมีสุขภาพที่ดี ควรเลือกวิธีแหล่งที่มาของปลาแซลมอน และวิธีการปรุงที่มีประโยชน์ต่อร่างกายให้ได้มากที่สุด เพื่อให้ได้รับคุณค่าทางสารอาหารที่เหมาะสมแก่ร่างกายของเรา

ข้อมูลโภชนาการของปลาแซลมอน
เนื้อปลาแซลมอนครึ่งชิ้นประกอบด้วย :

  • กรดไขมันโอเมก้า3 – 4023 มก.
  • กรดไขมันโอเมก้า 6 – 1185 มก.
  • โปรตีน – 39.3 กรัม
  • วิตามิน เอ – 89.0 IU
  • วิตามิน บี6 – 1.2 มก.
  • วิตามิน บี12 – 5.0 ไมโครกรัม
  • วิตามิน ซี – 6.6 มก.
  • โฟเลต – 60.5 ไมโครกรัม
  • ไนอาซิน -14.3 มก.
  • Thiamin – 0.6 มก.
  • กรด Pantothenic – 2.6 มก.
  • คาร์โบไฮเดรต – 0 กรัม
  • แคลเซียม – 26.7 มก.
  • แมกนีเซียม 53.4 มก.
  • ซีลีเนียม -73.7 ไมโครกรัม
  • โพแทสเซียม –683 มก.
  • ฟอสฟอรัส – 449 มก.
  • เหล็ก -0.6 มก.
  • โซเดียม -109 มก.
  • แคลลอรี่ -367

รับชมวิดีโอ https://www.youtube.com/watch?v=DVxjMdvHg_8