สูตรขัดผิวด้วยกากกาแฟ

วิธีทำสครับกาแฟขัดผิว ด้วยกากกาแฟ ผิวสวยไฮโซ ราคาประหยัด

ผิวหมองคล้ำ จุดด่างดำ รอยแตกลาย เซลลูไลท์ ผิวแห้งหยาบกร้าน จบทุกปัญหาในบทความนี้ได้ด้วยกากกาแฟและส่วนผสมจากธรรมชาติที่จะช่วยทำให้ผิวของคุณ ขาว กระจ่างใส เรียบเนียน ด้วยวิธีง่ายๆที่นำมาฝาก ก่อนจะไปจดสูตรไปดูประโยชน์จากการขัดผิวด้วยกากกาแฟกันก่อน

ประโยชน์ของการขัดผิวด้วยกากกาแฟ

  • คาเฟอีนในกากกาแฟจะช่วยให้เลือดไหลเวียนได้สะดวก ลดการเกิดเซลลูไลท์ ช่วยให้สีผิวสม่ำเสมอ
  • น้ำมันมะพร้าวสกัดเย็น อุดมด้วยสารต้านอนุมูลอิสระ ช่วยให้ผิวนุ่ม ชุ่มชื่น ลดริ้วรอย
  • น้ำตาล ช่วยบำรุง ฟื้นฟู ปรับสภาพผิว ป้องกันผิวจากสารพิษต่าง ๆ ที่ทำร้ายผิวของเรา

สูตรขัดผิวด้วยกากกาแฟ

  • กากกาแฟ 1 ถ้วยตวง
  • น้ำมันมะพร้าวสกัดเย็น 4 ช้อนโต๊ะ
  • น้ำตาลทราย 4 ช้อนโต๊ะ

วิธีทำ ผสมส่วนผสมทั้งหมดให้เข้ากัน หากต้องการปรับลดส่วนผสมสามารถทำได้ตามความเหมาะสมของสภาพผิว นำสครับขัดผิวกากกาแฟที่ผสมเรียบร้อยมาใช้ขัดเป็นวงกลมเบาๆให้ทั่ว ปล่อยทิ้งไว้ 10-20 นาที จากนั้นล้างออกด้วยน้ำอุ่นและฟอกสบู่ตามอีกครั้ง  สามารถใช้สูตรนี้ได้ สัปดาห์ละไม่เกิน 3 ครั้ง

หลังจากใช้จะสามารถสัมผัสได้ถึงความแตกต่างของผิวที่เนียนนุ่ม กระจ่างใส ตั้งแต่ครั้งแรกที่ใช้ การขัดผิวด้วยสครับกาแฟนี้ เป็นการดูแลผิวแบบธรรมชาติ ไม่รบกวนผิวและก่อให้เกิดการระคายเคืองได้น้อยมาก ๆ อาจต้องใช้เวลาและความสม่ำเสมอในการทำ ถึงจะไม่เห็นผลไวมากแต่ผลที่ได้รับรอง คุ้มค่าการรอคอยแน่นอนค่ะ

ดูคลิปสครับกาแฟขัดผิว https://www.youtube.com/watch?v=o74Yc0nv8TY

ประโยชน์กระบองเพชร

กระบองเพชรกินได้มั๊ย กินแล้วจะมีประโยชน์ หรือสรรพคุณดี ต่อเราอย่างไร

กระบองเพชรพืชแห่งทะเลทรายที่เต็มไปด้วยหนาม มีถิ่นกำเนิดจากประเทศเม็กซิโก นอกจากจะปลูกไว้เพื่อความสวยงาม สำหรับบางสายพันธุ์ยังสามารถนำมารับประทานได้อีกด้วย ซึ่งจะมีประโยชน์ต่อสุขภาพอย่างไรบ้าง ในบทความนี้นำมาฝาก 7 ข้อดังนี้

1. กระบองเพชรลดน้ำหนัก กระบองเพชรเป็นพืชอีกหนึ่งชนิดที่มีไฟเบอร์สูงมาก แคลอรี่ต่ำ อุดมด้วยกรดอะมิโน วิตามิน แร่ธาตุ สามารถช่วยควบคุมการอยากอาหารและดักจับไขมัน ลดการดูดซึมไขมันในร่างกาย ลดคอเลสเตอรอลและระดับไตรกลีเซอไรด์

2. ต้านอนุมูลอิสระ วิตามินเอและวิตามินซีในกระบองเพชร ช่วยต่อต้านอนุมูลอิสระ ลดการเกิดโรคต่าง ๆ เช่น โรคหลอดเลือดหัวใจ โรคไขมันในเส้นเลือด นอกจากนี้สารฟีนอลิกและฟลาโวนอยด์ในกระบองเพชร ยังช่วยชะลอการเติบโตของเซลล์มะเร็ง ปกป้องเซลล์จากการทำลายของอนุมูลอิสระ

3. โรคเบาหวาน ระดับน้ำตาลในเลือดที่เพิ่มมากขึ้น อาจนำไปสู่การเจ็บป่วยในหลายโรค เช่น โรคเบาหวาน โรคหัวใจ การรับประทานกระบองเพชร มีส่วนช่วยลดระดับน้ำตาลในเลือด และช่วยบรรเทาอาการของเบาหวานให้ดีขึ้น

4. ระบบช่องท้อง การรับประทานกระบองเพชรช่วยดูแลระบบการย่อย กำจัดของเสีย ช่วยให้ลำไส้ทำงานได้เต็มประสิทธิภาพ ดูแลระบบทางเดินอาหาร ลดปัญหาท้องผูกและโรคริดสีดวง

5. ปกป้องสมอง สารเควอซิทินและฟลาโวนอยด์ในกระบองเพชร ช่วยปกป้องสมองและเซลล์ประสาทจากอนุมูลอิสระ ช่วยให้ห่างไกลโรคอัลไซเมอร์ ต้านอนุมูลอิสระมิให้มารบกวนการทำงานของเซลล์สมอง

6. ลดการอักเสบ ด้วยประสิทธิภาพของฟลาโวนอยด์ วิตามิน และแร่ธาตุที่อยู่ในกระบองเพชร มีคุณสมบัติในการต่อต้าน ลดการอักเสบ ลดการบวมน้ำ ช่วยป้องกันความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นกับระบบหัวใจ หลอดเลือดและระบบทางเดินอาหาร อีกทั้งยังช่วยต้านการอักเสบจากโรคไขข้อ บรรเทาอาการปวดข้อ และลดความรุนแรงของโรคให้ลดลง

7. กระบองเพชรแก้อาการเมาค้าง หากคืนนี้คุณมั่นใจว่าหลังจบปาร์ตี้มีเมาแน่ ๆ แนะนำให้ดื่มน้ำกระบองเพชรก่อนการดื่มแอลกอฮอล์ จะช่วยลดอาการเมาค้างได้มากถึง 50% อีกทั้งยังช่วยบรรเทาอาการที่อาจเกิดขึ้นร่วมด้วย เช่น คลื่นไส้และอาเจียน

กระบองเพชร ต้นไม้ที่ปลูกและเลี้ยงง่าย ไม่ต้องรดน้ำบ่อย อีกทั้งยังสามารถนำมารับประทานโดยการนำมาอบ ผัด นึ่ง หรือปั่นคั้นดื่มเป็นน้ำเพื่อสุขภาพก็ได้ ขึ้นอยู่กับว่าสะดวกวิธีไหน สำหรับใครที่อยากรู้ อยากลองว่ารสชาติจะเป็นอย่างไร ก็ลองหามาปลูกและทำรับประทาน ซึ่งเมนูไหนจากกระบองเพชรที่คิดว่าเด็ด สามารถแนะนำเพื่อนๆท่านอื่นได้ที่คอมเม้นต์ด้านล่าง

ดูคลิปประโยชน์กระบองเพชร https://www.youtube.com/watch?v=XsEZ1RA18ms

โทษของผงชูรส ประโยชน์ผงชูรส

ผงชูรส กินมาก ๆ โทษระวังป่วย เสี่ยงเป็นโรค จริงหรือไม่มาหาคำตอบ

ลิ้นของคนเรา สามารถรับรสได้ 4 รสด้วยกัน รสหวาน รสเค็ม รสเปรี้ยวและรสขม รสเหล่านี้เป็นตัวที่กระตุ้นความรู้สึกของเราและบอกความแตกต่างของรสชาติอาหารที่เรากินเข้าไป ส่วนใหญ่การปรุงอาหารให้มีรสที่เหมาะสมก็แล้วแต่เมนูว่า เมนูนั้นจะเป็นอาหารประเภทใด เช่น ของหวานใส่น้ำตาล ยำใส่มะนาว อาหารผัด ทอด หมัก อาจใส่น้ำปลา หรือเกลือ นอกจากนี้ก็ยังมีผงชูรสที่จะสามารถนำมาใช้เป็นส่วนเสริมในการประกอบอาหาร หลายคนนำมาใช้เพื่อเพิ่มรสชาด แต่อาจยังไม่ทราบว่า ผงชูรสนั้นทำมาจากอะไร และมีประโยชน์หรือไม่ ติดตามรายละเอียดได้ในบทความนี้

ผงชูรสทำมาจากอะไร

ผงชูรสผลิตจากแป้งมันสำปะหลังและผ่านกระบวนหมักด้วยสารเคมี เช่น กรดกำมะถัน กรดเกลือ โซดาไฟ เป็นต้น

ผงชูรสมีประโยชน์หรือไม่

ถึงแม้ใส่ผงชูรสลงไปในอาหารแล้วจะรู้สึกว่ารสชาติดี อร่อยถูกปากมากขึ้น แต่ผงชูรสนั้นมิได้มีประโยชน์อันใดต่อร่างกาย ไม่มีคุณค่าทางสารอาหาร และหากรับประทานมากเกินไป อาจก่อให้เกิดอันตรายได้อีกด้วย

โทษของผงชูรส

1. ภูมิคุ้มกันบกพร่องและลดลง ผงชูรสมีองค์ประกอบเช่นเดียวเกลือแกง มีโซเดียมที่มาจากโซดาไฟ แต่แตกต่างกันตรงรสชาติเกลือแกงเมื่อใส่แล้วจะรู้สึกได้ถึงรสเค็ม ซึ่งผงชูรสไม่มีรสชาติ ใส่มากก็ยังไม่รู้สึกถึงความเค็ม ทั้งนี้ในผงชูรสมีโทษแฝงในเรื่องของโซเดียม หากรับประทานมากและบริโภคเป็นประจำจะมีส่วนทำให้ภูมิคุ้มกันบกพร่อง การต้านทานโรคทำได้ไม่ดีเท่าที่ควร

2. อาการแพ้ สำหรับผู้ที่มีอาการแพ้ผงชูรส อาจมีอาการชาที่ลิ้น ริมฝีปากใบหน้า ต้นคอ หลังคอ แผ่นหลัง แน่นหน้าอก แสบร้อนตามผิวหนัง หรืออาจมีผื่นแดงตามตัว หายใจไม่สะดวก ท้องเสีย อาเจียน

3. ไตเสื่อม อาการของโรคมิได้มีความรุนแรงตั้งแต่แรกเริ่ม แต่จะมีการสะสมของอาการเพิ่มมากขึ้นเรื่อย ๆ จนถึงระยะรุนแรง ทั้งนี้ควรใส่ใจในเรื่องรสชาติของอาหาร โดยเฉพาะปริมาณโซเดียม เพราะหากรับประทานโซเดียมในปริมาณสูงเป็นประจำ อาจกระตุ้นให้โรคมีความรุนแรง มีอาการบวมตามส่วนต่าง ๆ ของร่างกายและไตเสื่อมในที่สุดได้

4. ผลข้างเคียง นอกจากอาการสามข้อเบื้องต้นที่กล่าวมาแล้ว การรับประทานอาหารที่มีโซเดียมสูง ยังอาจส่งผลให้มีอาการคอแห้ง ปากแห้ง ริมฝีปากแตก หิวน้ำมากกว่าปกติ

ผงชูรสแม้จะใช้วัตถุดิบจากธรรมชาติเป็นหนึ่งในส่วนประกอบของการผลิต ไม่มีสารอาหารและประโยชน์ต่อสุขภาพเท่าที่ควร แต่ก็ยังเป็นสิ่งที่ผู้คนมักใช้ในการปรุงอาหาร ทั้งนี้หากรับประทานในปริมาณที่เหมาะสมก็อาจมิได้ต่อให้เกิดโทษร้ายแรงใด ๆ แต่หากรับประทานเกินความพอดี ปริมาณโซเดียมที่แฝงอยู่ในผงชูรสอาจทำให้มีปฏิกิริยาบางอย่างเกิดขึ้นกับร่างกายได้

ดูคลิป ผงชูรส มีประโยชน์หรือไม่ ทำมาจากอะไร โทษของผงชูรส https://www.youtube.com/watch?v=vMZzD6SyyDs

ประโยชน์นมแพะ

ดื่มนมแพะ มีประโยชน์อะไรกับร่างกายของเราบ้าง มาหาคำตอบกัน

ปัจจุบันกระแสการดื่มนมจากแหล่งที่นอกเหนือจากนมวัวนั้น มีความหลากหลายและได้รับความนิยมเพิ่มมากขึ้นเรื่อย ๆ หนึ่งในนั้นคือนมแพะ นมที่ให้สารอาหารและคุณประโยชน์ที่ดีไม่แพ้นมวัว ซึ่งนมแพะจะดีต่อสุขภาพในด้านใดบ้าง เชิญรับชมข้อมูลจากรู้ไว้ดอทคอมได้เลย

1. นมแพะลดการอักเสบ หนึ่งในประโยชน์หลักจากนมแพะ คือช่วยลดการอักเสบในร่างกาย สำหรับผู้ที่มีอาการแพ้นมวัว หรือเป็นลำไส้อักเสบ ควรหันมาดื่มนมแพะ เพื่อช่วยต่อต้านและบรรเทาการอักเสบให้ดีขึ้น

2. นมแพะบำรุงกระดูกและฟัน แคลเซียมมีบทบาทที่สำคัญต่อกระดูกและฟัน นมแพะอุดมด้วยสารอาหารชนิดนี้ อีกทั้งยังทำให้การย่อยและระบบดูดซึมของร่างกายนั้นทำได้ดี มีประสิทธิภาพมากขึ้น ป้องกันการหักของกระดูกและป้องกันโรคกระดูกพรุน

3. นมแพะป้องกันโรคโลหิตจาง นมแพะมีส่วนช่วยให้ร่างกายปรับสมดุลและการดูดซึมธาตุเหล็กได้ดีขึ้น ช่วยแก้ไขภาวะโลหิตจาง

4. นมแพะบำรุงผิว วิตามินอีในนมแพะ ส่งเสริมการทำงานของเซลล์ในร่างกาย ต่อต้านอนุมูลอิสระ รักษาสมดุลของน้ำและไขมันในชั้นผิว อีกทั้งยังช่วยให้ผิวชุ่มชื่น สดใส สร้างความแข็งแรง ยืดหยุ่นให้กับผิวได้ดีขึ้น

5. นมแพะแก้ภูมิแพ้ วิตามิน และแร่ธาตุในนมแพะ ช่วยบรรเทาอาการจาม คัดจมูก น้ำมูกไหล จากภูมิแพ้ให้ลดลงเมื่อบริโภคอย่างต่อเนื่อง

6. นมแพะลดคอเลสเตอรอล ในนมแพะมีกรดไขมันดี ที่มีส่วนช่วยในการสลายคอเลสเตอรอลในเส้นเลือด ช่วยปรับระดับไขมันให้อยู่ในภาวะปกติ นอกจากนี้ยังช่วยลดความเสี่ยงต่อภาวะไขมันอุดตันในหลอดเลือดได้อีกด้วย

7. นมแพะพัฒนาสมอง ด้วยสารอาหารที่หลากหลายในนมแพะ เช่น โอเมก้า 3 โอเมก้า 6 วิตามินเอ วิตามินบี12 สารประกอบเหล่านี้ช่วยในการพัฒนาเซลล์สมองเราได้เป็นอย่างดี อีกทั้งยังช่วยบำรุงสายตา ทำให้การมองเห็นในที่มืดนั้นทำได้ดีและมองเห็นชัดเจนมากขึ้น

8. นมแพะโปรตีนสูง หากมีอาการป่วย การดื่มนมแพะถือเป็นทางเลือกเสริมที่ดี เนื่องจากนมแพะอุดมด้วยโปรตีนชนิดที่ย่อยง่าย เมื่อเซลล์เกิดความเสียหาย ร่างกายจะสามารถย่อยสลายโปรตีน ดูดซึมและนำไปซ่อมแซมเซลล์ได้อย่างรวดเร็ว

8 ประโยชน์จากนมแพะ ฟังแล้วแทบอยากจะลุกไปหาซื้อมารับประทานกันในตอนนี้เลยทีเดียว หาซื้อได้ง่ายตามห้างสรรพสินค้า หรือร้านสะดวกซื้อ อย่างไรก็ตามไม่ว่าจะรับประทานนมแพะเพื่อจุดประสงค์ใด ควรเลือกจากแหล่งผลิตที่ได้มาตรฐาน สะอาดและมีคุณภาพ นอกจากนี้ยังควรรับประทานอาหารชนิดอื่น ผสมผสานให้หลากหลาย ทั้งนี้เพื่อประโยชน์และสุขภาพดีในระยะยาว

ดูคลิปประโยชน์นมแพะ https://www.youtube.com/watch?v=qafgnzFsXsQ

ดับกลิ่นห้องน้ำ

วิธีดับกลิ่นในห้องน้ำ กำจัดกลิ่นเหม็น ได้ผลชะงัด

กลิ่นที่ไม่พึงประสงค์ที่ลอยออกมาจากห้องน้ำ กลายเป็นสิ่งที่ทำลายบรรยากาศไปทั่วทุกส่วนของบ้าน  เมื่อห้องน้ำมีกลิ่นอับหรือเหม็น คุณต้องหาสาเหตุให้เจอว่ากลิ่นเหล่านี้มีเหตุมาจากที่ใดกันแน่ ต้นตอมาจากท่อ จากถังขยะ หรือการทำความสะอาดที่ไม่ทั่วถึง หรือคราบสกปรกที่ฝังแน่นจากเชื้อรา คราบไคลของสบู่ และเพื่อเป็นการลดหรือป้องกันกลิ่นเหม็นจากห้องน้ำที่อาจจะเกิดขึ้น บทความนี้ขอเสนอวิธีกำจัดและดับกลิ่นในห้องน้ำแบบง่ายๆ ซึ่งมีรายละเอียดดังนี้

1. การระบายอากาศ ห้องน้ำควรเป็นสถานที่ที่สามารถระบายอากาศได้ดี อากาศควรถ่ายเทได้สะดวก ควรเปิดหน้าต่างเพื่อรับแสงและให้มีลมผ่านเข้าออกได้ แต่หากไม่มีหน้าต่างในห้องน้ำ ควรติดตั้งพัดลมดูดอากาศ เพื่อเป็นการระบายอากาศให้หมุนเวียนและไม่ทำให้ห้องน้ำมีกลิ่นอับ

2. การระบายน้ำ หมั่นสังเกตท่อระบายน้ำว่า การไหลเวียนของน้ำนั้นไหลได้สะดวกดีหรือไม่ เพราะกลิ่นที่มาจากห้องน้ำ บางครั้งสาเหตุอาจมาจุดนี้ ท่อระบายน้ำที่อ่างล้างหน้า ท่อระบายน้ำทิ้งออกสู่ด้านนอก หรือแม้แต่ฝักบัวที่ใช้อาบ หากมีสิ่งสกปรกอุดตัน สะสม ก็อาจเป็นเหตุให้เกิดกลิ่นเหม็นได้เช่นกัน

3. ม่านกั้นห้องน้ำ หากห้องน้ำของคุณมีการใช้ม่าน นี่อาจเป็นอีกหนึ่งสาเหตุที่ทำให้เกิดการสะสมของเชื้อราและแบคทีเรียที่ม่านกั้น ควรนำม่านไปซักทำความสะอาดและผึ่งลมในที่ที่มีแสงแดดอ่อนๆ

4. น้ำยาขจัดเชื้อโรค ใช้น้ำยาขจัดเชื้อโรค 1 ฝา ผสมน้ำ 1 ถัง ไว้ใช้ทำความสะอาดโถปัสสาวะ ชักโครก อ่างล้างหน้า ฝักบัวและขั้นตอนสุดท้าย อาจผสมน้ำยาขจัดเชื้อโรคกับน้ำแบบเข้มข้นสักหน่อย แล้วนำมาเทราดลงท่อระบายน้ำอีกครั้ง โดยไม่ต้องราดน้ำเปล่าซ้ำ

5. กลิ่นจากโถปัสสาวะ ถ้าห้องน้ำมีการแบ่งแยกโถปัสสาวะของผู้ชายแยกไว้คนละส่วน คุณสามารถนำน้ำแข็งก้อนมาวางไว้ในโถ เพื่อช่วยดับกลิ่นไม่พึงประสงค์ จะช่วยลดกลิ่นแอมโมเนียได้เป็นอย่างดี อีกทั้งไม่ทิ้งคราบเหลืองไว้ให้ดูต่างหน้าอีกด้วย

6. สมุนไพรดับกลิ่นตัวช่วยจากธรรมชาติ มะกรูดถือเป็นพืชที่มีคุณประโยชน์หลากหลายด้าน และต้นของมันก็ยังนำมาใช้งานได้แทบทุกส่วนเลยก็ว่าได้ ในข้อนี้เราจะใช้ผลมะกรูดสด นำมาฝานเป็นแว่นๆ แล้วนำไปวางไว้ในห้องน้ำ กลิ่นหอมสดชื่นของมะกรูดจะช่วยดับกลิ่นเหม็นที่อยู่ในห้องน้ำได้ดีไม่แพ้สเปรย์ดับกลิ่นเลย

7. เกลือผสมเบคกิ้งโซดา บริเวณชักโครกเป็นแหล่งที่สะสมของสิ่งสกปรก เชื้อโรคและต้นเหตุของกลิ่น เพียงผสมเบคกิ้งโซดาและเกลือในปริมาณที่เท่ากัน แล้วเทลงไปในชักโครก ปล่อยทิ้งไว้ 1 ชั่วโมงแล้วค่อยกดน้ำ จะช่วยให้ชักโครกสะอาดพร้อมกับลดกลิ่นเหม็นได้

8. ใช้จุลินทรีย์บำบัด ใช้น้ำจุลินทรีย์หรืออีเอ็ม นำมาราดที่โถชักโครก อ่างล้างหน้า ท่อระบายน้ำ ปล่อยทิ้งไว้ 30 นาที แล้วอาจราดน้ำตามหรือไม่ราดก็ได้ วิธีนี้เป็นการกำจัดกลิ่นได้ค่อนข้างดี และดับกลิ่นได้นานกว่าวิธีอื่นๆ นอกจากนี้จุลินทรีย์ในน้ำยังช่วยย่อยเศษสิ่งสกปรก ของเสีย ไขมันคราบไคลจากการชำระล้างร่างกาย และทำให้ท่อระบายน้ำสะอาด น้ำไหลผ่านได้สะดวก

8 วิธีที่แนะนำเป็นวิธีที่ทำได้ง่ายๆ แต่ต้องหมั่นทำเป็นประจำ เพราะเราไม่ได้ใช้เคมีในการแก้ไขปัญหา จึงอาจต้องใช้ความสม่ำเสมอและความใส่ใจในรายละเอียด มาลดปัญหากลิ่นที่มาจากห้องน้ำ ซึ่งไม่ว่าจะเกิดจากสาเหตุใดก็ตาม ถ้าหมั่นทำความสะอาดอยู่เสมอก็จะลดการสะสมของเชื้อโรค เชื้อรา แบคทีเรียและกลิ่นไม่พึงประสงค์ได้อย่างแน่นอน

ดูวิธีดับกลิ่นห้องน้ำ https://www.youtube.com/watch?v=04_MEo1Wygw

โทษของการกินเผ็ด

กินเผ็ดมากไปไม่ดี มีโทษ ทำให้เสี่ยงปัญหาสุขภาพ

สรรพสิ่งบนโลกนี้ทุกอย่างย่อมมีสองด้านเสมอ การกินเผ็ดก็เช่นกัน เมื่อมีประโยชน์ต่อร่างกาย หากเรารับประทานมากเกินไป ก็อาจส่งผลเสียและก่อให้เกิดโทษได้ บทความนี้จะขอแนะนำโทษของการกินเผ็ดที่มีต่อสุขภาพ มีรายละเอียดดังนี้

1. กินเผ็ด ปวดท้อง ท้องอืด สำหรับบางคนการกินพริกเม็ดเดียวก็ถือว่าเผ็ดมากสำหรับเค้าแล้วหล่ะค่ะ แต่ก็ยังมีหลายคนที่ชอบกินรสจัดหรือเผ็ดมาก ๆ ซึ่งเมื่อกินในปริมาณมาก อาจมีผลทำให้เกิดอาการปวดท้อง ท้องอืด ปวดแสบปวดร้อนในลำไส้ หรือบางรายอาจมีอาการท้องเสียร่วมด้วย

2. กินเผ็ด ปากร้อนใน หลังจากกินอาหารเผ็ดเรียบร้อย หลายคนมีอาการแสบร้อนในช่องปาก เพดานปาก กระพุ้งแก้ม ริมฝีปาก นอกจากนี้อาจมีอาการปากแห้งคอแห้ง และมีตุ่มใสเหมือนแผลร้อนในขึ้นตามจุดต่าง ๆ ในช่องปากเช่น บริเวณเหงือก กระพุ้งแก้ม ริมฝีปากด้านใน

3. กินเผ็ด กระตุ้นภูมิแพ้ การรับประทานอาหารรสเผ็ดจัด อาจมีส่วนทำให้ภูมิแพ้กำเริบ เมื่อกินรสเผ็ดจะมีอาการน้ำมูกไหล มีเสมหะ หรือมีอาการไอ บางคนถึงกับสะอึก หรือจามไม่หยุดเมื่อกินอาหารรสเผ็ดที่มีส่วนกระตุ้นอาการเหล่านี้

4. กินเผ็ด แสบร้อนกลางอก อาการแสบร้อนกลางอก หลังจากกินอาหารเผ็ดอาจเกิดขึ้นได้ หากคุณมีหรือเคยเป็นโรคกรดไหลย้อน ด้วยอาการของโรคนี้อาจส่งผลต่อกระเพาะอาหารทำให้ระคายเคือง มีการแสบร้อนในท้องช่อง บริเวณกลางอก และกรดอาจไหลย้อนขึ้นมาบริเวณลำคอ

5. กินเผ็ด เสี่ยงเป็นไต การเป็นโรคไตมิได้มีสาเหตุมาจากการกินเค็มเท่านั้น การกินอาหารเผ็ดจัด ก็ย่อมส่งผลถึงการทำงานหนักของไตได้เช่นกัน ทำให้ไตเสื่อมสภาพ ประสิทธิภาพในการทำงานลดลง ไม่สามารถกรองหรือขับของเสียออกจากร่างกายได้หมด จึงก่อให้เกิดโรคไตเสื่อม

6. กินเผ็ด ปวดหู เมื่อร่างกายได้รับสารCapsaicin ในพริก จะทำให้อวัยวะช่องปากเกิดการระคายเคือง ร่างกายจะตอบสนองโดยการปรับสภาพ โดยการขับเหงื่อ หลอดเลือดบริเวณศีรษะ โครงหน้าขยาย ส่งผลกระทบถึงโครงสร้างภายในหู อาจทำให้หูชั้นกลาง แก้วหูมีอาการปวดจี๊ดๆ เหมือนมีตัวอะไรอยู่ในหู นอกจากนี้ อาจทำให้คันศีรษะ รูขุมขนขยายกว้างมากขึ้น หายใจไม่สะดวก และมีใบหน้าสีแดง

 ไม่น่าเชื่อเลยว่าการกินเผ็ดมากเกินไปจะส่งผลต่ออวัยวะและร่างกายของเราได้ขนาดนี้ เมื่อรู้ถึงโทษของมันแล้วละก็ ครั้งหน้าสั่งเมนูรสเผ็ดต้องห้ามใจไว้ อย่ากินเผ็ดมากเกินไป เพราะรสเผ็ดจัดจ้านอาจเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้ร่างกายได้รับผลกระทบและมีอาการเหล่านี้

ดูคลิปโทษของการกินเผ็ด https://www.youtube.com/watch?v=maS0z2F8Jo8

ประโยชน์แกงเลียงกุ้งสด

ประโยชน์แกงเลียงกุ้งสด อาหารสมุนไพร สรรพคุณจากเครื่องเทศ

แกงเลียงกุ้งสด หนึ่งในเมนูอาหารที่เต็มไปด้วยสมุนไพรและเครื่องเทศ กระตุ้นความอยากรับประทาน ตั้งแต่ได้กลิ่นหอมลอยมาตามสายลม สามารถใช้เป็นเมนูเพื่อสุขภาพอุดมด้วยคุณค่าทางสารอาหาร นอกจากนี้ยังมีประโยชน์ต่อคุณแม่มือใหม่ เพราะช่วยกระตุ้นการผลิตน้ำนมได้เป็นอย่างดี และต่อไปนี้จะขอเสนอประโยชน์จากแกงเลียงกุ้งสดที่มีในด้านอื่น ๆ ดังนี้

1. แกงเลียงช่วยให้กระดูกและฟันแข็งแรง
แคลเซียมที่อยู่ในพริกไทย สามารถช่วยบำรุงกระดูกและฟันให้แข็งแรง ป้องกันการเกิดโรคกระดูกพรุน อีกทั้งยังช่วยในการชะลอความเสื่อมของเซลล์

2. แกงเลียงบำรุงสมอง
หอมแดงอุดมด้วยธาตุฟอสฟอรัสที่มีส่วนบำรุงสมอง กระตุ้นการทำงานสมอง เมื่อรับประทานเป็นประจำ ช่วยให้ความจำดีขึ้น จดจำเรื่องราวและประมวลผลต่าง ๆ ได้ไวขึ้น

3. แกงเลียงบำรุงสายตา ลดน้ำตาลในเลือด
ด้วยสีเหลืองของฟักทอง เป็นสารต้านอนุมูลอิสระ ที่ช่วยลดความเสี่ยงต่อการเป็นโรคต้อกระจก ช่วยบำรุงและรักษาสายตา อีกทั้งยังช่วยควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด ป้องกันโรคเบาหวาน

4. แกงเลียงเพิ่มน้ำนม
บวบอุดมด้วยธาตุเหล็ก ส่งเสริมการสร้างเม็ดเลือดแดง บำรุงและกระตุ้นน้ำนมมารดา เหมาะสำหรับผู้ที่เลี้ยงลูกด้วยนมแม่ ส่งเสริมการเจริญเติบโตของลูกน้อย บำรุงประสาทและสมอง ช่วยลดอาการอ่อนเพลีย

5. แกงเลียงแก้ท้องอืด
การรับประทานอาหารมากเกินไปหรืออาหารไม่ย่อย ทำให้เกิดอาการท้องอืด ท้องเฟ้อ สามารถแก้ปัญหานี้ได้โดยการรับประทานใบแมงลัก จะช่วยบรรเทาอาการท้องอืดให้ดีขึ้น ช่วยขับลมในลำไส้ ลดอาการท้องเฟ้อ พร้อมบำรุงลำไส้ไปในตัว

6. แกงเลียงบำรุงเส้นผม
สำหรับผู้ที่ปัญหาเส้นผมขาดหลุดร่วงได้ง่าย หรือผมแห้งเสีย การรับประทานกระชายสามารถช่วยบำรุงเส้นผมให้กลับมาแข็งแรง ลดการหลุดร่วง บำรุงเส้นผมให้มีน้ำหนัก กระตุ้นการทำงานของรากผมได้เป็นอย่างดี

7. แกงเลียงลดคอเลสเตอรอล ปรับสมดุลของร่างกาย
การรับประทานข้าวโพดอ่อน สามารถช่วยลดคอเลสเตอรอลในเส้นเลือด ป้องกันเส้นเลือดแข็งตัว อีกทั้งยังช่วยปรับสมดุลความเป็นกรดด่างในร่างกายให้อยู่ในภาวะปกติ

8. แกงเลียงลดน้ำหนัก
เครื่องปรุงและส่วนประกอบในเมนูแกงเลียงรวมไปถึงกุ้งสด มีส่วนช่วยให้คุณสามารถควบคุมน้ำหนักได้ง่ายขึ้น ด้วยแคลอรี่ที่ต่ำและวิตามินแร่ธาตุต่าง ๆ มีส่วนช่วยในการเพิ่มฮอร์โมนที่ช่วยในการกักไขมันให้มากขึ้น อีกทั้งการรับประทานกุ้งยังมีส่วนช่วยให้ระบบขับถ่ายดีขึ้นโดยไม่ต้องพึ่งยาลดน้ำหนัก

แกงเลียงกุ้งสดอร่อยและมีประโยชน์ขนาดนี้ เห็นทีต้องซื้อวัตถุดิบติดบ้านไว้เป็นเมนูประจำบ้านซะแล้ว แต่หากไม่มีเวลาหรือไม่สะดวก ไปร้านอาหารสั่งเค้าทำก็ง่ายและสะดวกดี กินอาหารทั้งทีก็ต้องเลือกอาหารที่กินแล้วถูกปาก และมีประโยชน์ต่อสุขภาพด้วย ถึงจะคุ้มค่ากับเงินที่เสียไป

ดูคลิปประโยชน์แกงเลียงกุ้งสดได้ที่ https://www.youtube.com/watch?v=FFVBstPy3kQ

ประโยชน์ตำลึง

7 ประโยชน์ตำลึง โตเร็ว มีให้กินได้ไม่จำกัด

ตำลึงผักริมรั้ว ไม่อยากปลูกก็ยังเลื้อยมาให้กิน หากินได้ง่าย แถมยังมีให้กินได้ตลอดทั้งปี ไม่ต้องรอตามฤดูกาล นำมาทำอาหารได้หลากหลายเมนู ทั้งนี้ก็เป็นพืชอีกหนึ่งชนิดที่นิยมรับประทาน เพื่อบำรุงร่างกาย ซึ่งจำให้คุณค่าทางสารอาหาร และประโยชน์ในด้านใดบ้าง ติดตามรับชมกันได้เลย

1. ตำลึงบำรุงสายตา
การใช้งานดวงตาเป็นเวลานานติดต่อกันโดยไม่พักสายตาเลย อาจก่อให้เกิดการล้าหรือตาพร่ามัวได้ การรับประทานพืชอย่างเช่น ตำลึง สามารถช่วยบำรุงและปรับปรุงสุขภาพดวงตาได้ ซึ่งคุณจะได้รับเบต้าแคโรทีน และวิตามินเอ จากผักชนิดนี้ ช่วยต้านอนุมูลอิสระ พร้อมทั้งดูแลปกป้องดวงตาให้ห่างไกลจากอาการตาล้า ลดความเสี่ยงของโรคจอประสาทตาเสื่อม ส่งผลให้ดวงตาทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น

2. ตำลึง โรคเบาหวาน
โรคเบาหวาน เมื่อเป็นแล้วหากไม่ดูแลรักษาให้ดี อาจส่งผลให้เกิดโรคแทรกซ้อนอย่างอื่นตามมาได้ การนำตำลึงมาคั้นน้ำ และนำน้ำมาดื่มจะช่วยทำให้น้ำตาลในเลือดลดลงได้ โดยการดื่มวันละ 2 ครั้ง เช้าเย็น

3. ตำลึง โรคมะเร็ง
สารต้านอนุมูลอิสระที่อยู่ในตำลึง สามารถยับยั้งการทำงานของเซลล์มะเร็ง กระตุ้นการทำงานของเอนไซม์และดักจับสารพิษในระบบทางเดินอาหาร เมื่อรับประทานเป็นประจำช่วยลดความเสี่ยงของการเป็นมะเร็งในระบบทางเดินอาหารได้

4. ตำลึงแก้พิษได้
หากโดนใบไม้บางชนิดแล้วมีอาการคันที่ผิวหนัง หรือโดนหนอนใบไม้ สามารถใช้ใบตำลึงสด 5 ใบ ขยี้ให้ละเอียด แล้วนำมาทาบริเวณที่มีอาการคัน จะช่วยให้อาการเหล่านั้นดีขึ้น

5. ตำลึงแก้ท้องผูก
การทำงานของลำไส้ที่ดี ควรมีการขับถ่ายของเสียได้ตามปกติ หากลำไส้ไม่สามารถขับของเสียและถูกหมักหมมไว้ในลำไส้ อาจส่งผลให้เกิดการท้องผูกและเป็นริดสีดวงได้ ในตำลึงมีเอนไซม์อะไมเลสที่ช่วยย่อยอาหารประเภทแป้ง อีกทั้งยังมีไฟเบอร์สูง ช่วยกระตุ้นการทำงานของลำไส้ ทำให้ขับถ่ายได้ตามปกติ

6. ตำลึงบำรุงกระดูก
ใบตำลึงมีแคลเซียมสูง และร่างกายสามารถดูดซึมและนำไปใช้งานได้อย่างรวดเร็ว หากคุณต้องการแคลเซียมเพื่อใช้ในการดูแลกระดูก แต่แพ้แลคโตสนมวัว คุณสามารถหันมารับประทานตำลึงแทนได้

7. ตำลึงพอกหน้า
การทำครีมพอกหน้าโดยไม่ต้องใช้สารเคมีนั้น ทำได้ง่ายมาก เพียงแค่ใช้ยอดตำลึงและน้ำผึ้งแท้ อย่างละ ½ ถ้วย นำมาปั่นให้ละเอียด แล้วนำมาพอกหน้าให้ทั่ว ปล่อยทิ้งไว้ 20 นาที จากนั้นล้างออกให้สะอาด ก็จะสามารถฟื้นฟูผิวให้กระชับ คืนความสดชื่นพร้อมผิวที่นุ่มเรียบเนียนได้ทันทีหลังการใช้

ตำลึง พืชที่ปลูกง่าย ชอบแสงแดด และไม่ต้องการการดูแลมาก แถมยังมีประโยชน์ต่อร่างกาย ปลูก ๆ ทิ้งไว้แป๊บ ๆ ก็เลื้อยแตกใบให้เราได้นำมาทำอาหารกินได้หลากหลายเมนู หากชอบกินผัก และไม่ค่อยมีเวลาดูแล ปลูกตำลึงไว้ รับรองตอบสนองความต้องการในข้อนี้ได้อย่างแน่นอน

ดูคลิป ประโยชน์ตำลึง https://www.youtube.com/watch?v=tBHjOsWJ-uk

ประโยชน์เม็ดมะขาม

ประโยชน์เม็ดมะขาม เอามาคั่ว เอามาบด ทำได้หลายอย่าง สรรพคุณดีไม่น่าเชื่อ

มะขามผลไม้เนื้อสีน้ำตาล ที่ให้รสชาดทั้งหวานเปรี้ยว สามารถนำมากินเป็นของว่าง หรือนำมาประกอบอาหารในเมนูของคาวและหวานได้อย่างหลากหลาย ซึ่งนอกจากจะมีเนื้อที่ให้ความอร่อยแล้ว เม็ดมะขามก็เป็นสิ่งที่ไม่ควรมองข้าม เพราะสามารถนำมาประยุกต์ใช้และก่อให้เกิดประโยชน์ต่อสุขภาพดังนี้

1. เม็ดมะขามแก้ปวดเข่า
ด้วยคุณสมบัติจากเม็ดมะขาม ที่สามารถใช้ในการลดการอักเสบ และปวดเมื่อย เราสามารถใช้เมล็ดมาทำเป็นยาแก้ปวดได้โดยการนำเมล็ดมะขามมาแช่น้ำทิ้งไว้ 2-3 ชั่วโมง ครบเวลานำมาตำหรือบดให้ละเอียด และนำมาผสมกับขมิ้นชัน 2 ช้อนโต๊ะและเกลือนิดหน่อย นำมาคั่วบนกระทะให้ร้อน รอให้ส่วนผสมเย็นตัวลง และนำมาพอกบริเวณหัวเข่า ก็จะสามารถบรรเทาอาการปวดเข่าให้ดีขึ้นได้

2. เม็ดมะขามย่อยอาหารแก้ท้องผูก
ท้องผูก หรือการที่ร่างกายไม่สามารถขับของเสียออกมาได้ตามปกติ มักเป็นอาการที่ส่งผลกระทบถึงอวัยวะภายในช่องท้องหลายส่วน ทำให้กระเพาะอาหารย่อยช้าลง ลำไส้ไม่ทำงาน ขับของเสียได้ช้าและยาก ลำดับต่อไปอาจมีปัญหาริดสีดวงร่วมด้วย การนำเม็ดมะขามมาทำเป็นเครื่องดื่ม สามารถช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของน้ำดีในตับ ช่วยยับยั้งคอเลสเตอรอล ลดการอักเสบของลำไส้ บรรเทาอาการท้องผูก ช่วยให้การขับถ่ายทำได้ง่ายและคล่องตัวมากขึ้น

3. เม็ดมะขามดีต่อหัวใจ
การป้องกันโรคหัวใจที่ดี คือการรับประทานอาหารที่มีส่วนช่วยในการต้านอนุมูลอิสระ ตัวการของสาเหตุการเกิดโรค สารฟลาโวนอยด์ในเม็ดมะขาม สามารถช่วยเพิ่มปริมาณของไขมันชนิดดีและลดไขมันชนิดไม่ดี เมื่อไตรกลีเซอไรด์ลดลงก็ส่งผลดีต่อหัวใจ ทำให้หัวใจทำงานได้เต็มประสิทธิภาพ ลดความเสี่ยงต่อการเกิดโรคความดันผิดปกติ และความดันโลหิตสูง

4. เม็ดมะขามลดริ้วรอย
ผิวหน้าเต่งตึง ไม่มีริ้วรอยเป็นสิ่งที่ผู้คนส่วนใหญ่ปรารถนา กรดไฮยาลูโรนิกในเม็ดมะขามสามารถช่วยให้ผิวคุณมีผลลัพธ์นี้ได้ นำเม็ดมะขามมาบดเป็นผงให้ละเอียดเหมือนแป้ง แล้วนำมาผสมโยเกิร์ตหรือน้ำผึ้ง และนำมาใช้ขัดพอกผิว วิธีนี้จะช่วยให้ผิวมีความกระชับ ชุ่มชื่น ลดริ้วรอยเล็ก ๆ ให้จางลง อีกทั้งยังปรับสีผิวสว่าง ลดผดผื่นได้อีกด้วย

5. เม็ดมะขามต้านโรคมะเร็งลำไส้
กรดทาร์ทาริก ที่ทำหน้าที่เป็นสารต้านอนุมูลอิสระในเม็ดมะขาม สามารถช่วยปกป้องร่างกายให้ห่างไกลจากโรคมะเร็งลำไส้ได้ ช่วยลดความเครียดของเซลล์ ปกป้องมิให้เซลล์ถูกทำลาย เสริมสร้างภูมิต้านทานได้ดีไม่แพ้วิตามินแพงๆเลย

6. เม็ดมะขามลดน้ำตาลในเลือด
โรคเบาหวาน มักเกิดจากภาวะน้ำตาลในเลือดสูง หากปล่อยไว้ไม่ควบคุมอาจส่งผลก่อให้เกิดโรคแทรกซ้อนอื่น ๆ ตามมาอีกหลายรายการ การรับประทานเม็ดมะขามสามารถช่วยดูแล และลดระดับน้ำตาลในเลือดให้ลดลงได้ด้วยสารโพลีแซ็กคาไรด์ที่ช่วยเสริมระบบภูมิคุ้มกันของร่างกาย คุณสามารถนำเม็ดมะขามมาคั่วและนำมาชงดื่ม ก็จะช่วยบรรเทาอาการให้ดีขึ้นได้

7. เม็ดมะขามแก้ไอเจ็บคอ
โรคหวัด ไอ และอาการเจ็บคอ มักมาพร้อม ๆ กัน เมื่อร่างกายคุณเริ่มติดเชื้อ อาการเหล่านี้อาจส่งผลให้ต่อมทอลซิลมีการอักเสบ กลืนน้ำลายลำบากและเจ็บในลำคอ คุณสามารถนำเม็ดมะขามมาคั่ว แล้วนำมาผสมกับอบเชย และขิง ใส่น้ำต้มสุกแล้วนำมาไว้ใช้บ้วนปาก หลังแปรงฟัน หรือขณะที่มีอาการ ด้วยส่วนผสมนี้จะช่วยบรรเทาอาการให้ลดลง แก้เจ็บคอ และฆ่าเชื้อโรคในช่องปาก

8. เม็ดมะขามขัดฟันขาว
หากคุณสูบบุหรี่หรือดื่มชากาแฟเป็นประจำ แน่นอนว่าคราบนิโคติน หรือคราบเหลืองบนผิวฟันย่อมเป็นสิ่งหลีกเลี่ยงไม่ได้ การนำเม็ดมะขามไปคั่ว และนำมาบดผงแล้วนำมาใช้แปรงฟันจะสามารถช่วยแก้ไขปัญหานี้ได้ นอกจากจะทำให้ฟันขาวขึ้น ยังช่วยให้เหงือกแข็งแรงและป้องกันปัญหาฟันผุได้อีกด้วย

8 ประโยชน์จากเม็ดมะขาม จะเห็นได้ว่า หลังกินเนื้อมะขามแล้ว ไม่ควรทิ้งเม็ดมะขามเลยจริง ๆ เพราะเม็ดมะขามแทบจะสามารถดูแลร่างกายครอบคลุมและให้คุณประโยชน์ที่ดี ครั้งหน้าหากได้กินอย่าลืมล้างทำความสะอาดและเก็บไว้ให้ดีถึงเวลาเจ็บป่วยเล็ก ๆ น้อย ๆ ก็สามารถนำมาใช้รักษาอาการเบื้องต้นได้ทันที ไม่ต้องไปหาซื้อให้ยุ่งยาก กินเอง เก็บเอง มีประโยชน์อย่างแน่นอน

ดูคลิปประโยชน์เม็ดมะขาม https://www.youtube.com/watch?v=ia1DSivFNWE

วิธีกำจัดขน แว๊กขน

วิธีกำจัดขนด้วยตัวเอง แบบธรรมชาติ ไม่ง้อร้าน

ผิวที่สวยงาม เรียบเนียน ไม่มีขนปกคลุมให้กวนใจ ถือเป็นสิ่งที่หลายคนปรารถนาและหาวิธีกำจัดมัน อันที่จริงแล้วขนก็มีประโยชน์อยู่บ้าง แต่สำหรับบางคนต้องการเผยผิวที่นวลเนียน อยากได้ผิวที่ไม่มีเส้นขนคอยรบกวนใจ จึงพยายามหาสูตรและวิธีทำ เพื่อกำจัดขนอันไม่พึงประสงค์เหล่านั้น คุณมาถูกทางแล้วค่ะในบทความนี้ ขอเสนอวิธีกำจัดขนด้วยตนเองแบบง่ายๆ ประหยัดและใช้ได้จริง เตรียมกระดาษและปากกามาจดได้เลย

1. สูตรกำจัดขนด้วยน้ำตาล น้ำมะนาว เกลือ
– น้ำตาลทรายขาว 2 ถ้วย
– น้ำมะนาว ¼ ถ้วย
– น้ำ 2 ช้อนโต๊ะ
– เกลือ 1 ช้อนชา
วิธีทำ ผสมส่วนผสมทั้งหมดลงในหม้อ ตั้งลงบนเตาใช้ความร้อนหรือไฟปานกลาง โดยไม่ต้องกวนส่วนผสม เมื่อส่วนผสมเริ่มเดือดให้หมุนหม้อไปมา เพื่อให้ส่วนผสมเริ่มจับตัวกัน รอจนสีของน้ำตาลเปลี่ยนเป็นสีเข้มข้น อาจใช้เทอร์โมมิเตอร์วัดอุณภูมิประมาณ 260 องศา หรือจับเวลาประมาณ 5 นาที ปิดเตาและเทแวกซ์ลงในขวดแก้ว รอให้แวกซ์เย็นสนิท แล้วจึงนำมาใช้กำจัดขน

2. สูตรน้ำตาลและน้ำผึ้ง
– น้ำตาลทรายแดงหรือขาว 1 ช้อนโต๊ะ
– น้ำผึ้งและน้ำเปล่า อย่างละ 1 ช้อนโต๊ะ
วิธีทำ เทส่วนผสมทั้งหมดลงในชามและนำใส่ไมโครเวฟ กดปุ่มเดินเครื่องโดยใช้เวลา 30 -35 วินาที รอจนส่วนผสมเดือดและเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาล ครบเวลานำชามออกและรอให้แวกซ์เย็นตัวลง จึงจะสามารถนำมาใช้กำจัดขน

3. สูตรไข่ น้ำตาล แป้งข้าวโพด

วิธีทำ ใช้ไข่ขาว1 ใบผสมกับแป้งข้าวโพด ½ ช้อนโต๊ะ และน้ำตาล 1 ช้อนโต๊ะ คนผสมให้เข้ากัน แล้วนำมาทาพอกบนผิวบริเวณที่ต้องการกำจัดขน ปล่อยทิ้งไว้ให้แห้ง ใช้เวลาประมาณ 30 นาที จากนั้นลอกออกโดยดึงย้อนรูขุมขน

ข้อดีของการกำจัดขนด้วยสูตรจากธรรมชาติเหล่านี้ คือช่วยลดความเจ็บปวดและการระคายเคืองของผิวได้ดีกว่าการใช้ขี้ผึ้งกำจัดขนชนิดอื่น นอกจากนี้ยังช่วยให้เส้นขนขึ้นช้าลง และส่วนผสมที่มาจากธรรมชาติเหล่านี้ ไม่มีสารก่อภูมิแพ้ อีกทั้งน้ำผึ้ง และน้ำตาล ก็ยังช่วยต้านเชื้อแบคทีเรีย ลดการอักเสบของผิวได้ หากคุณทำและใช้มันอย่างถูกวิธี ก็จะช่วยกำจัดขนบริเวณที่ไม่พึงประสงค์ได้อย่างง่ายดาย อีกทั้งยังเป็นการประหยัดเวลาและเงินในกระเป๋าได้อีกมากมายเลยทีเดียว

ดูคลิปสูตรแว๊กขน https://www.youtube.com/watch?v=ahy6uRk40r8