วิธีรักษาแผลน้ำร้อนลวก

แผลน้ำร้อนลวก เป็นแล้วทำอย่างไรดี วิธีปฐมพยาบาลเบื้องต้น

ในชีวิตอาจมีบ้างสักครั้งที่เราจะสัมผัสโดนกับของที่มีความร้อน อย่างเช่น โดนท่อไอเสีย โดนเตารีด หรือแผลจากน้ำร้อนลวก ส่วนใหญ่มักจะเกิดจากความไม่ได้ตั้งใจ ซึ่งเมื่อเป็นแผลก็มักจะหาวิธีที่จะช่วยบรรเทา หรือลดรอยแผลเป็นเหล่านั้นให้หาย โดยไม่ทิ้งร่องรอยไว้ให้ดูต่างหน้า บทความนี้จะขอแนะนำวิธีดูแลรักษาแผลน้ำร้อนลวก ซึ่งคุณสามารถนำไปประยุกต์ใช้ได้ตามความเหมาะสม แต่ก่อนจะไปดูวิธีรักษา คุณควรรู้จักกับระดับความเสียหายของผิวคุณเมื่อโดนน้ำร้อนลวกก่อนว่า มีความรุนแรงอยู่ในระดับใด เพื่อที่จะได้ประเมินสภาพผิวแผล และการรักษาตามอาการในลำดับถัดไป

ระดับที่ 1 ส่งผลต่อผิวหนังชั้นนอก หรือหนังกำพร้า อาการที่พบในระดับนี้คือ มีอาการแดง บวม และเจ็บปวด

ระดับที่ 2 ส่งผลต่อผิวหนังชั้นนอก และผิวหนังชั้นที่ 2 หนังแท้ อาการในระดับนี้จะส่งผลกระทบต่อเส้นประสาท รูขุมขนและหลอดเลือด ผิวของคุณจะมีสีชมพูอ่อน มีความรู้สึกเจ็บปวด และมีอาการพองเล็กน้อย

ระดับที่ 3 แผลไม้ลึก หรือ บางส่วนไหม้และมีความหนา ในระดับที่ 3 ผิวของคุณจะได้รับความเสียหายโดยมีสภาพผิวที่เปลี่ยนเป็นสีแดง มีอาการพุพอง บวม อาจรู้สึกเจ็บปวดแผล แสบ หรืออาจไม่ปวดแผลก็ได้ หนังกำพร้า หนังแท้ ต่อมเหงื่อ รูขุมขน จะเป็นตำแหน่งที่ได้รับผลกระทบ

ระดับที่ 4 ระดับนี้จะเป็นระดับที่ผิวได้รับผลกระทบจากการไหม้อย่างรุนแรงมากที่สุด โดยส่งผลเสียหายต่อผิวชั้นนอก หนังแท้ และใต้ผิวหนัง ในการผิวไหม้ของผิวระดับนี้ คุณต้องรีบไปพบแพทย์ เพื่อทำการรักษาอย่างทันที เพราะผิวของคุณเมื่อได้รับความรุนแรงในระดับนี้ จะทำให้เนื้อเยื่อเซลล์ผิวหนังของคุณเปลี่ยนเป็นสีผิวไหม้ดำคล้ำ ต้องได้รับการรักษาอย่างเร่งด่วน

วิธีรักษาแผลน้ำร้อนลวก

1. ประเมินสภาพแผลและทำการรักษาเบื้องต้น

ปิดเครื่องใช้ไฟฟ้าให้เรียบร้อย เพื่อป้องกันการบาดเจ็บเพิ่ม หากแผลไม่รุนแรงมากให้ใช้น้ำเย็นราดลงบนแผลอย่างน้อย 20 นาที ไม่ควรใช้น้ำแข็งกดแช่บริเวณแผล ให้ใช้น้ำเย็นแทน

2. หากแผลที่ถูกน้ำร้อนลวก ครอบคลุมบริเวณเป็นวงกว้าง ไม่ควรนำร่างกายไปแช่ในน้ำ เพราะอาจทำให้คุณสูญเสียความร้อนในร่างกาย และอาจทำให้แผลนั้นแย่ลง

3. ใช้ครีม เจล หรือโฟม ที่ทำให้ผิวเย็นตัวลงพร้อมให้ความชุ่มชื้น จากนั้นปิดแผลด้วยผ้าก๊อต เพื่อป้องกันการกระแทกและปกป้องผิวที่ยังอ่อนแออยู่

4. หมั่นรักษาความสะอาด และดูแลความชุ่มชื้นบริเวณแผล เพื่อให้แผลสมานและฟื้นตัวได้เร็วขึ้น นอกจากนี้หากมีอาการปวดแผลสามารถรับประทานยาแก้ปวดเพื่อบรรเทาอาการได้

5. หลักจากแผลหายสนิท สามารถทาครีมเพื่อลดรอยแผลเป็น ไม่ควรทาในระหว่างที่ยังเป็นแผลสด เพราะอาจทำให้เกิดการระคายเคือง

คำแนะนำ

1. ไม่ควรใช้ยาสีฟัน หรือยาหม่องทาบริเวณแผลน้ำร้อนลวก

2. ในเด็กเล็กและผู้สูงอายุ ไม่ว่าจะมีบาดแผลเล็กหรือใหญ่ ควรพบแพทย์เพื่อทำการรักษา หลังจากการปฐมพยาบาลเบื้องต้นแล้ว เพราะทั้งสองวัยนี้มีความเสี่ยงต่อการที่แผลจะติดเชื้อค่อนข้างสูง แผลที่เกิดควรอยู่ในความดูแลของแพทย์

3. ระมัดระวังภาวะแทรกซ้อน การดูแลความสะอาดของแผล เพื่อป้องกันโรคแทรกซ้อน

4. ช่วงที่มีบาดแผล ควรรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ เช่น เนื้อ นม ไข่ เพื่อเร่งการสร้างเนื้อเยื่อ และควรดื่มน้ำให้มากกว่าปกติ เพื่อรักษาความชุ่มชื้นของบาดแผล และอุณหภูมิของร่างกาย

ดูคลิป “วิธีปฐมพยาบาลแผลถูกน้ำร้อนลวก” https://www.youtube.com/watch?v=aQ7-dCuRznU

ประโยชน์ขึ้นฉ่ายฝรั่ง Celery

ประโยชน์เซเลอรี่ Celery ขึ้นฉ่ายฝรั่ง เอามาปั่น ดื่มได้สุขภาพ

เซเลอรี่เป็นผักสีเขียวชนิดหนึ่งที่มีขนาดลำต้นและก้านใบอวบใหญ่ หรือคนไทยเรียกกันว่า คื่นฉ่ายฝรั่ง มีลักษณะคล้ายคื่นฉ่ายจีนแต่มีกลิ่นฉุนน้อยกว่า ตัวก้านฉ่ำมีปริมาณน้ำสูง ให้พลังงานต่ำ อุดมด้วยเส้นใยอาหาร ซึ่งประโยชน์เซเลอรี่ที่มีต่อสุขภาพจะมีอะไรบ้าง บทความนี้นำมาฝาก 8 ข้อ พร้อมข้อควรระวังที่ควรทราบ

1. แหล่งของสารต้านอนุมูลอิสระ ความเสื่อมของเซลล์ การเจ็บป่วย การอักเสบ ล้วนมีสาเหตุมาจากอนุมูลอิสระทั้งสิ้น หากต้องการต้านหรือกำจัดอนุมูลอิสระ ควรรับประทานอาหารที่มีส่วนช่วยเพิ่มภูมิต้านทานและความแข็งแรงให้แก่เซลล์ ในเซเลอรี่มีวิตามินซี เบต้าแคโรทีน ฟลาโวนอยด์ และมีอะพีจีนีน สารที่ช่วยต้านการอักเสบ ช่วยให้ผ่อนคลายและยับยั้งการเจริญเติบโตของเซลล์มะเร็ง

2. ลดคอเลสเตอรอล สารเอพิจินีนที่อยู่ในเซเลอรี่ มีส่วนช่วยปกป้องและดูแลหัวใจ ช่วยลดคอเลสเตอรอลและความเข้มข้นของไตรกลีเซอไรด์

3. ความดันโลหิตสูง โพแทสเซียมและแคลเซียมที่อยู่ในเซเลอรี่ ช่วยลดความเสี่ยงต่อการเกิดโรคหลอดเลือดหัวใจ ช่วยคลายกล้ามเนื้อหัวใจ และควบคุมความดันให้เป็นปกติ

4. โรคตับ ตับ หนึ่งในอวัยวะที่ช่วยขับพิษและของเสียต่าง ๆ เมื่อตับช่วยทำความสะอาดร่างกายแล้ว เราควรบำรุงและเสริมภูมิต้านทานให้แก่ตับ ในเซเลอรี่มีวิตามินซี วิตามินบี วิตามินเอและธาตุเหล็ก ที่สามารถช่วยฟื้นฟูตับ รักษาสมรรถภาพการทำงานของตับและช่วยให้ตับมีความแข็งแรงมากขึ้น

5. ทำความสะอาดลำไส้ วิธีการกำจัดของเสียออกจากร่างกายที่หลายคนนิยมทำคือ การดีท็อกซ์ หรือล้างลำไส้ให้สะอาด ในเซเลอรี่มีสารไฟตนิวเทรียนท์ หรืออินทรีย์สารจากพืชที่มีประโยชน์ต่อร่างกาย สามารถช่วยดูแลการทำงานของระบบลำไส้ ล้างสารพิษที่ตกค้างในกระแสเลือดและของเสียที่หมักหมมคั่งค้างออกจากลำไส้ได้อย่างง่ายดาย

6. ลดน้ำหนัก เซเลอรี่ 100 กรัม ให้พลังงานเพียง 13 กิโลแคลอรี่และด้วยเส้นใยที่ไม่ละลายน้ำ จะช่วยเพิ่มกากใยอาหารในลำไส้ มีผลทำให้เวลารับประทานเข้าไปแล้วรู้สึกอิ่มไวและอยู่ท้องนานมากขึ้น เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการลดหรือควบคุมน้ำหนัก

7. ปรับสมดุล เพื่อเป็นการรักษาความสมดุลในร่างกาย การรับประทานเซเลอรี่ที่มีแร่ธาตุโซเดียมอยู่นั้น สามารถดูแลและปรับสมดุลความเป็นกรดด่างในเลือดได้เป็นอย่างดี

8. นอนไม่หลับ หากมีอาการนอนไม่หลับ ลองนำเซเลอรี่มาทำเป็นเครื่องดื่มแล้วดื่มก่อนนอน จะช่วยให้ร่างกายรู้สึกผ่อนคลาย อยากนอนและนอนหลับได้ง่ายและไวมากขึ้น เพราะสารประกอบในเซเลอรี่จะออกฤทธิ์คล้ายกับยากล่อมประสาท เมื่อดื่มแล้วจะรู้สึกทำให้อยากพักผ่อน เป็นยานอนหลับจากธรรมชาติที่ไม่มีอันตรายกับระบบประสาทและสมองอย่างแน่นอน

ข้อควรระวัง

  • เซเลอรี่สามารถออกฤทธิ์ในการช่วยลดความดัน จึงไม่เหมาะสำหรับผู้ที่มีความดันโลหิตต่ำ
  • ในเซเลอรี่มีสารไนเตรทค่อนข้างสูง หากรับประทานมากเกินพอดี อาจก่อให้เกิดโรคมะเร็ง และประสิทธิภาพในการทำงานของต่อมไทรอยด์อาจลดลง
  • หากต้องการรับประทาน ควรแน่ใจว่าตนเองไม่ได้มีปัญหาด้านสุขภาพร้ายแรง ควรตัดส่วนบริเวณที่ใกล้กับรากออกไปให้มากที่สุด และในเซเลอรี่ยาฆ่าแมลงค่อนข้างเยอะ ดังนั้นควรล้างทำความสะอาดให้ดีก่อนนำมารับประทาน

ดูคลิป “ประโยชน์เซเลอรี่ Celery ขึ้นฉ่ายฝรั่ง ” https://www.youtube.com/watch?v=zO0QDJ1RzVU

สูตรมะขามเปียกขัดผิวขาว

สูตรขัดผิวด้วยมะขามเปียก แนะนำสูตรสครับขัดผิวขาว ที่นำไปใช้แล้วได้ผลจริง

สูตรที่จะนำเสนอต่อไปนี้ เป็นสูตรที่หลายคนใช้แล้วต่างรีวิวว่าใช้ดี เห็นผลจริง ช่วยให้ผิวที่เคยหมองคล้ำ มีจุดด่างดำ ค่อย ๆ ลดเลือนและหายไปในที่สุด ผิวหน้า ผิวกายจะค่อยๆขาวขึ้นอย่างเป็นธรรมชาติ ปลอดภัย ไม่มีสารอันตรายใด ๆ

ประโยชน์ มะขามเปียกขัดผิว มะขามเปียกมีวิตามินซีและกรด AHA ซึ่งเป็นกรดจากธรรมชาติ ช่วยผลัดเซลล์ผิวให้หลุดอย่างอ่อนโยน เผยผิวใหม่ที่เนียนนุ่ม กระจ่างใส

สูตรที่ 1 ขัดผิวด้วยมะขามเปียก ขมิ้น

สูตรนี้เหมาะสำหรับผู้ที่เป็นสิว ผิวมัน ช่วยฆ่าเชื้อแบคทีเรียต้นเหตุของสิว ลดรอยแผลที่เกิดจากสิวด้วยสารเคอร์คูมินที่อยู่ในขมิ้น

ส่วนผสม มะขามเปียก 50 กรัม ผงขมิ้น ½ ช้อนชา น้ำ 1 ถ้วยตวง

วิธีทำ ต้มน้ำให้เดือดใส่มะขามเปียกลงไป เคี่ยวจนได้น้ำมะขามเปียกเข้มข้น ทิ้งไว้ให้เย็น กรองกากทิ้งนำมาใช้แต่น้ำ ผสมผงขมิ้นลงไป คนให้เข้ากัน แล้วนำมาพอกหน้า ขัดหน้า ขัดตัว ทิ้งงไว้สักครู่แล้วล้างออกให้สะอาด

สูตรที่ 2 ขัดผิวด้วยมะขามเปียก เบคกิ้งโซดา

เบคกิ้งโซดา ช่วยขจัดสิวเสี้ยน ให้สีผิวสม่ำเสมอ และสามารถช่วยขจัดกลิ่นตัวได้อีกด้วย อยากผิวขาว ไม่มีกลิ่นตัว ต้องลองสูตรนี้เลยค่ะ

ส่วนผสม มะขามเปียก 50 กรัม น้ำ 1 ถ้วยตวง เบคกิ้งโซดา 1 ช้อนโต๊ะ น้ำมันหอมระเหย 1-2 หยด(ใส่หรือไม่ใส่ก็ได้)

วิธีทำ ต้มน้ำให้เดือด และใส่เนื้อมะขามเปียกลงไป เคี่ยวจนได้น้ำมะขามเปียกเข้มข้น นำมากรองใช้แต่น้ำ ผสมเบคกิ้งโซดาให้ละลาย ปล่อยทิ้งไว้จนอุ่นๆ และใส่น้ำหอมมันหอมระเหยลงไป แล้วนำไปใช้ขัดผิวให้ทั่วร่างกาย

สูตรที่ 3 ขัดผิวด้วยมะขามเปียก น้ำผึ้ง

สูตรนี้เหมาะสำหรับผิวที่มีริ้วรอย ผิวหย่อนคล้อย ผิวแห้งกร้าน ด้วยวิตามินและสารต้านอนุมูลอิสระที่อยู่ในน้ำผึ้ง จะช่วยฟื้นฟูผิวที่แห้งเสีย ให้กลับมาชุ่มชื่น ตึงกระชับ และลดริ้วรอยเล็กๆได้เป็นอย่างดี

ส่วนผสม มะขามเปียก 50 กรัม แป้งงข้าวโพด 2 ช้อนโต๊ะ น้ำผึ้ง 1  ช้อนโต๊ะ น้ำเปล่า 1 ถ้วยตวง

วิธีทำ  ต้มน้ำให้เดือดและใส่มะขามเปียกลงไปเคี่ยวจนได้น้ำมะขามที่เข้มข้น แยกกากออก นำน้ำที่ได้มาผสมกับน้ำผึ้งและแป้งข้าวโพด คนให้เข้ากัน นำมาขัดพอกให้ทั่วร่างกาย ปล่อยทิ้งไว้สักครู่ แล้วล้างออกให้สะอาด

คำแนะนำ

ไม่ควรใช้สครับขัดผิวมะขามเปียกกับผิวที่ผ่านการโกนขนหรือแว๊กซ์ขนมาก่อน เพราะอาจก่อให้เกิดระคายเคืองแสบแดงได้ เนื่องจากมะขามเปียกมีฤทธิ์เป็นกรด ผู้ที่มีผิวบอบบาง แพ้ง่าย ควรระวังและควรมีการทดสอบอาการแพ้ก่อนใช้ โดยการทาสครับมะขามทิ้งไว้ที่ข้อพับแขน ทิ้งไว้ 3 ชั่วโมง หากไม่มีอาการ ผื่นแพ้ จึงสามารถนำไปใช้ขัดพอกผิวได้

ดูคลิป “สูตรขัดผิวด้วยมะขามเปียก” https://www.youtube.com/watch?v=FQvjhyTy5M0

ประโยชน์มะกรูด

ประโยชน์ใบมะกรูด ผลมะกรูด ผิวมะกรูด โอ้โหสมุนไพรไทย สรรพคุณเยอะขนาดนี้เลยเหรอ

มะกรูดพืชที่สามารถนำมาใช้ประโยชน์ได้แทบทุกส่วนของต้น นิยมนำมาใช้ทำอาหารและทำยาสมุนไพร ซึ่งเมื่อนำส่วนต่าง ๆ มาใช้ประโยชน์จะให้ผลลัพธ์ต่อสุขภาพดังนี้

ประโยชน์ใบมะกรูด

1. ความดันโลหิตสูง ผลที่เกิดจากการมีความดันโลหิตสูง อาจทำให้มีความเสี่ยงต่อโรคหัวใจ โรคหลอดเลือดหัวใจตีบ โรคอัมพาต โรคไต หากเราดูแลความดันให้เป็นปกติ จะสามารถป้องกันอัตราการเสียชีวิตจากโรคเหล่านี้ได้ การใช้ใบมะกรูดสดแบบแก่จำนวน 10 ใบ ต้มกับน้ำเปล่าครึ่งลิตรจนเดือด ทิ้งไว้ให้อุ่น แล้วนำมาดื่มครั้งละ 1 แก้ว เช้าเย็น จะสามารถช่วยลดความดันให้อยู่ในระดับปกติได้

2. ต้านมะเร็ง สารเบต้าแคโรทีนในมะกรูด เมื่อนำมาปรุงเป็นอาหารรับประทาน สามารถช่วยต้านมะเร็งและชะลอการขยายตัวของเซลล์มะเร็งได้

3. ดับกลิ่นคาว สำหรับการทำอาหารบางชนิดอาจเกิดกลิ่นคาวจากวัตถุดิบที่นำมาทำ เช่น ปลา สามารถใช้ใบมะกรูดมาเป็นตัวช่วยในการดับกลิ่นคาวปลาได้

4. กำจัดมอดข้าวสาร ปัญหาของการเก็บข้าวไว้กิน มักเจอมอดข้าวสารเข้ามาแฝงตัวกัดกินทำลายข้าว ทำให้ข้าวหัก มีกลิ่นและเสียหาย วิธีแก้ปัญหานี้ คือ นำใบมะกรูด 3 ใบ ต่อข้าวสาร 1 กิโลกรัม ใส่ลงไปในถังที่เราเก็บข้าว เมื่อมอดได้กลิ่นใบมะกรูดก็จะหนีไป เป็นการกำจัดมอดด้วยวิธีง่ายๆ และยังช่วยให้ข้าวสารมีกลิ่นหอม ไม่เหม็นอับอีกด้วย

ประโยชน์ลูกมะกรูด

1. กำจัดกลิ่นเท้า เมื่อใส่รองเท้าเป็นเวลานาน อาจทำให้เท้าอับและมีกลิ่นเหม็น สามารถใช้ลูกมะกรูด ฝานเป็นแว่นๆ แล้วนำไปผสมน้ำใช้แช่เท้า หรือนำมะกรูดที่หั่นแล้ว มาขัดถูบริเวณเท้า ซอกเล็บ ซอกนิ้วเท้า และฝ่าเท้าให้ทั่ว จะช่วยลดกลิ่นเหม็นและทำให้เท้าเนียนนุ่ม

2. กำจัดปลิง การเดินป่าหรือเข้าไปยังพื้นที่ที่มีปลิงอาศัยอยู่ ควรพกลูกมะกรูดติดไปด้วย เพราะหากฉุกเฉินโดนปลิงเกาะ สามารถใช้น้ำจากลูกมะกรูดบีบและราดใส่บนตัวปลิง วิธีนี้จะทำให้ปลิงหลุดออกอย่างง่ายดาย ไม่เจ็บและไม่ทรมานอีกด้วย

3. ยาสระผม สมัยโบราณนิยมทำยาสระผมจากธรรมชาติ โดยการนำลูกมะกรูดไปเผาไฟ แล้วนำมาคั้นใช้แต่น้ำ นำน้ำที่ได้มาใช้นวดเส้นผมและหนังศีรษะให้ทั่วและล้างออกด้วยน้ำเปล่า สูตรนี้จะช่วยทำให้เส้นผมดกดำ ขจัดรังแค ลดการหลุดร่วงของเส้นผม อีกทั้งยังทำให้ผมสลวยเงางาม มีน้ำหนักจัดทรงง่าย

4. ดับกลิ่นห้องน้ำ หากต้องการความสดชื่น หรือดับกลิ่นห้องน้ำสามารถใช้ลูกมะกรูดหั่นเป็นแว่น แล้วนำไปวางในห้องน้ำ จะสามารถช่วยสร้างบรรยากาศความสดชื่นให้กับห้องน้ำ และลดกลิ่นไม่พึงประสงค์ได้เป็นอย่างดี

5. แก้ไอ คออักเสบ เจ็บคอ วิธีทำยาแก้ไอด้วยตนเอง ใช้มะกรูดสดล้างให้สะอาด และนำมาวางเรียงในโหลแก้วประมาณ 2 ใน 3 ส่วนของโหล จากนั้นใส่น้ำตาลทรายแดง 1  ส่วน ไม่ต้องเติมน้ำ ปิดฝาให้สนิท เก็บไว้  1 เดือนขึ้นไปถึงจะนำมาใช้งานได้ เมื่อมีอาการไอหรือเจ็บคอ ให้กรองน้ำในโหลมาใช้จิบแก้อาการ จะช่วยบรรเทาให้อาการดีขึ้น

ประโยชน์ ผิวมะกรูด

1. แก้เครียด ด้วยกลิ่นหอมมีเอกลักษณ์เฉพาะตัวของผิวมะกรูดที่มีน้ำมันหอมระเหยอยู่นั้น เมื่อนำมาสูดดมจะสามารถช่วยบรรเทาความเครียดได้ ช่วยให้รู้สึกผ่อนคลายและสดชื่นมากขึ้น

2. ขับพิษ การขับของเสียออกจากร่างกายสามารถทำได้หลายวิธี การขับพิษผ่านทางผิวหนังก็เป็นอีกหนึ่งวิธีที่จะช่วยให้คุณรู้สึกสบายตัว ตัวเบามากขึ้น การนำมะกรูดมาเป็นส่วนหนึ่งของการอบตัวหรืออบซาวน่า สามารถชาวยปรับสมดุลในร่างกาย พร้อมกับขับสารพิษ และของเสียที่คั่งค้างใต้ผิวหนังให้ออกมาได้

3. ไล่ยุง กลิ่นหอมของมะกรูดที่อยู่บริเวณผิวหรือเปลือกมะกรูด มีประโยชน์สามารถนำมาใช้ไล่ยุงได้ โดยการนำเปลือกมะกรูดมาตากแดดให้แห้งสนิท และนำไปใช้จุดไฟไล่ยุง สามารถใช้แทนยากันยุงแบบเคมี ปลอดภัยและใช้ได้ผลดีไม่แพ้กันเลย

จะเห็นได้ว่ามะกรูดสามารถนำมาใช้ประโยชน์ได้หลากหลาย แต่อย่างไรก็ตาม สำหรับผู้ป่วยโรคเบาหวานควรระมัดระวังในการบริโภค เพราะสารประกอบบางชนิดในมะกรูดอาจส่งผลต่อระดับน้ำตาลในเลือด โดยอาจทำให้ลดลงมากกว่าระดับปกติ นอกจากนี้การนำมาใช้งานกับเส้นผมหรือหนังศีรษะ ควรเลือกใช้มะกรูดแบบอินทรีย์หรือปลอดสาร และไม่ควรใช้ในขณะที่หนังศีรษะมีบาดแผลหรือรอยถลอก เพราะอาจก่อให้เกิดอาการแสบที่หนังศีรษะได้

ดูคลิปประโยชน์มะกรูด https://www.youtube.com/watch?v=tma-LBChDpk

ผงนัวใช้แทนผงชูรส

ผงนัว ใช้แทนผงชูรสทำเองไม่ยุ่งยาก แถมได้ประโยชน์จากสมุนไพร

กระแสการรับประทานอาหารเพื่อสุขภาพในปัจจุบันกลับมาได้รับความนิยมอีกครั้ง มันไม่ใช่แค่เมนูอาหาร เนื้อสัตว์ หรือผัก ที่ต้องเลือกใช้ในการปรุงเพื่อให้ได้ประโยชน์สูงสุดต่อร่างกายแต่รวมไปถึงเครื่องปรุงที่นำมาใช้ด้วย ในบทความนี้จะขอเสนอวิธีทำผงนัว หรือผงปรุงรสที่ใช้แทนผงชูรส ไปดูสูตรกันเลยค่ะ

วัตถุดิบ

ตะไคร้ ใบมะกรูด ใบเตย รากหม่อนหรือใบหม่อน อย่างละ 1 กิโลกรัม

ขิง 2 กิโลกรัม พริกไทย 0.5 กิโลกรัม ขมิ้นชันพอประมาณ

วิธีทำ นำส่วนผสมทั้งหมดมาล้างให้สะอาด พักไว้ให้สะเด็ดน้ำ แล้วนำมาหั่นซอยเป็นชิ้นเล็ก ๆ แล้วนำไปตากแดดให้แห้ง หรือหากไม่มีแดดใช้เตาอบ อบให้แห้งสนิทและนำมาบดให้ละเอียด ผสมให้เข้ากันแล้วเก็บใส่โหลหรือกระปุกสุญญากาศ

วิธีใช้ ใช้นำมาปรุงรสแทนการใช้ผงชูรสในการประกอบอาหารได้ทุกประเภท ไม่ว่าจะเป็น ย่าง ทอด ผัด อบ นึ่ง หมัก ต้ม

สำหรับสูตรนี้นอกจากจะได้ความอร่อย รสชาติที่กลมกล่อม ก็ยังได้สรรพคุณต่าง ๆ จากพืชสมุนไพรที่นำมาใช้ เช่น ช่วยลดอาการท้องอืด ขับลม ทำให้ระบบการย่อยอาหารดีขึ้น ลดการบวมและการอักเสบของเซลล์ สร้างภูมิต้านทานให้แก่อวัยวะต่าง ๆ เป็นต้น หากต้องการดูแลสุขภาพควรเริ่มจากอาหารการกิน วัตถุดิบที่ใช้ และเครื่องปรุง เมื่อเลือกใช้วัตถุดิบจากธรรมชาติ ปรุงแต่งให้น้อยที่สุด ก็ให้ผลข้างเคียงที่น้อยกว่าการใช้สารเคมีสังเคราะห์ ถ้าจะให้ดี ปลูกเอง ทำเอง ปลอดภัย ดีต่อใจและสุขภาพอย่างแน่นอน

ขอขอบคุณสูตรผงนัวจากคุณสมาน พันธ์วิไล ประธานกลุ่มวิสาหกิจชุมชน จังหวัดศรีสะเกษ ผู้เชี่ยวชาญด้านการใช้สมุนไพรพื้นบ้านที่แนะนำสูตรดี ๆ

ดูคลิป “วิธีทำผงนัว” https://www.youtube.com/watch?v=uYc5leF-rYg

superfood

Superfood สำหรับคนอายุ 30 ปีขึ้นไป อาหารง่ายๆ แต่ได้ประโยชน์

เซลล์ในร่างกายของมนุษย์อยู่ได้ด้วยสารอาหาร วิตามิน แร่ธาตุที่เรารับประทานเข้าไป เซลล์สามารถเพิ่มจำนวนมากขึ้น และเสื่อมสลายลดลงได้ตามรูปแบบการใช้ชีวิตประจำวันและอาหารการกิน หลายคนมักมีปัญหาเรื่องของสุขภาพในช่วงอายุ 30 ปีขึ้นไป ทั้งนี้ก็มีเหตุมาจากการเสื่อมสภาพของเซลล์ที่มีอยู่นั่นเอง แล้วจะทำอย่างไรให้เซลล์ในร่างกายทำงานได้ตามปกติ หรือยืดอายุของเซลล์ ทำให้เซลล์แข็งแรง มีภูมิต้านทานต่อสู้กับอนุมูลอิสระและเชื้อโรคต่าง ๆ บทความนี้รู้ไว้ดอทคอมขอเสนอ 10 Superfood อาหารที่ช่วยดูแลสุขภาพสำหรับคนอายุ 30 ปีขึ้นไป

1. แอ๊ปเปิ้ล แอ๊ปเปิ้ลผลไม้ที่ช่วยควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด ความดันโลหิตและคอเลสเตอรอล อุดมด้วยวิตามินซี ใยอาหาร โพแทสเซียมและสารต้านอนุมูลอิสระ

2. แครอท มีเบต้าแคโรทีน เส้นใย วิตามินเอ วิตามินซี วิตามินอี วิตามินเค และแร่ธาตุโพแทสเซียม ทองแดง เหล็ก แมงกานีส ดูแลสุขภาพตั้งแต่สายตา สุขภาพในช่องปาก ระบบหัวใจและหลอดเลือด สร้างภูมิคุ้มกันให้แก่เซลล์และช่วยป้องกันโรคมะเร็ง

3. บีทรูท พืชประเภทหัวที่มีสารแอนโธไซยานิน ช่วยต้านอนุมูลอิสระ ป้องกันความเสื่อมให้กับเซลล์ในร่างกาย ลดการสะสมไขมันและการอุดตันของหลอดเลือด ขับล้างสารพิษ และลดอาการบวมอักเสบของร่างกาย

4. บลูเบอรี่ ผลไม้ลูกจิ๋วที่ช่วยต้านอนุมูลอิสระ ยับยั้งการเจริญเติบโตของเซลล์มะเร็ง บำรุงระบบประสาทและสมอง ป้องกันโรคอัลไซเมอร์ อีกทั้งยังช่วยให้ระบบขับถ่ายทำงานได้เต็มประสิทธิภาพ ลดปัญหาอาหารไม่ย่อยและอาการท้องผูก

5. ถั่ว การรับประทานไขมันที่ดีถือเป็นเรื่องที่สำคัญ เพราะอวัยวะและเซลล์ของเราต้องการไขมันมาช่วยในการดูแลระบบภายในร่างกาย ให้ทำงานอย่างเหมาะสมตามหน้าที่ของอวัยวะนั้น ๆ ในถั่วมีไขมันที่ดีที่เหมาะแก่การต้านการอักเสบจากอนุมูลอิสระ ลดคอเลสเตอรอล กำจัดไขมันเลว ดูแลระบบเผาผลาญและฮอร์โมน ลดการกินจุกจิก ชะลอการดูดซึมของสารอาหารที่จะเข้าสู่กระแสเลือด

6. ดาร์คช็อคโกแลต คุณสามารถกินช็อคโกแลตพร้อมกับมีสุขภาพที่ดีได้ด้วยการกินดาร์คช็อคโกแลตะวันละ 30 กรัมต่อวัน จะสามารถช่วยปรับปรุงการทำงานของระบบสมอง ลดความเครียด ช่วยให้คุณมีอารมณ์ที่สมดุล ไม่แปรปรวนหรือหงุดหงิดง่าย ช่วยซ่อมแซมเซลล์ผิวที่ได้รับความเสียหายจากแสงแดด อีกทั้งยังช่วยให้เลือดและออกซิเจนไหลเวียนบริเวณเส้นผมและหนังศีรษะได้ดีขึ้น

7. ข้าวโอ๊ต อาหารง่าย ๆ แต่ได้คุณประโยชน์สูง อุดมด้วยโปรตีน ใยอาหาร วิตามิน และแร่ธาตุต่างๆ ช่วยในการเพิ่มเส้นใยให้กับลำไส้ บรรเทาอาการท้องผูก เป็นอาหารที่ย่อยง่าย สามารถนำสารอาหารมาใช้เป็นพลังงานได้อย่างรวดเร็ว นิยมรับประทานในกลุ่มคนที่ต้องการควบคุมน้ำหนัก เนื่องจากชะลอการย่อยอาหารและช่วยให้อิ่มท้องได้นาน

8. อะโวคาโด สารอาหารที่อยู่ในอะโวคาโด มีคุณสมบัติช่วยต้านอนุมูลอิสระ ชะลอความเสื่อมของเซลล์ เป็นกรดไขมันชนิดไม่อิ่มตัว ช่วยลดคอเลสเตอรอลในเส้นเลือด และปกป้องหัวใจ นอกจากนี้ยังช่วยบำรุงผิวให้เปล่งปลั่งสุขภาพดี ด้วยวิตามินและแร่ธาตุที่อยู่ในเนื้ออะโวคาโด โดยจะพบสารอาหารมากในบริเวณเนื้อสีเขียวเข้มที่ติดอยู่บริเวณใต้เปลือก

8 Superfood ที่กล่าวมาแล้วนั้น มิได้จำเป็นว่าจะต้องมีอายุ 30 ปีขึ้นไปเท่านั้นถึงจะรับประทานได้ หากต้องการมีสุขภาพดี และต้องการปล่อยให้อายุเป็นเพียงตัวเลข ก็ควรเลือกรับประทานอาหารให้เหมาะสมตามหลักโภชนาการ และอย่าลืมปัจจัยอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องไม่ว่าจะเป็นการออกกำลังกาย อารมณ์ การพักผ่อน ปรับให้สมดุลกับการใช้ชีวิต เพียงเท่านี้ก็จะช่วยให้คุณมีสุขภาพดีได้ตลอดทุกช่วงอายุเลยหล่ะค่ะ

ดูคลิป “superfood ซุปเปอร์ฟู๊ด อาหารบำรุงร่างกาย” https://www.youtube.com/watch?v=qnOLV8G4wkY

ประโยชน์เมล็ดองุ่น

เมล็ดองุ่น ประโยชน์ดี ๆ อัดแน่นเต็มเมล็ดที่ควรลอง

เมล็ดองุ่นอุดมด้วยสารต้านอนุมูลอิสระ กรดฟีโนลิก แอนโธไซยานิน ฟลาโวนอยด์ และคอมเพล็กซ์ หรือ OPCs ปกป้องร่างกายจากความเสียหายต่อเนื้อเยื่อ ลดการอักเสบและป้องกันโรค อีกทั้งยังมีประโยชน์ต่อร่างกายในด้านอื่น ๆ อีก ดังนี้

1. เร่งสร้างคอลลาเจน หากต้องการดูแลผิวให้กระชับ ลดริ้วรอย การรับประทานเมล็ดองุ่นสามารถตอบโจทย์ในข้อนี้ได้ดี เนื่องจากเมล็ดองุ่นสามารถกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนในผิว ส่งเสริมการทำงานของหลอดเลือด เส้นเลือดฝอย ลดความเสี่ยงต่อการแข็งตัวของหลอดเลือด และซ่อมแซมผิวหนังส่วนที่มีปัญหา

2. ปกป้องดวงตา สารต้านอนุมูลอิสรที่พบในเมล็ดองุ่น ช่วยปกป้องดวงตาจากความเสียหายที่เกิดจากอนุมูลอิสระ ช่วยดูแลเซลล์จอประสาทตาและช่วยลดอาการตาพร่ามัว บำรุงสายตาให้มองเห็นได้ชัดเจนมากขึ้น ป้องกันการเกิดต้อกระจก

3. ลดความเสี่ยงโรคหัวใจ หัวใจหนึ่งในอวัยวะที่เรามักมองข้ามถึงความใส่ใจในการดูแล อาจเป็นเพราะมันอยู่ด้านในของร่างกายและไม่สามารถมองเห็นได้ด้วยตาเปล่า แต่อย่างไรก็ตามหัวใจก็เป็นส่วนสำคัญที่ทำให้เราสามารถมีชีวิตอยู่ได้ จึงควรบำรุงและดูแลสุขภาพของหัวใจให้ทำงานได้อย่างปกติ ในเมล็ดองุ่นสามารถออกฤทธิ์ต้านการจับตัวของเกล็ดเลือดและหินปูนในหลอดเลือดจึงช่วยลดความเสี่ยงต่อโรคหัวใจได้

4. ดูแลน้ำหนัก สารสกัดจากเมล็ดองุ่น สามารถยับยั้งการสะสมของไขมันและลดระดับการดูดซึมไขมันในร่างกาย ช่วยส่งเสริมการทำงานของระบบเผาผลาญ ยิ่งหากควบคุมแคลอรี่ของอาหารคู่กันไปด้วย จะช่วยส่งผลดีต่อตัวเลขบนตาชั่ง

5. ลดความเครียด แน่นอนว่าอนุมูลอิสระเป็นตัวการทำลายสุขภาพ เมื่อคุณมีความเครียด อนุมูลอิสระจะถูกปล่อยออกมาในอวัยวะต่าง ๆ การรับประทานสารสกัดจากเมล็ดองุ่นเป็นประจำ สามารถช่วยให้ร่างกายหลั่งสารต้านอนุมูลอิสระออกมาต่อสู้กับอนุมูลอิสระ

6. ลดอาการบวมน้ำ การเก็บกักของเหลวส่วนเกินไว้ในร่างกาย อาจทำให้มีอาการบวมน้ำ และอาจทำให้ความมั่นใจลดลงได้ การรับประทานเมล็ดองุ่นสามารถช่วยป้องกันและลดอาการบวมน้ำได้ ด้วยการควบคุมความสมดุลของของเหลวระหว่างเซลล์และเนื้อเยื่อต่าง ๆ

7. กระตุ้นการทำงานของสมอง สมองอวัยวะที่ทำงานตลอดเวลาแม้ในขณะหลับ บางคนใช้งานสมองหนักหรือเมื่อถึงวัยเซลล์ในสมองก็อาจเสื่อม หรือมีพัฒนาการที่ถดถอยลง นอกจากนี้อาจทำให้มีความเสี่ยงต่อโรคอัลไซเมอร์และโรคประสาทเสื่อม เราสามารถบำรุงสมองเพื่อป้องกันและกระตุ้นการทำงานของสมอง ให้ทำหน้าที่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ด้วยการรับประทานเมล็ดองุ่น เป็นการลดความเสี่ยงต่อโรคและอาการบางอย่าง ที่อาจเกิดกับระบบสมอง

รับชมคลิป “ประโยชน์เมล็ดองุ่น” https://www.youtube.com/watch?v=s6dtTj3oZL8

ประโยชน์อัญชัน

ประโยชน์อัญชัน ไม่ได้มีดี เป็นแค่น้ำสมุนไพร

ดอกไม้สีน้ำเงินที่ปลูกง่าย ไม่ต้องการการดูแลมาก อีกทั้งยังให้ร่มเงาและประโยชน์ใช้สอยจากดอกของมัน หลายคนปลูกไว้แต่มิได้นำมาใช้ แต่หากฟังบทความนี้จบคุณจะรู้จักอัญชันมากขึ้นจนอยากจะนำอัญชันมาใช้ประโยชน์ทุกวัน พร้อมแล้วไปชมรายละเอียดกันเลย

1. บำรุงสมอง เมื่อายุมากขึ้นสมองอาจสูญเสียความทรงจำและมีปัญหาในด้านอื่นๆตามมา ดอกอัญชันมีสารอะซิทิลคอลีน ที่ช่วยกระบวนการการทำงานของสมอง ช่วยพัฒนาความสามารถในการคิด ระบบความทรงจำ การสื่อสาร กระตุ้นการเรียนรู้และระบบการทำงานของสมอง

2. ต่อสู้โรคมะเร็ง สารไซโคลไทด์ในดอกอัญชันมีเปปไทด์ที่มีประโยชน์ในการต่อต้านเนื้องอก ยับยั้งการเจริญเติบโตของเซลล์มะเร็ง

3. บรรเทาอาการปวดหัว หากมีอาการปวดศีรษะและต้องการหลีกเลี่ยงการกินยา ลองชงน้ำดอกอัญชันอุ่นๆดื่มดูสักแก้ว สารแอนโทไซยานินในดอกอัญชัน จะช่วยกระตุ้นการไหลเวียนของเลือด ส่งผลให้ระบบเลือดทำงานได้คล่องตัวขึ้น เมื่อเลือดหล่อเลี้ยงเซลล์ได้ดีขึ้น อาการปวดหัวก็จะบรรเทาและลดลงตามลำดับ

4. แก้เมื่อย ลดอาการปวด กล้ามเนื้อของเรานั้นหากมีการใช้งานอย่างหนัก อาจส่งผลให้เกิดอาการปวดเมื่อย สารเทอร์นาทินส์ในดอกอัญชัน มีส่วนช่วยในการรวมตัวของเกล็ดเลือด คลายกล้ามเนื้อและลดอาการปวดกล้ามเนื้อได้ดี

5. ไขมันอุดตัน ภาวะไขมันอุดตันในเส้นเลือด ส่งผลกระทบต่อโรคร้ายหลายชนิด เช่น โรคหัวใจ โรคเกี่ยวกับเส้นเลือด สารต้านอนุมูลอิสระในดอกอัญชัน ช่วยชะลอความเสื่อมของเซลล์ในร่างกาย ป้องกันการทำปฏิกิริยาของไขมันต่อเส้นเลือด

6. บำรุงดวงตา สารแอนโธไซยานินนอกจากจะบรรเทาอาการปวดหัวได้ดีแล้ว ยังช่วยเพิ่มประสิทธิภาพของการมองเห็น ช่วยเพิ่มการไหลเวียนของหลอดเลือดเล็ก ๆ ในดวงตา ช่วยให้เลือดไหลเวียนมาเลี้ยงดวงตาได้ดีมากขึ้น อีกทั้งยังสามารถป้องกันอาการตาเสื่อมจากโรคเบาหวาน โรคต้อกระจก และโรคต้อหิน

7. ดูแลเส้นผม การนำดอกอัญชันมาคั้นน้ำ แล้วนำมาใช้ทาบริเวณที่ผมร่วง จะช่วยกระตุ้นให้เกิดการงอกใหม่ของเส้นผม อีกทั้งยังกระตุ้นการทำงานของเลือดบริเวณหนังศีรษะ ส่งผลให้ผมที่ขึ้นใหม่ดกดำ เงางาม

 7 ประโยชน์จากอัญชันที่ได้กล่าวมานั้น ดูแลสุขภาพตั้งแต่เส้นผม สมอง ดวงตา เส้นเลือด หัวใจ เรียกได้ว่าปลูกอัญชันไว้ต้นเดียว ก็สามารถดูแลร่างกายได้แทบทุกส่วนเลยทีเดียว ใครยังไม่มีปลูกไว้ ต้องหามาปลูกกันแล้วหล่ะค่ะ

ดูคลิปประโยชน์อัญชัน https://www.youtube.com/watch?v=xwd1_a4MAU8

ประโยชน์ควินัว

5 ประโยชน์ควินัว ธัญพืชคุณค่าสูง รักสุขภาพขาดไม่ได้

ควินัว ซุปเปอร์ฟูด เป็นธัญพืชเทียมไม่ขัดสี ทางเลือกใหม่สำหรับคนรักสุขภาพ มีเนื้อที่นิ่มแต่กรุบกรอบ ปราศจากกลูเตน มีลักษณะเม็ดเล็กและมีหลากหลายสี ให้รสชาติที่แตกต่างกันตั้งแต่รสขมไปจนถึงรสหวาน สามารถใช้ทำเป็นซุปข้นหรือโจ๊กหรือใส่ในสลัดก็ได้ ในบทความนี้จะขอเสนอรายละเอียดและประโยชน์ของควินัวให้คุณได้รู้จักมากขึ้น

1. โปรตีนสูง สำหรับผู้ที่ควบคุมอาหารแต่ต้องการโปรตีนที่ช่วยเสริมสร้าง ซ่อมแซมร่างกาย แต่มิได้ต้องการกินเนื้อสัตว์สามารถกินควินัวทดแทนได้ ควินัวมีกรดอะมิโนที่จำเป็นและให้โปรตีนสูง เหมาะแก่การกินทดแทนหรือสลับกับการกินเนื้อประเภทอื่นได้เป็นอย่างดี

2. ลดความเสี่ยงโรคร้าย สารต้านอนุมูลอิสระในควินัว ช่วยลดความเสี่ยงต่อการเป็นโรคร้ายต่าง ๆ เช่น มะเร็ง หัวใจ กำจัดอนุมูลอิสระสาเหตุของการป่วยและการอักเสบต่าง ๆ ในร่างกาย

3. แพ้นม การบำรุงกระดูกและฟัน มิได้จำกัดแค่การดื่มนมเท่านั้น บางคนก็มีอาการแพ้นม คุณสามารถรับประทานควินัว เพื่อให้ได้รับแคลเซียมที่ใช้ในการบำรุงกระดูกและฟันให้แข็งแรงได้

4. ท้องผูก การขับถ่ายของเสีย ถือเป็นการลดพิษและของเสียที่คั่งค้างอยู่ให้ถูกกำจัดออกไป หากคุณท้องผูกเป็นเวลาหลายวัน จะทำให้เกิดการสะสมของพิษ และอาหารเก่าตกค้างในลำไส้ ส่งผลให้เลือดไม่สะอาด ลำไส้ทำงานได้ไม่ดีเท่าที่ควร การดูดซึมสารอาหารจะไม่มีประสิทธิภาพ การรับประทานควินัวมีส่วนช่วยให้ระบบย่อยและการขับถ่ายเป็นไปตามปกติ ช่วยให้ลำไส้บีบรัดตัว และขับเคลื่อนของเสียได้ง่ายขึ้น

5. โรคประจำตัว ผู้ที่ป่วยเป็นโรคเบาหวาน โรคไขมันอุดตันในเส้นเลือด คอเลสเตอรอลสูง โรคเหล่านี้ควรเลือกรับประทานอาหารเป็นพิเศษ เพื่อป้องกันมิให้อาการของโรคมีความรุนแรงมากขึ้น ควินัวมีสารอาหารที่สามารถช่วยลดคอเลสเตอรอลและไตรกลีเซอไรด์ เมื่อรับประทานเป็นประจำจะส่งผลดีต่อระดับน้ำตาลในเลือด เป็นการลดความเสี่ยงต่อภาวะแทรกซ้อนต่าง ๆ ได้

วิธีรับประทานควินัวให้อร่อย

เพื่อให้ได้รสที่อร่อย ควรล้างควินัวก่อนนำมาปรุงอาหารทุกครั้ง เพื่อลดกลิ่นและสารซาโปนินส์ หรือสารที่ให้รสขม และเวลานำมากินอาจนำไปผสมใส่ในสลัด หรือหุงผสมกับข้าวกล้องหรือข้าวอื่น ๆ และไม่ควรใช้เวลาในการหุงนาน เนื่องจากควินัวค่อนข้างสุกเร็ว ใช้เวลาประมาณ 20 นาทีก็เพียงพอแล้ว นอกจากนี้หากหุงควินัวสุกแล้วและรับประทานไม่หมดในวันนั้น  เมื่อควินัวเย็นตัวลงแล้วสามารถเก็บไว้ในตู้เย็น และนำออกมาอุ่นใหม่อีกครั้งได้หากต้องการรับประทานในครั้งต่อไป แต่ทั้งนี้ควรรับประทานให้หมดภายใน 3-5 วัน อัตราส่วนในการหุงเพื่อความอร่อย ควินัว 1 ส่วนและน้ำ 2 ส่วน ซึ่งก่อนหุงอย่าลืมนำไปแช่น้ำก่อนทุกครั้ง เพียงเท่านี้ก็จะได้ควินัวอร่อยๆ กรุบๆกรอบๆ พร้อมสารอาหารแบบจัดเต็มในการบำรุงร่างกายแล้วหล่ะค่ะ

ประโยชน์ควินัวฟังดูแล้วดีต่อสุขภาพมากมาย ใครอยากสุขภาพดี แข็งแรงและบรรเทาอาการของโรคประจำตัว ลองเปลี่ยนจากกินข้าวขาว มากินควินัวแทนดู กินต่อเนื่องเป็นประจำ คุณจะสามารถเห็นถึงความเปลี่ยนแปลงของร่างกายได้อย่างแน่นอน

ดูคลิปประโยชน์ควินัว https://www.youtube.com/watch?v=o0SJEnL4Q-E

ประโยชน์ผักหวานป่า

ประโยชน์ผักหวานป่า ผักพื้นบ้านธรรมดาๆ สรรพคุณขึ้นหิ้ง

ผักพื้นบ้าน รสชาติดีและอร่อย มีให้กินในช่วงเดือนกุมภาพันธ์ถึงเมษายน เมื่อก่อนอาจต้องหาเก็บตามป่า แต่ปัจจุบันสามารถปลูกได้เองหากมีเมล็ดพันธุ์ ซึ่งผักหวานป่ากับผักหวานบ้านนั้นมิใช่ผักชนิดเดียวกัน และมิใช่พืชในตระกูลเดียวกัน เพียงแต่มีชื่อเรียกที่คล้ายกัน สำหรับบทความนี้ขอเสนอเรื่องราวของผักหวานป่าในแง่มุมด้านประโยชน์ต่อสุขภาพ จะมีอะไรบ้าง ไปดูทั้ง 6 ข้อพร้อมกันเลย

1. ผักหวานป่าคุณค่าทางอาหารสูง ผักหวานป่าอุดมด้วยโปรตีน เส้นใย วิตามินและแร่ธาตุ อีกทั้งยังเป็นแหล่งรวมของเบต้าแคโรทีน วิตามินเอ วิตามินซี และสารฟีนอลิก ช่วยต้านอนุมูลอิสระ ลดสาเหตุของการเกิดโรคต่าง ๆ

2. บำรุงสายตา การใช้สายตาในที่มืดเป็นประจำมีส่วนทำให้สายตามีความล้าและอาจเกิดปัญหาเกี่ยวกับการมองเห็น สารเบต้าแคโรทีนในผักหวานป่า สามารถช่วยดูแล ฟื้นฟูดวงตาและบำรุงสายตาให้อยู่ในสภาพพร้อมใช้งานอยู่เสมอ

3. ยาระบายอ่อนๆ หลายคนมีความเชื่อว่าท้องผูกต้องกินยาระบายเท่านั้น อันที่จริงแล้ว เพียงรับประทานผักหวานป่าในเมนูใดก็ได้เป็นประจำก็สามารถแก้ไขปัญหานี้ได้ ด้วยไฟเบอร์ที่อยู่ในผักชนิดนี้ มีฤทธิ์เป็นยาระบายอ่อนๆ ช่วยในการขับถ่ายและบีบตัวของลำไส้ กระตุ้นให้ลำไส้ทำงานโดยมิต้องพึ่งพายาถ่าย

4. กระดูกและฟันแข็งแรง แหล่งของแคลเซียมนอกเหนือจากนมแล้ว ยังสามารถพบได้ในผักหวานป่า แคลเซียมและฟอสฟอรัสในผักหวานป่า สามารถดูแลกระดูกและฟันให้แข็งแรง ลดการเปราะหรือแตกหักของกระดูก ส่งเสริมการยืดและหดตัวของกล้ามเนื้อบริเวณกระดูกและฟัน

5. เหน็บชา อาการเหน็บชา ส่วนหนึ่งคือร่างกายขาดวิตามินบี บางคนก็อาศัยกินวิตามินเสริม แต่หากต้องการเลี่ยงการกินยา สามารถรับประทานผักหวานป่าที่อุดมด้วยวิตามินบีที่ช่วยลดและป้องกันอาการเหน็บชาได้

6. ลดความอ้วน หลักการลดน้ำหนักให้ได้ผล คือกินแล้วต้องรู้จักนำออกมาใช้เป็นพลังงาน หากกินแล้วไม่สามารถนำพลังงานออกมาใช้ ก็อาจส่งผลให้เกิดการสะสมของไขมันส่วนเกินตามอวัยวะต่าง ๆ ของร่างกาย ผักหวานป่า 1 ขีดให้พลังงานต่ำเพียง 39 กิโลแคลอรี่ อุดมด้วยคุณค่าทางสารอาหาร เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการควบคุมน้ำหนักพร้อมกับต้องการประโยชน์ทางโภชนาการไปพร้อม ๆ กัน

และทั้ง 6 ข้อนี้คือประโยชน์ของผักหวานป่าที่มีต่อสุขภาพ อย่างไรก็ตามควรล้างผักให้สะอาดและนำมาปรุงให้สุก เพราะหากรับประทานแบบสดในปริมาณมาก อาจก่อให้เกิดอาการเมาละอาเจียนได้ นอกจากนี้ต้นผักหวานป่ายังมีลักษณะที่คล้ายกับต้นขี้หนอนและต้นเสน หากหยิบผิดนำมารับประทานอาจก่อให้เกิดอาการคลื่นไส้ อาเจียน มึนงง หมดสติ และรุนแรงถึงขั้นเสียชีวิตได้ ก่อนเด็ดมาทำอาหารควรสังเกตและดูให้แน่ใจว่าที่หยิบมานั้นเป็นผักหวานป่าจริง ๆ

ดูคลิปประโยชน์ผักหวานป่า https://www.youtube.com/watch?v=iMjf-48lL1E

รูปภาพผักหวานป่าจาก https://th.wikipedia.org/wiki/