6 ประโยชน์ของน้ำมันรำข้าว สุดยอดสารต้านอนุมูลอิสระ

น้ำมันรำข้าวเป็นน้ำมันพืชที่ผู้คนนับล้านทั่วโลกนิยมใช้ในการปรุงอาหาร น้ำมันรำข้าวสกัดจากจมูกข้าวและเปลือกของเมล็ดข้าว มีจุดหลอมเหลวสูงมากจึงเป็นเหตุผลที่นิยมใช้ในการปรุงอาหารที่ต้องการอุณหภูมิสูง เช่นการผัดและการทอด ประเทศที่นิยมใช้กันมากที่สุดในแถบเอเชียคือ ญี่ปุ่นและจีน เนื่องจากข้าวเป็นอาหารหลักในประเทศของพวกเขา แต่อย่างไรก็ตามน้ำมันรำข้าวในส่วนอื่นๆของโลกก็กำลังได้รับความนิยมเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ ด้วยคุณประโยชน์ที่มากมาย แต่ราคาค่อนข้างต่ำ จึงได้รับการยอมรับอย่างง่ายดาย

ประโยชน์น้ำมันรำข้าว สรรพคุณดีจนต้องบอกต่อ

น้ำมันรำข้าวได้รับการยกย่องในคุณสมบัติที่ยอดเยี่ยมว่ามีวิตามินอีสูง ความสมดุลของกรดไขมันที่เหมาะสม ความสามารถในด้านการต้านอนุมูลอิสระและลดคอเลสเตอรอล อีกทั้งยังมีผลต่อร่างกายที่ยอดเยี่ยมในด้านอื่นๆอีก ตามรายละเอียดดังต่อไปนี้

1.  ดูแลปัญหาเกี่ยวกับวัยหมดประจำเดือน

มีการวิจัยเกี่ยวกับสารสกัดจากน้ำมันรำข้าวที่มีต่อผู้หญิงวัยหมดประจำเดือนว่า 90% ของผู้หญิงที่ทานอาหารเสริมจากสารสกัดน้ำมันรำข้าว จะช่วยลดความร้อนของร่างกายและอาการระคายเคืองอื่นๆของวัยหมดประจำเดือนได้มากกว่าผู้ที่ไม่ได้รับประทาน

แต่ถ้าหากใครที่มีปัญหาปวดประจำเดือน เราขอแนะนำ

[related-post id=”20742″]

[related-post id=”599″]

[related-post id=”542″]

2.  ควบคุมคอเลสเตอรอล

องค์การอนามัยโลกและสมาคมโรคหัวใจประเทศสหรัฐอเมริการะบุว่า น้ำมันรำข้าวมีส่วนประกอบของไขมันไม่อิ่มตัวเชิงเดี่ยว ไขมันไม่อิ่มตัวเชิงซ้อน และไขมันอิ่มตัวที่ดีที่สุด เมื่อเทียบกับน้ำมันพืชชนิดอื่นทั้งหมด ความสมดุลของกรดไขมันนี้ หมายความว่าระดับคอเลสเตอรอลในร่างกายของคุณสามารถลดลงได้จริง เนื่องจากจะช่วยยับยั้งการเกาะติดของคอเลสเตอรอลที่ไม่ดีในร่างกาย ลดปัญหาโรคหลอดเลือดและการเต้นผิดจังหวะของหัวใจได้ รู้อย่างนี้แล้ว เราลองเปลี่ยนน้ำมันปรุงอาหารกันดีไม๊คะ อาจจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพหัวใจของเราให้มีสุขภาพที่ดีขึ้นได้

[related-post id=”861″]

3.  ป้องกันโรคมะเร็ง

น้ำมันรำข้าวอุดมด้วยวิตามินอีและสารประกอบโอรีซานอล Oryzanol เป็นสารธรรมชาติที่มีคุณค่าทางโภชนาการสูงพบในน้ำมันรำข้าวเท่านั้น และเป็นสารที่มีคุณสมบัติคล้ายกับกับวิตามินอีในด้านการต้านอนุมูลอิสระ ช่วยทำให้อนุมูลอิสระในร่างกายเป็นกลาง ซึ่งสารอนุมูลอิสระเหล่านี้เกิดจากการเผาผลาญของเซลล์ อาจทำให้เซลล์ที่มีสุขภาพดีกลายพันธุ์เป็นเซลล์มะเร็งได้ ดังนั้นการรับประทานน้ำมันรำข้าวจึงสามารถช่วยลดโอกาสในการพัฒนาของมะเร็งชนิดต่างๆได้

[related-post id=”276″]

4.  ดูแลผิว

วิตามินอีเป็นที่รู้จักมากกว่าการช่วยในการป้องกันโรคมะเร็ง อนุมูลอิสระสามารถโจมตีเซลล์ผิวและเพิ่มสัญญาณของริ้วรอยก่อนวัยได้ น้ำมันรำข้าวจะช่วยเพิ่มระดับวิตามินอี ซึ่งสามารถเร่งการรักษาบาดแผล ช่วยฟื้นฟูเซลล์ผิวใหม่ ช่วยดูแลผิวให้เรียบเนียน ลดริ้วรอยและป้องกันการถูกแสงแดดเผา ช่วยเพิ่มคุณภาพของเซลล์ผิว ทำให้สารพิษจากภายนอกและเชื้อโรคไม่ผ่านเข้าสู่ผิวหนัง

[related-post id=”85″]

5.  ปฏิกิริยาภูมิแพ้

การใช้น้ำมันรำข้าวในปรุงอาหารจะสามารถช่วยระงับความรู้สึกของระบบภูมิแพ้ในร่างกาย และยังป้องกันความผิดปกติของสารก่อภูมิแพ้อื่นๆได้อีกด้วย

6.  ช่วยในการลดน้ำหนัก

ในทางเทคนิคแม้ว่าน้ำมันรำข้าวจะมีแคลอรี่สูง แต่ความหนืดของน้ำมันเมื่อนำมาใช้ในการปรุงอาหารจะสามารถดูดซึมได้เพียง 20 %ของปริมาณน้ำมันเท่านั้น เมื่อน้ำมันถูกดูดซึมน้อยลง แต่ยังคงสามารถรักษารสชาดและประโยชน์ต่อสุขภาพได้อย่างมีประสิทธิภาพ หกเทียบปริมาณแคลอรี่กับน้ำมันพืชอื่นๆแล้วก็ถือได้ว่ามีปริมาณแคลอรี่ที่ต่ำกว่า ดังนั้นหากคุณมีความกังวลเกี่ยวกับน้ำหนัก หรือต้องการควบคุมน้ำหนัก น้ำมันรำข้าวอาจเป็นผู้ช่วยที่ดีที่สุดของคุณ

ชาเขียวมัทฉะ เทรนฮิตในการลดน้ำหนัก

[related-post id=”500″]

คำแนะนำ

น้ำมันรำข้าวมีเส้นใยสูงสามารถช่วยดูแลระบบการย่อยอาหารได้ดี แต่คุณควรระวังเกี่ยวกับปริมาณการใช้ในการปรุงอาหารเนื่องจากมีแคลอรี่สูง ควรใช้น้ำมันรำข้าวในปริมาณที่พอเหมาะและหากระบบทางเดินอาหารของคุณอุดตันหรือมีบาดแผล คุณควรระมัดระวังในการใช้ให้มากขึ้น และควรปรึกษาแพทย์เพื่อรักษาอาการที่เป็นอยู่ นอกจากนี้ควรขอคำแนะนำจากแพทย์ หากคุณต้องการใช้น้ำมันรำข้าวในการปรุงอาหาร

รับชมวิดีโอ https://www.youtube.com/watch?v=AyUAQYXEyvA

5 ประโยชน์กระเจี๊ยบ พืชล้มลุก สรรพคุณมากเหลือ

กระเจี๊ยบเป็นพืชดอกที่รู้จักกันทั่วโลก มีลักษณะของฝักคล้ายกับนิ้วมือผู้หญิง ถิ่นกำเนิดยังไม่ชัดเจนยังคงเป็นที่ถกเถียงกันว่าอาจอยู่ที่ประเทศทางเอเชียใต้ แอฟริกาตะวันตก หรือเอธิโอเปีย

5 สรรพคุณกระเจี๊ยบ ประโยชน์ที่ไม่ธรรมดา

กระเจี๊ยบอาจเป็นผักธรรมดาในสวน แต่ประโยชน์ วิตามินและแร่ธาตุไม่ธรรมดาเลย มีวิตามิน A ,B ,C ,E และ K รวมไปถึงแคลเซียม เหล็ก แมกนีเซียม โพแทสเซียมและสังกะสี นอกจากนี้กระเจี๊ยบยังมีเส้นใยอาหารที่มากไปด้วยประโยชน์ต่อร่างกาย ช่วยดูแลระบบทางเดินอาหาร ส่งเสริมสุขภาพผิว ป้องกันโรคมะเร็งบางชนิด เสริมสร้างกระดูก ดูแลหัวใจและหลอดเลือด ลดระดับคอเลสเตอรอล ซึ่งรายละเอียดเพิ่มเติม รออยู่ด้านล่างแล้วค่ะ

1. ดูแลระบบย่อยอาหาร

ใยอาหารที่อยู่ในกระเจี๊ยบเขียวนี้ สามารถช่วยให้ระบบย่อยอาหารทำงานได้อย่างดีเยี่ยม โดยการทำให้ลำไส้เคลื่อนไหวได้ตามปกติ ลดปัญหาทางเดินอาหารที่จะเกิดขึ้น เช่น ท้องอืด ท้องเฟ้อ ท้องผูก และการเกิดแก๊สในท้อง ป้องกันโรคท้องร่วง ช่วยล้างคอเลสเตอรอลส่วนเกินในร่างกายและสามารถควบคุมอัตราของน้ำตาลที่ถูกดูดซึมเข้าสู่ร่างกายได้

[related-post id=”956″]

2. ดูแลสุขภาพดวงตา

กระเจี๊ยบอุดมไปด้วยวิตามินและสารต้านอนุมูลอิสระ เช่น เบต้าแคโรทีน แซนตินและลูทีน สารเหล่านี้มีประสิทธิภาพในการทำลายและต่อต้านอนุมูลอิสระ ป้องกันการเสื่อมสภาพของดวงตาและโรคที่เกี่ยวข้องกับการมองเห็น เช่น ต้อกระจก

[related-post id=”866″]

3. ดูแลผิวพรรณ

ด้วยสารต้านอนุมูลอิสระจากวิตามินเอ สามารถปกป้องดูแลสุขภาพผิวได้โดยการส่งเสริมการรักษาให้ได้ผลเร็วขึ้น ลดรอยแผลเป็น ลดสิวและริ้วรอย เนื่องจากสารต้านอนุมูลอิสระสามารถต่อต้านอนุมูลอิสระที่อาจทำให้เซลล์ผิวหนังเกิดความเสียหายได้ ช่วยให้ผิวพรรณ เรียบเนียนนุ่มขึ้นจากเมือกหรือเส้นใยที่อยู่ในกระเจี๊ยบ

[related-post id=”1016″]

4. เพิ่มภูมิคุ้มกัน

สารต้านอนุมูลอิสระที่อยู่ในกระเจี๊ยบแดงมีประโยชน์มาก เพราะช่วยต่อสู้กับอนุมูลอิสระต่างๆ อีกทั้งยังมีวิตามินซีสูง ช่วยให้ระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายเพิ่มขึ้น กระตุ้นการสร้างเซลล์เม็ดเลือดขาว ช่วยในการต่อสู้กับเชื้อโรคและสารต่างๆในร่างกายที่สามารถเป็นเหตุให้ระบบภูมิคุ้มกันอ่อนแอลงได้

[related-post id=”793″]

5. ลดความดันโลหิต

กระเจี๊ยบเป็นแหล่งที่ดีทั้งวิตามินและแร่ธาตุรวมถึงโพแทสเซียม ซึ่งเป็นส่วนสำคัญของสุขภาพมนุษย์ โพแทสเซียมเป็นสิ่งที่จำเป็นในการรักษาสมดุลของของเหลวที่เหมาะสมในร่างกาย ช่วยในการดูแลหลอดเลือดแดง ซึ่งจะช่วยลดความดันโลหิตและลดความเครียดของการทำงานในระบบหัวใจและหลอดเลือด

[related-post id=”20749″]

คำแนะนำ

สิ่งหนึ่งที่คุณควรระวังเกี่ยวกับการบริโภคกระเจี๊ยบคือ ระดับของออกซาเลต เป็นสารมีฤทธิ์ในการยับยั้งการดูดซึมของแคลเซียมและแร่ธาตุสำคัญหลายชนิดในกระแสเลือด มีผลเสียต่อร่างกายคือ หากรับประทานเป็นประจำทุกวันในปริมาณมาก ออกซาเลตจะเข้าไปตกผลึกสะสมในไตและกระเพาะปัสสาวะทำให้เป็นนิ่ว และก่อนการรับประทานกระเจี๊ยบควรล้างให้สะอาด หลังรับประทานเสร็จควรดื่มน้ำตามมากๆจะช่วยให้สารออกซาเลตที่ตกค้างในร่างกายลดลง

ข้อมูลจากวิกิพีเดีย

รับชมวิดีโอ https://www.youtube.com/watch?v=WOoBdbwe3P8

ผักต้านมะเร็ง

10 สุดยอดผักต้านมะเร็ง กินทุกวัน ห่างไกลโรคร้าย

ความเครียดและอาหารการกินเป็นส่วนหนึ่งของโรคมะเร็ง เพราะเมื่อร่างกายเครียด คนเราก็มักจะหาของกินอร่อยๆ มาทดแทนการผ่อนคลายความเครียด อาจหาของหวานมารับประทาน เลือกแต่อาหารที่ไม่มีประโยชน์ต่อร่างกาย เช่น รับประทานอาหารจำพวกแป้งหรือเนื้อสัตว์มากกว่าผักผลไม้ ดื่มน้ำหวาน น้ำอัดลม ดื่มกาแฟและเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอลล์ เป็นต้น การรับประทานอาหารจำพวกนี้ในปริมาณที่มากเกินไป จะเกิดการสะสมของสารพิษ เกิดการตกค้างของอาหารในร่างกาย เมื่อสารพิษไม่ได้รับการกำจัดออกไป และยังมีสารพิษใหม่เข้ามาเรื่อยๆ ก็อาจเป็นสาเหตุให้เราป่วยเป็นโรคร้ายเช่นมะเร็งได้

10 สุดยอดผัก อาหารต้านมะเร็ง
กินทุกวัน ห่างไกลโรคร้าย

ในบทความนี้ รู้ไว้ดอทคอม ขอเสนอ 10 สุดยอดผักต้านมะเร็ง กินทุกกวัน ห่างไกลโรคร้ายมาแนะนำ เพราะในผักผลไม้นั้นมีสารต้านอนุมูลอิสระ วิตามินและแร่ธาตุที่จำเป็นต่อร่างกาย ใครที่ไม่อยากป่วยด้วยโรคร้ายเช่นมะเร็งแล้วล่ะก็ ควรหาวิธีป้องกันก่อนจะเกิดปัญหาน่าเศร้าใจตามมา ซึ่งผักที่แนะนำนี้ก็สามารถหาซื้อได้ตามท้องตลาดทั่วไป วิธีการทำก็ไม่ยุ่งยาก มีคำแนะนำดีๆแบบนี้แล้ว จะรอช้าอยู่ใยตามไปดูกันเลยว่ามีอะไรบ้าง

1. หัวหอม

หัวหอมอุดมด้วยสารต้านอนุมูลอิสระ สำหรับวิธีการกินหัวหอมเพื่อให้ได้ประโยชน์สูงสุด คือการกินหัวหอมดิบ หากปรุงอาหารที่มีหัวหอมโดยใช้ความร้อนสูง จะเป็นการลดคุณประโยชน์ของสารเคมีที่อยู่ในหัวหอมที่ทำหน้าที่ป้องกันมะเร็งปอดและมะเร็งต่อมลูกหมาก ซึ่งเมนูที่ใช้เพื่อป้องกันโรคร้ายอย่างเช่นโรคมะเร็งต่อมลูกหมากนี้ทำได้ง่ายมากๆ เพียงนำหัวหอมดิบมาสับกับมะเขือเทศ อโวคาโด และพริกขี้หนู สับให้เข้ากันและใส่มันฝรั่งเข้าไปเล็กน้อย ผสมกับพริกไทย เพื่อให้ดีต่อหลอดเลือด คลุกเคล้าให้เข้ากันและในขั้นตอนสุดท้ายก็ราดน้ำมะนาวลงไป เพียงเท่านี้ก็จะได้เมนูที่ดีต่อสุขภาพและห่างไกลโรคร้ายอย่างมะเร็งแล้วค่ะ

 


2. ข้าวโพด

ข้าวโพดเป็นอีกหนึ่งแหล่งของสุดยอดสารอาหารที่ต้านอนุมูลอิสระ จากการศึกษาในวารสารวิชาการเกษตรและเคมีพบว่า ข้าวโพดที่สุกแล้ว จะอุดมด้วยสารต้านอนุมูลอิสระมากกว่าข้าวโพดดิบหรือข้าวโพดคั่ว สารลูเทนที่อยู่ในข้าวโพดสุกนั้นจะต้านทานโรคตาบอดในผู้ใหญ่ได้เป็นอย่างดี ฉะนั้นการกินข้าวโพดเพื่อให้ได้ประโยชน์สูงสุดคือควรนำข้าวโพดมาต้ม เพื่อให้ได้สารอาหารที่เป็นประโยชน์ เพียงนำข้าวโพดมาแกะซังออกล้างให้สะอาด และนำไปต้มในน้ำเดือดใส่เกลือลงไปเล็กน้อย รอเวลาสักประมาณ 15-30 นาที รอให้วิตามินที่อยู่ในข้าวโพดทำปฏิกิริยา เมื่อข้าวโพดสุกได้ที่แล้วก็สามารถนำมารับประทานได้ทันทีค่ะ


3. เมล็ดถั่ว

จากวารสารนานาชาติเกี่ยวกับโรคมะเร็งได้มีการศึกษาพบว่า การบริโภคถั่วเขียวและพืชตระกูลถั่วชนิดอื่นๆในแต่ละวันนั้น สามารถช่วยลดความเสี่ยงต่อมะเร็งกระเพาะอาหารได้ ซึ่งการกินถั่วหลากหลายชนิด จะช่วยลดความเสี่ยงของโรคต่างๆและยังสามารถควบคุมน้ำหนักตัวได้อีกด้วย เพราะถั่วอุดมด้วยโปรตีน แร่ธาตุ วิตามิน เส้นใยและกรดไขมันที่จำเป็น มีสารต้านอนุมูลอิสระ ต้านการอักเสบของร่างกายและต้านมะเร็งชนิดต่างๆ ในแง่ของการป้องกันนั้นได้มีการศึกษาพบว่า การบริโภคถั่วเขียวและพืชตระกูลถั่วชนิดอื่นๆในแต่ละวัน สามารถช่วยลดความเสี่ยงต่อมะเร็งกระเพาะอาหารได้ และหากคุณต้องการลดน้ำหนัก ถั่วก็สามารถเป็นตัวช่วยที่ดีได้เช่นกัน แต่อย่างไรก็ดี ไม่ควรบริโภคถั่วเพื่อการรักษาโรค หากไม่ต้องการเป็นโรค เราควรใช้วิธีป้องกันแทนจะดีกว่า ทั้งนี้ควรรับประทานอาหารให้ครบ 5 หมู่และออกกำลังกายให้เหมาะสม


4. ผักคะน้า

หนึ่งในผักใบเขียวที่อุดมด้วยวิตามินและสารต้านอนุมูลอิสระ ใบเขียวชะอุ่มของผักคะน้าจะเต็มไปด้วยวิตามินซี ซึ่งสามารถลดระดับLDL หรือคอเลสเตอรอลตัวที่ไม่ดี ทำให้ลดความเสี่ยงต่อการเป็นโรคหัวใจได้ และยังสามารถลดความเสี่ยงของการโรคมะเร็งชนิดต่างๆ เช่น โรคมะเร็งลำไส้และกระเพาะอาหาร ยับยั้งและต่อต้านอนุมูลอิสระ ทำให้เอนไซม์ทำหน้าที่ขับสารพิษในร่างกายได้ดีขึ้น นอกจากนี้แร่ธาตุที่อยู่ในผักคะน้า เช่น ธาตุเหล็กและโฟเลต ยังช่วยเพิ่มการไหลเวียนของเลือด ทำให้เลือดไหลเวียนไปยังส่วนต่างๆของร่างกายได้อย่างมีประสิทธิภาพ


5. บร๊อคโคลี่

บร๊อคโคลี่เป็นผักที่ช่วยเพิ่มภูมิคุ้มกันให้แก่ร่างกาย มีสารต้านอนุมูลอิสระที่ช่วยป้องกันการเกิดโรคมะเร็งต่างๆได้ เช่น มะเร็งกระเพาะปัสสาวะ มะเร็งเต้านม ซึ่งเป็นโรคยอดฮิตของผู้คน จากการศึกษาพบว่า ผู้ชายที่กินผักสีเขียว 5 ชนิด หรือมากกว่านี้ต่อสัปดาห์ มีแนวโน้มที่จะไม่เสี่ยงต่อโรคมะเร็งกระเพาะปัสสาวะเมื่อเทียบกับผู้ชายที่ไม่ค่อยรับประทานผักใบเขียว จะมีโอกาสเสี่ยงต่อโรคนี้มากกว่า นอกจากนี้สารซัลโฟราเฟนที่อยู่ในบร๊อคโคลี่จะเป็นตัวช่วยให้ตับขับสารพิษออกจากร่างกาย ลดการเพิ่มของเซลล์มะเร็ง ทำให้หลอดเลือดแข็งแรงขึ้น บร๊อคโคลี่สามารถนำมาเมนูอาหารได้หลากหลาย เช่น บร๊อคโคลี่ผัดน้ำมันหอย น้ำพริกลวกจิ้มบร๊อคโคลี่ ยำสลัดกุ้งใส่บร๊อคโคลี่ หากใครยังไม่เคยลองเมนูเหล่านี้ลองหามาทำกันดูนะคะ เพื่อสุขภาพที่ดีและห่างไกลมะเร็งค่ะ

ดูประโยชน์ของบร๊อคโคลี่เพิ่มเติม ได้ที่นี่ค่ะ 11 ประโยชน์ของบร๊อคโคลี่


6. พริกแดง

พริกแดงมีสารสำคัญที่เป็นประโยชน์ต่อร่างกายหลายชนิด หนึ่งในนั้นคือวิตามินซี ที่ช่วยขยายหลอดเลือดทำให้เลือดไหลเวียนได้ดีขึ้น มีเบต้าแคโรทีนสูงและให้ปริมาณแคลอรี่ต่ำ มีแร่ธาตุที่จำเป็นต่อร่างกาย เช่น แมกนีเซียม โพแทสเซียม ธาตุเหล็กและใยอาหาร แร่ธาตุเหล่านี้มีผลให้ร่างกายขับของเสีย เสริมสร้างภูมิต้านทานต่อเชื้อโรค ช่วยกระตุ้นการสร้างคอลลาเจน ต้านอนุมูลอิสระ ลดความเสี่ยงต่อการเกิดโรคมะเร็ง นอกจากนี้รสเผ็ดของพริกแดงยังสามารถช่วยฆ่าเซลล์มะเร็งได้อีกด้วย ฉะนั้นลองหาพริกแดงมารับประทานกันดูบ้างนะคะ เพราะพริกไม่ได้มีแค่ความเผ็ดและสีสันที่ดึงดูด พริกแดงยังมีประโยชน์ดีๆต่อสุขภาพมากมายเลยค่ะ


7. ผักโขม

ในผักโขมมีคุณสมบัติที่ยอดเยี่ยมมากมายแต่หลักๆแล้วผักโขมเป็นผักที่มีสารต้านมะเร็งที่มีประสิทธิภาพและความสามารถในการต้านอนุมูลอิสระสูง มีสารอาหารที่เรียกว่าลูทีนช่วยป้องกันความเสื่อมของศูนย์กลางจอประสาทตาที่เป็นสาเหตุสำคัญของตาบอด ในสีเขียวของผักโขมจะช่วยทำให้การดูดซึมอาหารต่างๆทำงานได้ดีมากขึ้น ซึ่งถึงจะมีชื่อว่าผักโขมแต่รสชาดจะออกไปทางหวานตรงข้ามกับชื่อของตัวเองเลย แถมยังมีโปรตีนสูงรวมถึงวิตามินและแร่ธาตุนานาชนิด ช่วยชะลอความเสื่อมของเซลล์ ลดความเสี่ยงของเซลล์ ลดความเสี่ยงต่อการเป็นโรคมะเร็ง เช่น มะเร็งปอด มะเร็งเต้านม มะเร็งรังไข่ และมะเร็งกระเพาะอาหาร ใครยังไม่เคยลองผักชนิดนี้ ต้องหามาลองแล้วนะคะ เมนูที่แนะนำต้องนี่เลยค่ะ ผักโขมอบชีสและซุปผักโขม อร่อยคนละแบบ รับประกันความอร่อยเลยค่ะ


8. ถั่วงอก

เต็มไปด้วยเบต้าแคโรทีน สารต้านอนุมูลอิสระที่จะปกป้องคุณจากโรคมะเร็งปอดและมะเร็งลำไส้ ช่วยดูแลสุขภาพผิว ผม เล็บ เหงือก กระดูกและฟัน เป็นแหล่งวิตามินอีที่ดี ซึ่งจะช่วยป้องกันอาการหัวใจวายฉับพลัน นอกจากนี้หากกินถั่วงอกเป็นประจำก็แนะนำว่า ให้หาถั่วงอกปลอดสารมาปรุงอาหาร เพราะจะช่วยลดปริมาณสารเคมีที่เข้าสู่ร่างกาย และลดความเสี่ยงต่อการเสียชีวิตจากโรคมะเร็งกระเพาะปัสสาวะได้อีกด้วย


9. กะหล่ำปลี

กะหล่ำปลีสามารถช่วยล้างพิษจากอนุมูลอิสระที่ก่อให้เกิดโรคมะเร็งได้ แต่การรับประทานกะหล่ำปลีนั้นควรนำไปปรุงให้สุก ไม่ควรกินแบบดิบ เพราะหากกินเยอะ อาจทำให้เกิดการสะสมของสารพิษที่มีอยู่ในกะหล่ำปลีที่เป็นตัวขัดขวางการดูดซึมของสารไอโอดีน ซึ่งอาจเป็นสาเหตุให้เป็นโรคคอหอยพอกได้ นอกจากนี้กะหล่ำปลียังสามารถต่อต้านโรคมะเร็ง ยับยั้งการเจริญเติบโตของเซลล์ที่ผิดปกติ เช่น โรคมะเร็งลำไส้ โดยการรับประทานกะหล่ำปลีอย่างน้อย 2-3 ครั้งต่อสัปดาห์ก็จะลดความเสี่ยงลงได้ถึง 66%


10. หัวไชเท้า

หัวไชเท้าหรือหัวผักกาด มีสารต้านอนุมูลอิสระในระดับสูง เช่นเดียวกับลูทีนที่ทำหน้าที่ช่วยปกป้องดวงตาของเรา สามารถจัดการกับโรคมะเร็งโดยการยับยั้งการเจริญเติบโตของเซลล์ ช่วยให้เซลล์ทำงานได้เป็นปกติ มีฤทธิ์เย็นนิยมนำมาทำอาหารประเภทซุป แกงจืด หรือหัวไชเท้าดอง การรับประทานหัวไชเท้านี้จะปรุงแบบสุกหรือดิบก็ได้ แต่เพื่อให้ได้คุณประโยชน์สูงสุดควรรับประทานแบบดิบ ในหัวไชเท้ามีสารลิกนินที่ช่วยป้องกันโรคมะเร็ง ช่วยปกป้องเซลล์และชะลอการเสื่อมของเซลล์ มีสารเควอซิทิน (Quercetin) ที่เป็นสารต้านอนุมูลอิสระ ช่วยให้ร่างกายมีภูมิต้านทานโรคและสามารถต่อต้านโรคร้ายอย่างมะเร็งได้


มะเร็ง ฟังแค่ชื่อก็รู้สึกน่ากลัวแล้ว ยิ่งถ้าเป็นโรคนี้คงจะเพิ่มความกังวลและความยุ่งยากในการชีวิตประจำวันไม่น้อย ฉะนั้นหากต้องการห่างไกลจากโรคมะเร็งนี้แล้วหล่ะก็ ควรหันมาดูแลสุขภาพ ด้วยการรับประทานอาหาร หรือกิน 10 สุดยอดผักต้านมะเร็ง ที่แนะนำไว้ เพื่อเป็นการป้องกันและรักษาสุขภาพให้แข็งแรง ห่างไกลจากโรคร้ายนี้ค่ะ หรือท่านใดที่กำลังเผชิญกับโรคร้ายนี้อยู่ รู้ไว้ดอทคอมก็ขอเป็นกำลังใจให้และขอให้สุขภาพดีวันดีคืนกลับมาแข็งแรงไวไวนะคะ

รับชมวิดีโอ https://www.youtube.com/watch?v=4TSoiIGM-VQ

10 วิธีแก้ปัญหาริมฝีปากดำคล้ำ คนที่ได้ลอง ปากอมชมพูแบบธรรมชาติ

การมีริมฝีปากที่ได้รูปและมีสีอมชมพู เป็นที่ปรารถนาของผู้หญิงและผู้ชายทุกคน เพราะคงไม่มีใครอยากมีริมฝีปากดำคล้ำ ส่งผลให้ดูเสียบุคลิกภาพไม่น่ามอง บางคนถึงกับสูญเสียความมั่นใจ เพราะเมื่อต้องพูดสนทนากับใคร ก็อาจรู้สึกประหม่า เพราะคู่สนทนาจ้องมองแต่ริมฝีปากที่ดำคล้ำของตน อาจทำให้เวลาคุยรู้สึกไม่เป็นตัวของตัวเอง เนื่องจากมัวแต่กังวลเรื่องของสีดำคล้ำบริเวณริมฝีปาก และอาจจะถูกคู่สนทนาซักถามว่า ทำไมริมฝีปากถึงดำคล้ำได้ หากเจอคำถามแบบนี้ ก็คงจะอายและหมดความมั่นใจ อาจต้องรีบไปหาวิธีแก้ปัญหาริมฝีปากดำคล้ำมาจัดการโดยด่วน เพื่อเป็นการเรียกคืนความมั่นใจและบุคลิกภาพที่ดีคืนมา

10 วิธีแก้ปัญหาริมฝีปากดำคล้ำ

วิธีทําให้ปากหายดําแบบธรรมชาติ

สาเหตุของการที่ริมฝีปากดำคล้ำ คือการโดนแสงแดดเผา การใช้เครื่องสำอางค์ที่มีคุณภาพต่ำ การสูบบุหรี่ที่มากเกินไป หรือความไม่สมดุลของฮอร์โมน หากเกิดปัญหาริมฝีปากดำคล้ำแล้วละก็ ไม่จำเป็นต้องหาซื้อผลิตภัณฑ์ หรือไปหาหมอรักษาเพื่อจ่ายค่ายาแพงๆ คุณสามารถดูแลแก้ปัญหาริมฝีปากดำคล้ำด้วยวิธีธรรมชาติ ซึ่งทำได้ง่ายด้วยตัวคุณเองที่บ้าน เพียงแค่ทำตาม 10 วิธีแก้ปัญหาริมฝีปากดำคล้ำ  จากรู้ไว้ดอทคอม


1.  ทับทิม

ทับทิมเป็นผลไม้ที่มีประโยชน์มากมาย มีวิตามินซีสูง ช่วยต่อต้านอนุมูลอิสระและบำรุงผิวพรรณให้สดใส มีชีวิตชีวา สามารถเปลี่ยนริมฝีปากที่ดำคล้ำ แห้งกร้านให้กลับมาเป็นสีชมพูแลดูสุขภาพดี ด้วยการใช้ผลทับทิมนำมาบดให้ละเอียดคั้นเอาแต่น้ำ แล้วนำมาผสมน้ำกุหลาบ และทาลงบนริมฝีปาก ค่อยๆขัดวนเบาๆ ทิ้งไว้สักครู่แล้วล้างออกด้วยน้ำอุ่น สามารถทำแบบนี้ได้ทุกวัน เพื่อผลลัพธ์ที่ดีและห่างไกลเคมี


2.  มะนาวสมุนไพรแก้ริมฝีปากดำ

สูตรสมุนไพรแก้ปากดำด้วยมะนาว

มะนาวสามารถใช้เพื่อรักษาผิวหมองคล้ำและจุดด่างดำได้ คุณสามารถนำมะนาวมาใช้เพื่อแก้ปัญหาริมฝีปากดำคล้ำ โดยการใช้น้ำมะนาวทาลงบนริมฝีปากของคุณก่อนเข้านอน หรือฝานมะนาวเป็นแผ่นบางๆและโรยน้ำตาลเล็กน้อยไว้ด้านบนแล้วนำมาขัดและถูที่ริมฝีปาก เพื่อเป็นการขจัดเซลล์ผิวที่ตายแล้วให้หลุดลอกออกไป และสูตรสุดท้ายสำหรับการใช้มะนาวดูแลริมฝีปากหมองคล้ำ นั่นก็คือ การใช้น้ำมะนาวผสมน้ำผึ้ง ทาลงบนริมฝีปากก่อนเข้านอน แล้วจึงตื่นมาล้างออกในตอนเช้า สามารถใช้สูตรเหล่านี้ได้ทุกวัน จนกว่าริมฝีปากดำคล้ำจะเปลี่ยนเป็นสีชมพู

มะนาว ถือได้ว่าเป็นสมุนไพรที่ช่วยให้ผิวทุกส่วนของเรา อยากรู้ว่ามะนาวช่วยอะไรได้บ้าง อ่านเพิ่มเติม >> 9 วิธีแก้รักแร้ดำ ให้กลับมาเนียนใสด้วยวิธีธรรมชาติ


3.  กุหลาบ

กุหลาบมีสรรพคุณทางยา 3 ชนิดคือ ให้ความเย็น ความชุ่มชื่น และเป็นส่วนผสมที่มาจากธรรมชาติ กุหลาบจะช่วยเพิ่มสีสันโทนชมพูให้กับริมฝีปากที่ดำคล้ำได้ เพียงแค่คุณใช้น้ำกุหลาบ 1 ช้อนชา ผสมกับน้ำผึ้ง 1 ช้อนชา คนให้เป็นเนื้อครีม แล้วนำมาทาลงบนริมฝีปากที่ดำคล้ำ ขัดวนเบาๆแล้วล้างออกให้สะอาด สามารถใช้สูตรนี้ได้สัปดาห์ละ 2 ครั้ง เพื่อลดความหมองคล้ำและเพิ่มความชุ่มชื่นให้กับเรียวปากของคุณ


4.  บีทรูท

อีกหนึ่งส่วนผสมที่ไม่ควรพลาดในการเปลี่ยนสีริมฝีปากดำคล้ำให้กลายเป็นสีชมพู นั่นก็คือบีทรูท บีทรูทเป็นผลไม้จากธรรมชาติที่มีวิตามินต่างๆมากมาย มีประโยชน์กับร่างกาย และมีสารต้านอนุมูลอิสระสูง ช่วยให้ระบบการไหลเวียนของเลือดทำงานได้ดีขึ้น ช่วยล้างพิษในร่างกาย และนิยมนำสีที่คั้นได้จากบีทรูทมาทดแทนการใช้สีจากเคมีเพื่อทำเครื่องสำอางค์แบบธรรมชาติ วิธีการใช้บีทรูทกำจัดริมฝีปากดำคล้ำ โดยการนำบีทรูทมาคั้นเอาแต่น้ำ แล้วนำไปทาบนริมฝีปากก่อนเข้านอน และล้างออกในเช้าวันรุ่งขึ้น สีแดงธรรมชาติของบีทรูทจะเปลี่ยนริมฝีปากดำคล้ำของคุณให้เป็นสีดอกกุหลาบ ทำแบบนี้ทุกวันก่อนนอน รับรองว่าริมฝีปากที่ดำคล้ำจะหายไป เหลือเพียงแต่ริมฝีปากแดงอมชมพูมาแทนที่อย่างแน่นอน


5.  ทำลิปแก้ปากดำด้วยผลเบอรี่

ผลไม้อย่างเช่น ราสเบอรี่ และสตอเบอรี่มีแร่ธาตุและวิตามินที่จำเป็นต่อการเปลี่ยนสีริมฝีปากดำคล้ำ ให้กลายเป็นริมฝีปากสุขภาพดีมีชีวิตชีวาได้ เพราะผลไม้เหล่านี้มีวิตามินซีสูง ช่วยในการลดความหมองคล้ำของสีผิวได้ คุณสามารถนำราสเบอรี่หรือสตอเบอรี่มาคั้นเพื่อให้ได้น้ำเข้มข้น ประมาณ 1 ช้อนโต๊ะ และนำไปผสมกับปิโตรเลียมเจลลี่ 2 ช้อนชา ผสมให้เข้ากันแล้วนำไปใช้เป็นลิปบาล์มทาบำรุงฝีปากวันละ 2 ครั้ง เช้า เย็น ทำง่ายๆแบบนี้เป็นประจำทุกวัน ก็จะสามารถเปลี่ยนสีริมฝีปากดำคล้ำให้กลายเป็นริมฝีปากชมพู น่าทะนุถนอมได้ในไม่ช้าอย่างแน่นอน


6.  แตงกวา

แตงกวาเป็นผักที่มีฤทธิ์เย็น มีสารฟีนอลที่เป็นตัวการหลักในการต่อต้านอนุมูลอิสระ เป็นผักที่ให้ความชุ่มชื่น แก่ผิวตามธรรมชาติ ต้านการอักเสบของผิวหนังพร้อมให้ความยืดหยุ่นแก่ผิว คุณสามารถนำแตงกวามาฝานเป็นแผ่นบางๆ แล้วนำมาขัดริมฝีปากที่ดำคล้ำ ขัดวนเบาๆให้ทั่ว ปล่อยทิ้งไว้สัก 1 นาที เพื่อให้ริมฝีปากได้ดูดวิตามินที่อยู่ในแตงกวา และล้างออกด้วยน้ำอุ่น สามารถทำได้ทุกวัน เพื่อปรับสภาพและเปลี่ยนสีริมฝีปากที่ดำคล้ำให้เป็นสีชมพูอ่อนเยาว์ ชวนให้น่ามอง


7.  น้ำตาลทรายสครับริมฝีปาก

น้ำตาลสครับริมฝีปาก

การขจัดความหมองคล้ำของริมฝีปากอย่างสม่ำเสมอ โดยการใช้น้ำตาลขัด จะช่วยผลัดเซลล์ผิวที่ตายแล้วออกไป เป็นการปรับสภาพผิวบริเวณริมฝีปากที่หมองคล้ำ ให้แลดูชุ่มชื่น สดใส มีชีวิตชีวามากขึ้น คุณสามารถใช้น้ำตาลทราย 1 ช้อนชา ผสมกับน้ำผึ้ง ½ ช้อนชา และเทน้ำมันอัลมอนด์ลงไปเพิ่มอีก1/2 ช้อนชา คนผสมให้เข้ากัน แล้วนำมาขัดริมฝีปากดำคล้ำ สัปดาห์ละ 1 ครั้ง ทำง่ายๆเช่นนี้เป็นประจำ ก็จะสามารถเปลี่ยนริมฝีปากดำคล้ำให้เป็นสีชมพูแบบธรรมชาติได้ไม่ยากเลย


8.  น้ำมันมะกอก

น้ำมันมะกอกจะช่วยให้ริมฝีปากที่ดำคล้ำนั้น สดใสและชุ่มชื่นขึ้นได้ เพราะในน้ำมันมีวิตามินและสารอาหารที่จำเป็นต่อการบำรุงริมฝีปาก เพียงแค่คุณใช้น้ำมันมะกอกบริสุทธิ์ นวดวนเบาๆให้ทั่วริมฝีปาก ทำเช่นนี้ทุกวันก่อนนอน ในไม่ช้าคุณจะต้องประหลาดใจกับการเปลี่ยนแปลงของสีริมฝีปากที่แลดูสุขภาพดี ชุ่มชื่น อิ่มเอิบ อย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อนแน่นอน

ริมฝีปากสวยแล้ว ผมก็ต้องสวยตามนะคะ ดูสูตรหมักผมจากน้ำมันมะกอกได้ที่นี่ค่ะ

[related-post id=”20226″]


9.  น้ำมันอัลมอนด์

น้ำมันอัลมอนด์สกัดจากเมล็ดอัลมอนด์ อุดมไปด้วยกรดไขมันนานาชนิด ช่วยฟื้นฟูผิวและให้ความชุ่มชื่น ทำให้ผิวนุ่มขึ้น ลดการอักเสบของผิว เสริมสร้างความแข็งแรงให้กับผิว เมื่อนำมาใช้ดูแลริมฝีปากดำคล้ำก็จะช่วยเปลี่ยนสีให้อ่อนลงจนกลายเป็นสีชมพูในที่สุด ผสมน้ำมันอัลมอนด์ 5-6 หยด ลงในน้ำผึ้ง 1 ช้อนโต๊ะ ทาเคลือบไว้ที่ริมฝีปากทุกคืนก่อนเข้านอน ภายในไม่กี่วันริมฝีปากของคุณจะนุ่ม เรียบเนียน และมีประกายสีชมพูตามธรรมชาติ จนลืมไปเลยว่าเคยมีริมฝีปากดำคล้ำไม่ชวนมอง


10.  น้ำผึ้ง

น้ำผึ้งเป็นสารให้ความชุ่มชื่นตามธรรมชาติที่หาซื้อได้ง่ายและปลอดภัยกับริมฝีปากของคุณ มีวิตามินและแร่ธาตุพร้อมสารต้านอนุมูลอิสระที่มีประโยชน์ ช่วยบรรเทาอาการริมฝีปากแห้งแตกลอกเป็นขุย และเมื่อใช้เป็นประจำอย่างต่อเนื่อง จะสามารถเปลี่ยนสีริมฝีปากดำคล้ำให้อ่อนลงได้ เพียงแค่นำน้ำผึ้งมาทาบนริมฝีปากของคุณก่อนเข้านอนและทิ้งไว้ข้ามคืน ในรุ่งเช้าจึงล้างออกด้วยน้ำอุ่น สามารถทำได้ทุกวัน เพื่อให้ริมฝีปากเปลี่ยนเป็นสีชมพู หากคุณมีวินัยสามารถทำได้ทุกวัน แน่นอนเลยว่าการเปลี่ยนแปลงที่ดีจะต้องเกิดขึ้นจนเห็นถึงความแตกต่างอย่างชัดเจนเลยทีเดียว

อยากผมนุ่ม เงางาม มีน้ำหนักต้องไม่พลาด สูตรหมักผมด้วยน้ำผึ้งค่ะ

[related-post id=”20558″]


10 วิธีแก้ปัญหาริมฝีปากดำคล้ำ  เป็นวิธีการแก้ปัญหาแบบง่าย ไม่สิ้นเปลือง แถมยังปลอดภัยต่อริมฝีปากของคุณอีกด้วย เพราะริมฝีปากเป็นด่านแรกที่จะสัมผัสกับอาหารต่างๆ มีทางเลือกดีๆแบบนี้ต้องลองนำไปทำกันดูนะคะ อาจใช้เวลาสักระยะหนึ่ง แต่รับรองเลยว่า การอดใจรอและลองใช้วิธีธรรมชาติเหล่านี้ จะให้ผลลัพธ์ที่คุ้มค่า สุดแสนจะประทับใจในการเปลี่ยนริมฝีปากที่ดำคล้ำ ให้เป็นสีชมพูเบ่งบาน เช่นดอกกุหลาบ ซึ่งอาจใช้เวลาไม่นาน ทั้งนี้ก็ขึ้นอยู่กับความสม่ำเสมอในการดูแลด้วยค่ะ

บอกเคล็ดลับกันไปหมดแล้ว หากลองทำดูประทับใจวิธีไหน ทำแล้วได้ผลอย่างไร อย่าลืมแชร์ประสบการณ์ให้ฟังบ้างนะคะ หมดเวลาสำหรับรู้ไว้ดอทคอมแล้วค่ะ ขอตัวไปสครับริมฝีปากให้เป็นสีแดงอมชมพูบ้างนะคะ สวัสดีค่ะ

รับชมวิดีโอ https://www.youtube.com/watch?v=pYGs3Or6pDY

วิธีแก้เท้าเหม็น

วิธีแก้เท้าเหม็น 7 วิธีดับกลิ่นเท้า พิสูจน์แล้วได้ผลเป็นที่น่าพอใจ

7 วิธีดับกลิ่นเท้า วิธีแก้เท้าเหม็น ง่ายๆด้วยตัวคุณเอง สาเหตุของกลิ่นเท้าคืออะไร หนึ่งในสาเหตุหลักของกลิ่นเท้าคือ การขับเหงื่อที่มากเกินไป ทำให้ระดับความชุ่มชื่นบริเวณเท้าเพิ่มมากขึ้น นี่จึงเป็นสภาพแวดล้อมที่เหมาะสำหรับการเจริญเติบโตของแบคทีเรีย จุลินทรีย์และเชื้อรา เมื่อแบคทีเรียเหล่านี้เพิ่มจำนวนมากขึ้นเรื่อยๆ ก็เป็นเหตุให้เกิดกลิ่นเท้าที่ไม่พึงประสงค์ได้ นอกเหนือจากการขับเหงื่อที่มากเกินไป สุขอนามัยที่ไม่ดีก็ยังสามารถทำให้เท้าของคุณมีกลิ่นเหม็นได้

7 วิธีดับกลิ่นเท้า วิธีแก้เท้าเหม็น

ยกตัวอย่างเช่น ถุงเท้าไนล่อนที่มีการระบายอากาศที่ไม่ดีเท่ากับถุงเท้าที่ทำมาจากผ้าฝ้าย  การใส่ถุงเท้าหรือรองเท้าคู่เดิมซ้ำกันทุกวัน อาจทำให้เกิดการสะสมของแบคทีเรีย ความชื้นจากเหงื่อและกลิ่นที่ติดอยู่ด้านใน ควรเปลี่ยนถุงเท้าคู่ใหม่ทุกวันและไม่ควรใส่รองเท้าคู่เดิมต่อเนื่องกัน 2 วัน ควรมีการใส่รองเท้าคู่อื่นสลับกัน เพื่อลดความชื้นในรองเท้าและให้รองเท้าได้มีโอกาสแห้งจากเหงื่อและความเปียกชื้นของเท้า

 

แล้วเราจะดูแลเท้าให้ห่างไกลจากเท้าเหม็น เหงื่อออกมากได้อย่างไรบ้าง ลองมาดูจากรู้ไว้ดอทคอมด้านล่างเลยค่ะ


1.  วอดก้า

แอลกอฮอลล์ที่มีอยู่ในวอดก้า จะช่วยฆ่าเชื้อแบคทีเรียและเชื้อรา ลดการเกิดกลิ่นที่เท้าได้ นำผ้าชุบวอดก้าแล้วนำมาเช็ดทำความสะอาดที่ฝ่าเท้าและง่ามนิ้วให้ทั่ว หลังจากนั้นล้างเท้าให้สะอาดและเช็ดให้แห้ง


2.  วิธีแก้เท้าเหม็นด้วยสมุนไพรชาดำ

ชาดำอุดมด้วยสารแทนนินและโพลีฟีนอล ซึ่งมีคุณสมบัติในการต้านอนุมูลอิสระ ระงับกลิ่นที่เท้าได้ โดยการนำถุงชาดำ 4-5 ถุง แช่ลงในอ่างที่มีน้ำร้อน รอสักประมาณ 2-3 นาที จึงนำเท้าลงไปแช่ 15 นาที แล้วล้างเท้าออกให้สะอาด สามารถทำได้วันละ 2 ครั้งเช้า เย็น

ประโยชน์ที่ดีของชาดำต่อสุขภาพ

[related-post id=”320″]


3.  เกลือ

ความชื้นที่อยู่ในเกลือจะดูดซับกลิ่นและช่วยลดการเจริญเติบโตของเชื้อแบคทีเรียบริเวณเท้า อัตราส่วนที่ใช้คือ เกลือ 1ถ้วยต่อน้ำร้อน 8 ถ้วย ผสมให้เข้ากันจนเกลือละลายหมดในอ่าง แล้วนำเท้าลงไปแช่ 20 นาที วิธีนี้สามารถทำได้บ่อยครั้ง เพื่อบรรเทาความเมื่อยล้าและลดกลิ่นเหม็นที่เท้า


4.  ทำสเปรย์ดับกลิ่นเท้าด้วยน้ำมันหอมระเหย

น้ำมันหอมระเหยมีคุณสมบัติที่เป็นประโยชน์มากมาย สามารถฆ่าเชื้อแบคทีเรียและเชื้อราที่เป็นตัวการก่อให้เกิดกลิ่นที่เท้าได้ เตรียมน้ำอุ่นลงในอ่างพลาสติกครึ่งถัง หยดน้ำมันหอมระเหยยูคาลิปตัส ลาเวนเดอร์ หรือทีทรีออยล์ลงไป 8- 10 หยด (เลือกใช้ตัวใดตัวหนึ่งหรืออาจนำทั้งสามอย่างใส่ผสมกันก็ได้) นำเท้าลงไปแช่ประมาณ 20 นาที ขัดให้ทั่วแล้วล้างออกให้สะอาดและเช็ดให้แห้ง

วิธีทำสเปรย์ดับกลิ่นเท้า

เติมน้ำลงในขวดสเปรย์ฉีดน้ำประมาณ 500 มิลลิลิตร หยดน้ำมันหอมระเหยลงไปยูคาลิปตัส ลงไปประมาณ 10-15 หยด ฉีดลงบริเวณเท้าเหม็นให้ทั่ว ทิ้งไว้จนแห้งไม่ต้องล้างออก

น้ำมันหอมระเหย ทำอะไรได้อีกลายอย่าง นำไปหมักผมจะช่วยให้เส้นผมและหนังศีรษะดีขึ้นจนสังเกตได้

[related-post id=”20619″]


5.  น้ำมันมะพร้าว

ในน้ำมันมะพร้าวมีกรดลอลิคที่สามาถฆ่าเชื้อแบคทีเรียที่ผิวหนังได้ เมื่อผสมกับน้ำมันหอมระเหยซีดาร์วูดก็จะมีคุณสมบัติที่ดีมากขึ้น เพราะช่วยต้านเชื้อรา ฆ่าเชื้อโรค กระตุ้นการไหลเวียนของโลหิต ลดการอักเสบ เพียงใช้น้ำมันมะพร้าว 1-2 ช้อนโต๊ะ ผสมกับน้ำมันหอมระเหยซีดาร์วูด 5 หยด นวดลงบริเวณเท้าให้ทั่วหลังจากทำความสะอาดเท้าเรียบร้อยแล้ว นวดจนน้ำมันซึมลงผิวหนังหมดแล้วจึงล้างเท้าให้สะอาดและซับให้แห้ง

ถ้าชอบน้ำมันมะพร้าว ต้องไม่พลาดสูตรหมักผมนี้

[related-post id=”20659″]


6.  วิธีดับกลิ่นเท้า วิธีแก้เท้าเหม็น ด้วยมะนาว

วิธีดับกลิ่นเท้า วิธีแก้เท้าเหม็นด้วยมะนาว

กรดซิตริกที่อยู่ในน้ำมะนาวจะช่วยฆ่าเชื้อแบคทีเรียและลดกลิ่นเหม็นที่เท้าได้ นอกจากนี้รสฝาดของมะนาวจะช่วยกระชับรูขุมขนบริเวณเท้า และช่วยควบคุมการขับเหงื่อให้สมดุล ใช้น้ำมะนาว 1 ถ้วย ผสมกับน้ำร้อนในอ่างและแช่เท้าทิ้งไว้ 15 นาที ล้างออกด้วยน้ำสะอาดและเช็ดให้แห้ง สามารถใช้วิธีนี้ได้วันละ 2 ครั้ง เพื่อช่วยบรรเทาอาการเหม็นอับจากการใส่รองเท้า


7.  เบคกิ้งโซดา

เบคกิ้งโซดามีคุณสมบัติในการต้านเชื้อแบคทีเรีย ช่วยปรับสมดุลของผิวหนังลดกลิ่นเหม็นอับของเท้า ลดการระคายเคืองและแก้อาการคัน ใช้เบคกิ้งโซดา 2 ช้อนโต๊ะ ผสมน้ำร้อน 8ถ้วย คนให้ละลายแล้วนำเท้าลงไปแช่ 15 นาที สามารถใช้สูตรนี้ได้วันละ 2 ครั้ง


เป็นอย่างไรกันบ้างกับ 7 วิธีดับกลิ่นเท้า แก้เท้าเหม็น ดูจากสูตรและวิธีทำแล้ว ไม่ยากเลยใช่มั๊ยคะ เพื่อนๆคนไหนกำลังจะหาวิธีดับกลิ่นรองเท้า เราต้องเริ่มจากวิธีแก้กลิ่นเท้าเหม็นของตัวเองก่อนนะคะ อย่ารอช้า เพราะปัญหาเท้าเหม็นเรียกได้ว่าเป็นปัญหาระดับโลกก็ว่าได้ รู้ไว้ดอทคอม นำสูตรจากธรรมชาติมาฝากกันแล้ว รีบไปหาวัตถุดิบมาทำกันดีกว่า ก่อนปัญหาจะสายเกินแก้ค่ะ

รับชมวิดีโอ https://www.youtube.com/watch?v=PxgeIzaQvdI

7 วิธีทำให้ฟันขาวแบบธรรมชาติ ฟอกฟันขาว ฟอกสีฟันเหลือง เห็นผลเร็ว

7 วิธีฟอกฟันขาว ฟอกสีฟัน แก้ฟันเหลือง ดัวยตัวเอง

เชื่อว่าเพื่อนๆ หลายคนไม่ว่าใครต่างก็อยากจะมีฟันขาวไว้อวดยิ้มหวานโปรยเสน่ห์กันทั้งนั้นจริงมั้ยเอ่ย แต่เพราะพฤติกรรมการใช้ชีวิต และอาหารหลายๆ อย่างที่เรารับประทานกันเข้าไปมันล้วนแล้วแต่สร้างประสบการณ์อันเลวร้ายให้กับฟันของเราทั้งนั้นเลย เพราะไม่ว่าจะเป็นชา กาแฟ หรือแม้แต่แต่เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ทุกอย่างที่คนไทยชื่นชอบ มันเป็นตัวการทำให้ฟันเหลืองทั้งสิ้น เพราะฉะนั้นจึงไม่แปลกที่คนส่วนใหญ่จะมีปัญหาเรื่องสุขภาพฟันนั่นเอง แต่จะให้ไปฟอกสีฟันตามคลินิกก็คงจะไม่ไหว เพราะค่าใช้จ่ายแพงสุดๆ ดังนั้นวันนี้เราเลยเอาเคล็ดลับวิธีทำให้ฟันขาวแบบง่ายๆ ด้วย “7 สูตรฟอกฟันขาว” จากรู้ไว้ดอทคอมค่ะ

1.  ถ้าอยากฟันขาวใช้สตอเบอรี่สิคะ

strawberry ฟอกสีฟันเหลืองให้ขาว

สตอเบอรี่มีกรดมาลิก เป็นสารประกอบที่ได้มาจากธรรมชาติที่มีรสเปรี้ยว ซึ่งเหมาะสำหรับการขจัดคราบไวน์แดงและคราบชาบนฟัน โดยการใช้สตอเบอรี่สด 1-2 ลูกบดให้ละเอียดและผสมเบคกิ้งโซดา 1 ช้อนชา แล้วนำส่วนผสมนี้ไปถูบนฟันของคุณประมาณ 3-5 นาที แล้วล้างออกให้สะอาด หรือนำใบสดของสตอเบอรี่มาแช่น้ำทิ้งไว้ข้ามคืน ในตอนเช้าจึงนำน้ำที่แช่ไว้มาบ้วนปากหลังแปรงฟัน จะสามารถช่วยรักษาสุขภาพของเหงือกและฟันให้แข็งแรงได้


2.  วิธีทำให้ฟันขาวด้วยกล้วย

กล้วยฟอกสีฟัน

คุณสามารถใช้เปลือกกล้วยซึ่งอุดมไปด้วยโพแทสเซียม แมกนีเซียม แมงกานีสและแร่ธาตุอื่นๆมาขัดฟันให้ขาวได้ เพราะแร่ธาตุที่อยู่ในกล้วยนั้น จะถูกดูดซึมเข้าสู่ผิวเคลือบฟันของคุณ มีผลทำให้ฟันขาวขึ้นอย่างเป็นธรรมชาติ หลังการแปรงฟันเสร็จแล้วคุณควรใช้เปลือกกล้วยด้านในถูลงบนฟันไปมาให้ทั่วทั้งปากประมาณ 2 นาที แล้วล้างออกให้สะอาดด้วยน้ำเปล่าอีกครั้งหนึ่ง เพียงเท่านี้คุณก็จะสามารถมีฟันขาวกระจ่างใส ยิ้มมั่นใจ โชว์ฟันขาวได้อย่างเต็มที่เลยค่ะ


3.  น้ำส้มสายชูแอ๊ปเปิ้ลไซเดอร์

น้ำส้มสายชูน้ำยาบ้วนปากทำให้ฟันขาว

การเจือจางน้ำส้มสายชูแอ๊ปเปิ้ลไซเดอร์แล้วนำมาผสมยาสีฟันนั้น วิธีการนี้ได้รับการพิสูจน์แล้วว่า มีผลช่วยให้ฟันขาวได้ เพียงแค่นำน้ำส้มสายชูแอ๊ปเปิ้ลไซเดอร์ 1 ส่วน ผสมน้ำเปล่า 3ส่วน และนำมาผสมกับยาสีฟันที่คุณใช้แล้วนำไปแปรงฟันตามปกติ ด้วยวิธีการง่ายๆนี้จะช่วยให้คุณมีฟันขาวสะอาดและประหยัดเงินในกระเป๋าโดยไม่ต้องพึ่งสารเคมีเลย


4.  ผงถ่าน ขัดฟันขาว

ผงถ่านขัดฟันขาวด้วยตัวเอง

ผงถ่านมีประโยชน์ในเรื่องของการล้างและขับสารพิษ โจเซฟ แบคเคอร์ ทันตแพทย์แห่งรัฐนิวเจอร์ซีย์ได้กล่าวไว้ว่า ผงถ่านมีความพรุนมาก จึงทำให้มีผลต่อการดึงและดูดซับแบคทีเรียที่ผิวฟัน สามารถช่วยให้ฟันขาวขึ้นได้ แต่ไม่ควรใช้ทุกวันเพราะอาจทำให้เนื้อของฟันบางลงได้

วิธีการใช้ ผสมผงถ่านกับน้ำเปล่าให้เข้ากัน แล้วนำไปแปรงฟัน แปรงให้ทั่วประมาณ 2 นาที แล้วล้างออกให้สะอาดด้วยน้ำเปล่า จนไม่เหลือถ่านเกาะติดอยู่ที่ฟัน เพียงเท่านี้ก็จะสามารถดูดซับสิ่งสกปรกหรือคราบเหลืองจากชา กาแฟ และบุหรี่ที่ติดอยู่บนผิวฟันได้อย่างง่ายดาย

ยาสีฟัน ฟันขาว ผงถ่านชาร์โคล ช่วนให้ฟันขาว ดับกลิ่นปากลมหายใจหอมสดชื่น


5.  น้ำมันมะพร้าว วิธีแก้ฟันเหลือง

น้ำมันมะพร้าวช่วยให้ฟันขาวขึ้นได้

 

น้ำมันมะพร้าวมีกรดไขมันและเอนไซม์ที่ช่วยให้ฟันขาวได้ เพียงแค่คุณนำน้ำมันมะพร้าวมาอมไว้ในปาก แล้วกลั้วน้ำมันไปมาให้ทั่วทั้งปากเป็นเวลา 20-30 นาที น้ำลายและกรดไขมันเหล่านี้จะรวมตัวกันทำลายคราบสกปรกบนฟันและสารอนุมูลอิสระที่ทำให้ฟันเหลือง เมื่อครบเวลาก็บ้วนทิ้งในถุงพลาสติกและแปรงฟันให้สะอาดอีกครั้งหนึ่ง หรือใช้น้ำมันมะพร้าว 1 ถ้วย ผสมโซดา 2 ช้อนชา และหยดน้ำมันหอมระเหยรสมินท์ลงไป 5 -10 หยด คนผสมให้เข้ากันแล้วนำไปอมกลั้วปากเช่นกัน สูตรนี้จะช่วยปรับสภาพสีฟันจากเหลืองให้ขาวขึ้น และต้านเชื้อจุลินทรีย์ในช่องปาก ช่วยให้เหงือกมีสุขภาพดีมากขึ้น

นอกจากจะทำให้ฟันขาวได้แล้ว น้ำมันมะพร้าวยังช่วยขจัดคราบหินปูนในช่องปากได้อีกด้วยค่ะ


6. ฟอกฟันขาวด้วยมะนาว

มะนาวฟอกสีฟันตามธรรมชาติ

หลายๆ คนอาจจะไม่เคยรู้มาก่อนว่าฟันของเราที่เหลืองนั้น ไม่จำเป็นต้องไปรักษาถึงคลินิกดังให้เสียเงิน เสียทอง เสียเวลา และเสียอารมณ์ (เพราะต้องรอคิว) ซึ่งสำหรับใครที่อยากฟันขาว ก็เพียงเข้าครัวไปหยิบมะนาวมาหนึ่งลูก ก็สามารถช่วยให้ฟันขาวได้อย่างไม่ยากเย็น เพราะมะนาวนั้นเป็นกรด ซึ่งทำหน้าที่เหมือนสารฟอกขาว ที่จะช่วยทำให้ฟันขาวขึ้นได้แบบเป็นธรรมชาติ เพียงนำเปลือกมะนาวมาถูกับฟันทุกซี่อาทิตย์ละ 2 ครั้ง ก็จะช่วยลดคราบเหลือง ที่เกาะตามฟันให้หมดไป ภายในไม่กี่สัปดาห์

แต่ขอแนะนำว่าอย่าทำเกินอาทิตย์ละ 2 ครั้งเด็ดขาดนะ เพราะจากที่จะช่วยให้ฟันขาว ก็อาจจะกลายเป็นฟันผุแทนได้ เนื่องจากกรดของมะนาวนั้นมันแรงพอสมควรเลยล่ะ


7. เกลือ ยาสีฟัน ฟันขาว สูตรโบราณ

เกลือ-ยาสีฟัน-ฟันขาว

เป็นอีกหนึ่งสมุนไพรประจำบ้านที่ไม่ว่าบ้านไหนๆ ก็ต้องมี นั่นก็คือ เกลือ นั่นเอง ซึ่งหลายๆ คนอาจสงสัยว่าเกลือจะช่วยให้ฟันขาวได้ยังไง ตรงนี้บอกเลยว่าได้แน่นอน เพราะเกลือนั้นจะช่วยให้เกิด Osmatic Action ที่จะเข้าไปทำให้พวกเศษอาหารหลุดออกจากซอกฟัน แถมยังปกป้องไม่ให้หินปูนมาสร้างความรำคาญ กลายเป็นคราบเหลืองเต็มไปหมดอีกด้วย นอกจากนี้เกลือยังช่วยฆ่าเชื้อโรคในช่องปาก ทำให้ปากสะอาด มีกลิ่นหอมสดชื่นอีกด้วย

โดยวิธีการก็คือ หลังจากแปรงฟันเรียบร้อยแล้ว ให้ผสมเกลือป่นกับน้ำเปล่า แล้วนำมากลั้วปาก 1-2 นาที หลังจากนั้นให้เอาเกลือมาโรยบนแปรงสีฟัน และทำการแปรงปกติอีกครั้งหนึ่ง เสร็จแล้วทิ้งไว้สักพัก เพื่อให้เกลือได้กัดเชื้อโรค และคราบเหลืองให้หลุดไป แล้วค่อยบ้วนปากด้วยน้ำสะอาด


💡 สำหรับช่วงท้ายนี้ ไม่ว่าฟันของคุณจะมีสีเหลืองจากสาเหตุใดก็ตาม คุณควรที่จะหาสาเหตุที่แท้จริง เพื่อที่จะได้ทำการดูแลรักษาได้ถูกวิธี หากปล่อยไว้นานอาจทำให้เสียบุคลิกภาพ ขาดความมั่นใจในตัวเอง และไม่กล้าที่จะพูดคุยกับผู้อื่น เพราะสีฟันที่ไม่ชวนมอง ซึ่งรู้ไว้ดอทคอมได้แนะนำ 7 วิธีฟอกสีฟันด้วยธรรมชาติ  ไว้ข้างต้นแล้ว อย่างไรลองเลือกมาใช้กันดู หวังว่าเพื่อนๆคงชอบวิธีใดวิธีหนึ่งที่แนะนำไปแล้ว แอดมินขอตัวไปขัดฟันให้ขาวจั๊วะบ้างแล้วหล่ะ สวัสดีค่ะ

รับชมรับฟัง 7 วิธีทำให้ฟันขาวแบบธรรมชาติ ฟอกฟันขาว ฟอกสีฟันเหลือง เห็นผลเร็ว ในรูปแบบคลิปวิดีโอ >>> https://www.youtube.com/watch?v=ojVhfCak8aQ

9 วิธีแก้รักแร้ดำ ให้กลับมาเนียนใสด้วยวิธีธรรมชาติ

คุณสามารถใช้วิธีแก้รักแร้ดำได้อย่างง่ายดาย โดยการใช้วิธีและวัตถุดิบจากธรรมชาติ ซึ่งสามารถทำได้เองที่บ้านง่ายๆและราคาไม่แพง แต่อย่างไรก็ตาม ปัญหารักแร้ดำในบางคนอาจเกิดจากการที่เป็นโรคอ้วน หรือโรคเบาหวาน รวมไปถึงความผิดปกติของฮอร์โมน การใช้ยาบางชนิด และการเป็นโรคมะเร็ง หากรักแร้ของคุณเกิดจากปัญหาเหล่านี้ คุณควรปรึกษาแพทย์เพื่อการวินิจฉัยและรักษาอย่างถูกต้อง

9 วิธีแก้รักแร้ดำ เปลี่ยนผิวใต้วงแขนให้ขาวเนียน

บริเวณใต้วงแขนที่มีสีดำคล้ำหรือที่เรียกว่า รักแร้ดำ ทางการแพทย์ระบุว่าไม่ใช่โรคชนิดหนึ่ง แต่กลับถูกมองว่าอาจเป็นการตอบสนองของผิวที่ไวต่อการสัมผัสเคมีบางอย่างหรือเกิดจากสาเหตุอื่นๆ เช่น ความอ้วนทำให้เกิดการเสียดสี เป็นเหตุให้ผิวบริเวณรักแร้มีสีดำคล้ำ หรือการใช้วิธีกำจัดขนโดยการใช้ครีมเคมีกำจัดขนบ่อยเกินไป รวมถึงการระบายอากาศผิวใต้วงแขนที่ไม่ดี ทำให้เกิดการสะสมของเซลล์ผิวเก่าที่ตายแล้วทับถมกัน และการใช้สเปรย์ดับกลิ่นที่มีส่วนผสมของแอลกอฮอลล์ หรือการใช้สารระงับเหงื่อและกลิ่นกายจากเคมี เหล่านี้ล้วนเป็นสาเหตุที่ทำให้รักแร้ดำคล้ำ

หากคุณเป็นหนึ่งคนที่มีปัญหารักแร้ดำแล้วละก็ รู้ไว้ดอทคอมขอเสนอ 9 วิธีแก้รักแร้ดำด้วยวิธีธรรมชาติทำง่ายๆได้ด้วยตัวคุณเอง ไปดูกันเลยค่ะ

1.  มันฝรั่ง

ด้วยคุณสมบัติที่เป็นกรดอ่อนๆในมันฝรั่ง  และเป็นสารที่ช่วยให้ความขาวจากธรรมชาติ จึงมีความปลอดภัย  และไม่ทำให้เกิดการระคายเคืองต่อผิวหนัง จากคุณสมบัติที่ดีนี้ จะช่วยให้รักแร้ดำของคุณหายได้อย่างไร เรามาดูสูตรกันเลยค่ะ

ใช้มันฝรั่ง 1 ลูก ล้างให้สะอาดปอกเปลือกและนำมาฝานบางๆ  แล้วนำไปทาบริเวณที่รักแร้ดำคล้ำ อาจทาวนให้ทั่วบริเวณรักแร้ ประมาณ 15 -20 นาที จากนั้นล้างออกด้วยน้ำอุ่น สามารถใช้วิธีนี้ 2 วันต่อ 1 ครั้ง เพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่ดีและรวดเร็วยิ่งขึ้น

2.  วิธีทำให้รักแร้ขาวด้วยเปลือกส้ม

เปลือกส้มมีคุณสมบัติช่วยลดเลือนจุดด่างดำและผลัดเซลล์ผิว สามารถนำมาใช้ดูแลปัญหารักแร้ดำได้ ช่วยให้ผิวที่ดำคล้ำ ขาวกระจ่างใสอย่างเป็นธรรมชาติ

นำเปลือกส้มไปตากแดด 2-3 วัน ทิ้งไว้จนแห้งสนิท นำมาบดให้ละเอียดเป็นผง จากนั้นนำผงเปลือกส้มที่บดแล้ว 2 ช้อนโต๊ะ มาผสมกับนม 1 ถ้วย คนให้เข้ากัน แล้วนำมาขัดบริเวณรักแร้ดำให้ทั่ว ทิ้งไว้ประมาณ 10-15 นาที แล้วล้างออกด้วยน้ำเย็น สามารถทำซ้ำได้ในระหว่างสัปดาห์ เพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่ชัดเจนยิ่งขึ้น

3.  ไม้จันทน์

ไม้จันทน์เป็นอีกหนึ่งส่วนผสมที่มีประสิทธิภาพในการแก้ไขปัญหารักแร้ดำคล้ำ มีคุณสมบัติช่วยให้ผิวเปล่งปลั่ง ยิ่งเมื่อนำมาผสมกับน้ำกุหลาบแล้วล่ะก็ จะช่วยเพิ่มความเย็นและความนุ่มนวลให้กับผิวใต้วงแขน ที่สำคัญยังช่วยขจัดกลิ่นกายที่ไม่พึงประสงค์จากการที่เหงื่อออกมากเกินไปอีกด้วย

ผสมผงไม้จันทน์ 2 ช้อนโต๊ะกับน้ำกุหลาบ 2-3 ช้อนโต๊ะ คนให้เข้ากันจนเนื้อเนียน นำมาพอกบริเวณที่รักแร้ดำ ทิ้งไว้ 15 นาที หรือจนกว่าจะแห้ง แล้วล้างออกด้วยน้ำเย็น สามารถทำได้ทุกวัน วิธีนี้จะช่วยให้ผิวบริเวณรักแร้กระจ่างใสขึ้นภายใน 2-3 วัน

4.  แตงกวา

แตงกวามีคุณสมบัติเช่นเดียวกับมันฝรั่ง คือเป็นสารที่ให้ความขาวจากธรรมชาติ อ่อนโยนและช่วยให้ผิวนุ่มกระจ่างใสขึ้น เพียงแค่คุณใช้แตงกวาทาลงบนผิวบริเวณรักแร้ดำ หรืออาจใช้การคั้นเอาแต่น้ำของแตงกวามาแล้วใช้สำลีจุ่มน้ำแตงกวา และนำมาวางทิ้งไว้ที่บริเวณรักแร้ดำ วิธีนี้สามารถทำได้วันละ 1-2 ครั้ง และสามารถทำได้เรื่อยๆจนกว่าคุณจะพอใจกับผลลัพธ์ที่ได้จึงหยุดทำ เมื่อนำแตงกวามาวางแปะไว้แล้วอย่าลืมล้างออกด้วยน้ำให้สะอาดนะคะ จะสามารถสัมผัสถึงความเบาสบายไม่เหนียวเหนอะหนะ ช่วยให้วงแขนกระจ่างใส เวลาใส่เสื้อกล้ามก็เพิ่มความมั่นใจมากขึ้นค่ะ

5.  สูตรรักแร้ขาวจากมะนาว

มะนาวเป็นสารที่ให้ความขาวจากธรรมชาติ มีฤทธิ์ต้านเชื้อแบคทีเรียและฆ่าเชื้อโรค นี่คือเหตุผลที่ใช้มะนาวในการรักษาปัญหาผิวหนังต่างๆ รวมถึงการแก้ปัญหารักแร้ดำ แต่มะนาวอาจทำให้ผิวแห้งได้ ดังนั้นควรทามอยเจอร์ไรเซอร์บำรุงผิวหลังการใช้มะนาวกับผิวทุกครั้ง เพื่อเป็นการขจัดเซลล์ผิวที่ตายแล้วและเปลี่ยนรักแร้ดำให้ขาวกระจ่างใส เราจะใช้มะนาวถูบริเวณรักแร้ดำ ทาให้ทั่วบริเวณที่มีสีคล้ำ ทิ้งไว้ 10 นาที และล้างออกให้สะอาด นอกจากนี้ยังสามารถใช้น้ำตาลเล็กน้อยผสมกับน้ำมะนาวแล้วขัดผิวใต้วงแขน เพื่อลดความเป็นกรดลง วิธีนี้คุณสามารถทำ 2 ครั้งต่อสัปดาห์ เพื่อดูแลบรรเทาอาการรักแร้ดำให้ขาวกระจ่างใส โดยใช้เวลาไม่นาน

6.  รักแร้หนังไก่เนียนนุ่มด้วยน้ำมันมะพร้าว

น้ำมันมะพร้าวเป็นตัวเลือกที่ดีในการแก้ไขและจัดการปัญหารักแร้ดำ ในน้ำมันมะพร้าวมีวิตามินอีที่สามารถปรับผิวใต้วงแขนให้ขาวกระจ่างใสได้ ในขณะเดียวกันยังสามารถช่วยลดปัญหากลิ่นตัวแรงได้โดยไม่ต้องพึ่งสารเคมี

ใช้น้ำมันมะพร้าว 1-2 หยด นวดบริเวณรักแร้ดำ นวดวนให้ทั่วและทิ้งไว้ 15 นาที แล้วล้างออกด้วยน้ำอุ่นและฟอกสบู่ให้สะอาด สามารถทำซ้ำได้ทุกๆ 2 วัน หรือสามารถทำได้บ่อยตามที่ต้องการจนกว่าคุณจะได้ผลลัพธ์ที่พึงพอใ0

รู้หรือยัง น้ำมันมะพร้าวใช้หมักผมก็ได้นะคะ ตามไปดูกันเลยยย

[related-post id=”20659″]

7.  นมสด

วิตามินและกรดไขมันที่อยู่ในนมสามารถช่วยลดความเข้มของสีผิวบริเวณรักแร้ได้ ทั้งนี้นมจะช่วยให้ผิวนุ่มขึ้น  และทำให้รูขุมขนดูเรียบเนียนมากขึ้น

8.  น้ำส้มสายชู

การใช้น้ำส้มสายชูดูแลปัญหารักแร้ดำคล้ำนี้ ไม่เพียงแต่จะช่วยปรับสีผิวให้สว่างกระจ่างใสขึ้น แต่ยังสามารถช่วยฆ่าเชื้อโรคและแบคทีเรียที่กินเซลล์ผิวที่ตายแล้วอันเป็นสาเหตุของกลิ่นใต้วงแขนอีกด้วย

ผสมน้ำส้มสายชูและแป้งข้าวจ้าวคนให้เข้ากัน เติมน้ำอุ่นลงไปเล็กน้อย แล้วนำไปพอกไว้บริเวณรักแร้ดำคล้ำ ปล่อยทิ้งไว้ให้แห้งประมาณ 10-15 นาที จากนั้นล้างออกด้วยน้ำอุ่น ทำซ้ำ2 ครั้งต่อสัปดาห์ ก็จะสามารถเห็นความเปลี่ยนแปลงแบบหน้ามือเป็นหลังมือได้

9.  เบคกิ้งโซดา

เบคกิ้งโซดาสามารถนำมาใช้ประโยชน์ได้หลากหลายเลยทีเดียว ปัญหารักแร้ดำคล้ำก็เช่นกัน เราจะใช้เบคกิ้งโซดาขัดผิว เพื่อช่วยขจัดคราบดำและเซลล์ผิวที่ตายแล้วให้หลุดลอกออกไปอย่างอ่อนโยน และนอกจากนี้ยังช่วยทำความสะอาดรูขุมขนไม่ให้อุดตันอีกด้วย

จบแล้วค่ะกับ 9 วิธีแก้รักแร้ดำด้วยวิธีธรรมชาติ ง่ายและสะดวกมากๆเลยใช่ไม๊คะ ลองนำไปปรับใช้กันดูนะคะ ซึ่งสูตรก็สามารถปรับเปลี่ยนได้ตามความเหมาะสมและสภาพผิว ควรหลีกเลี่ยงการใช้ครีมทารักแร้ดำในการดูแลผิวหนังไม่ว่าจะเป็นผิวบริเวณใดก็ตาม เพราะอาจเกิดการระคายเคือง แพ้สารเคมีที่เป็นส่วนผสมในครีมนั้นๆ ผิวคุณมีผิวเดียวไม่มีอะไหล่ให้เปลี่ยน ฉะนั้นอย่าเสี่ยงกับเคมีที่ให้ผลรวดเร็วทันใจ แต่ต้องมานั่งแก้ไขกันอีกยาวนานเลยค่ะ รู้ไว้ดอทคอมจะนำสาระดีๆมาฝากกันอีกในบทความหน้า พบกันได้ใหม่นะคะ สวัสดีค่ะ

รับชมวิดีโอ https://www.youtube.com/watch?v=ZEb2F4kEXlQ

9 สูตรเคล็ดลับง่ายๆในการขจัดรังแคอย่างถาวร

อาจดูบุคลิกภาพไม่ดี หากคุณสวมชุดดำแล้วมีรังแคร่วงหล่นอยู่บนชุดที่สวยงามของคุณ ด้วยหนังศีรษะที่แห้งและหลุดลอกออกกลายเป็นรังแคพร้อมอาการคันศีรษะ อาจไม่ใช่สิ่งที่คุณต้องการเมื่อต้องออกงานพบเจอผู้คนมากมาย และถ้าคุณกำลังทุกข์ทรมานจากปัญหารังแคนี้และต้องการกำจัดมันออกไป รู้ไว้ดอทคอมขอเสนอแนวทางแก้ไขปัญหารังแคที่ดีที่สุดด้วยส่วนผสมจากธรรมชาติ กับ 9 สูตรเคล็ดลับง่ายๆในการขจัดรังแคอย่างถาวร ซึ่งในบทความนี้จะขอแนะนำวิธีการแก้ปัญหาที่มีประสิทธิภาพและได้ผลอย่างแน่นอน แต่ก่อนที่จะไปดู 9 สูตรเคล็ดลับ เราจะไปดูถึงแหล่งที่มาของสาเหตุของรังแคกันก่อนว่า คุณเป็นรังแคได้อย่างไรและสาเหตุของรังแคคืออะไรกันแน่

9 สูตรกำจัดรังแค ผมพริ้วสวยได้อย่างมั่นใจ

“รังแค” มีสาเหตุมาจากเชื้อรา มาลาสซีเซีย (Malassezia) ที่เติบโตมากเกินไปบนหนังศีรษะของคุณ ทำให้เร่งการผลัดเซลล์ผิว ส่งผลให้หนังศีรษะหลุดลอกออกไปกลายเป็นรังแค รังแคมี 2 ชนิด คือรังแคที่เกิดจากการที่หนังศีรษะแห้ง และอีกชนิดเกิดจากการผลิตน้ำมันบนหนังศีรษะที่มากเกินไป และสาเหตุอื่นๆเช่น การหวีผมที่มากเกินความจำเป็น การทำความสะอาดเส้นผมที่น้อยเกินไป การกินอาหารที่ไม่เหมาะสม ความเครียด และโรคบางอย่าง เช่น พาร์กินสัน โรคกลากและโรคผิวหนัง
รังแคสามารถรักษาได้ง่ายๆ ด้วยวิธีธรรมชาติต่อไปนี้

1. Tea Tree Oil ที ทรี ออยล์

ทีทรีออยล์ เป็นสารสกัดที่ได้จากใบของต้นไม้ เป็นพืชที่พบมากในประเทศออสเตรเลีย มีประสิทธิภาพในการฆ่าเชื้อโรคและเชื้อแบคทีเรีย ช่วยกำจัดรังแคและทำให้ผมร่วงลดน้อยลง เพียงแค่ผสมน้ำมันทีทรีออยล์ 2-3 หยดกับแชมพูที่คุณใช้เป็นประจำ ผสมให้เข้ากันแล้วนำไปสระผม โดยการนวดให้ทั่วหนังศีรษะและเส้นผม แล้วล้างออกให้สะอาด สามารถทำได้ทุกวัน สักประมาณหนึ่งสัปดาห์ รังแคก็จะไม่มากวนใจอีกเลย

น้ำมันถ้านำไปหมักผม ก็จะทำให้เส้นผมสุขภาพดี ไม่มีปัญหา

[related-post id=”20619″]

2. เบคกิ้งโซดา

เบคกิ้งโซดา นอกจากจะเป็นส่วนผสมที่ใช้ทำขนมและอาหารแล้ว ยังสามารถนำมาใช้ทำความสะอาดเส้นผมและหนังศีรษะได้อีกด้วย โดยการนำเบคกิ้งโซดา 3 ช้อนโต๊ะ ผสมกับน้ำมะนาวสด 3 ช้อนโต๊ะ คนให้เข้ากัน แล้วนำไปนวดให้ทั่วศีรษะ โดยเน้นการนวดบริเวณที่มีรังแค ทิ้งไว้ 10 นาที หลังจากนั้นล้างออกให้สะอาด และใช้น้ำส้มสายชูแอ๊ปเปิ้ลไซเดอร์เทราดลงบนศีรษะอีกครั้งหนึ่ง โดยไม่ต้องล้างออก

3. น้ำมันมะพร้าว

การใช้น้ำมันมะพร้าวรักษารังแคเป็นวิธีที่ง่ายและนิยมมากที่สุด เพราะน้ำมันมะพร้าวช่วยเรื่องความชุ่มชื่น ทำให้หนังศีรษะไม่แห้งตึง ช่วยลดรังแคบนหนังศีรษะด้วยการแทรกซึมของกรดไขมัน เข้าสู่ชั้นหนังกำพร้าและเริ่มบำรุงจากภายในสู่ภายนอก ช่วยฟื้นฟูสุขภาพของหนังศีรษะ และช่วยให้เส้นผมมีสุขภาพดีเงางาม ก่อนอาบน้ำใช้น้ำมันมะพร้าว 3-5 ช้อนโต๊ะ นวดลงบนหนังศีรษะและปล่อยทิ้งไว้ 1 ชั่วโมง จากนั้นสระผมด้วยแชมพูตามปกติ ทำสัปดาห์ละ 1 ครั้ง จนกว่ารังแคของคุณจะหายไป

ผมนุ่มลื่นเงางาม มีน้ำหนักด้วยน้ำมันมะพร้าว

[related-post id=”20659″]

4. วิธีขจัดรังแคด้วยน้ำยาบ้วนปาก

หากคุณมีปัญหารังแคที่รุนแรง ลองใช้น้ำยาบ้วนปาก 1 ช้อนโต๊ะ ผสมน้ำเปล่า 9 ช้อนโต๊ะหลังการสระผม ในน้ำยาบ้วนปากมีแอลกอฮอลล์ผสมอยู่ มีคุณสมบัติต้านเชื้อราและลดอัตราการเจริญเติบโตของยีสต์ที่เป็นสาเหตุให้เกิดรังแคได้

ยังมีอีกหลายวิธีในการขจัดรังแคอย่างได้ผล

[related-post id=”184″]

[related-post id=”20214″]

5. มะนาว

สาเหตุหนึ่งของรังแคคือความไม่สมดุลของระดับ PH ของหนังศีรษะ ความเป็นกรดของน้ำมะนาวจะช่วยในการปรับระดับความชุ่มชื่นของหนังศีรษะ ทำให้สามารถรักษารังแคได้ ใช้น้ำมะนาว 2 ช้อนโต๊ะ นวดลงบนหนังศีรษะให้ทั่ว ทิ้งไว้ประมาณ 15 นาที แล้วล้างออกด้วยน้ำสะอาด สามารถทำเช่นนี้ได้ทุกวันจนกว่ารังแคที่มีจะหมดไป

6. แอ๊ปเปิ้ลไซเดอร์

ด้วยความเป็นกรดของน้ำส้มสายชูแอ๊ปเปิ้ลไซเดอร์มีผลทำให้ค่าความเป้นกรดด่างของหนังศีรษะดีขึ้น ลดการเจริญเติบโตของยีสต์ เพียงคุณนำน้ำแอ๊ปเปิ้ลไซเดอร์ 1 ส่วนผสมกับน้ำเปล่า 4 ส่วน เทลงในขวดสเปรย์ แล้วนำมาฉีดบริเวณหนังศีรษะที่เป็นรังแค หมักผมทิ้งไว้ด้วยผ้าขนหนู ประมาณ 1 ชั่วโมง แล้วล้างเส้นผมและหนังศีรษะให้สะอาด ทำสัปดาห์ละ 2 ครั้ง ก็จะเห็นความเปลี่ยนแปลงได้ชัดเจนขึ้นอย่างแน่นอน คำแนะนำเพิ่มเติม ระมัดระวังเวลาฉีดสเปรย์อย่าให้เข้าตา และหากหนังศีรษะมีแผลควรรอให้แผลหายสนิทก่อน

7. ว่านหางจระเข้

ว่านหางจระเข้มีคุณสมบัติต้านเชื้อแบคทีเรียและเชื้อราตามธรรมชาติ นอกจากนี้ยังมีเอนไซม์โปรตีเอสไลซิส ที่สามารถขจัดเซลล์ผิวเก่าที่ตายแล้ว หรือขจัดรังแคบนหนังศีรษะได้ นำว่านหางจระเข้มาล้างให้สะอาดจนหมดยางสีเหลือง แล้วนำวุ้นด้านในมานวดหนังศีรษะให้ทั่ว ทิ้งไว้โดยไม่ต้องล้างออก แล้วจึงสระผมในวันถัดไป นอกจากจะช่วยขจัดรังแคแล้ว การหมักผมด้วยวุ้นว่านหางจระเข้ยังช่วยชะลอให้ผมหงอกช้าลงอีกด้วย

[related-post id=”20721″]

8. กระเทียม

คุณสมบัติต้านเชื้อจุลินทรีย์ของกระเทียม เหมาะเป็นอย่างยิ่งสำหรับการนำมาขจัดแบคทีเรียที่ก่อให้เกิดรังแคด้วยการนำกระเทียมจำนวน 20-30 กลีบ มาปั่นหรือบดให้ละเอียดแล้วนำไปผสมกับน้ำผึ้ง 1 ช้อนโต๊ะ คลุกเคล้าให้เข้ากันและนำมานวดหนังศีรษะ ทิ้งไว้ 15 นาที จึงล้างออกและสระผมด้วยแชมพูตามปกติ

รู้หรือไม่ว่า เราสามารถหมักผมด้วยกระเทียมได้นะ

[related-post id=”20646″]

9. น้ำมะกรูดขจัดรังแค ดูแลหนังศีรษะ

มะกรูดเป็นฤทธิ์เป็นกรด ช่วยขจัดสิ่งสกปรกที่อุดตันตามรูขุมขนบนหนังศีรษะ ช่วยให้หนังศีรษะชุ่มชื่นไม่แห้งตึง รักษารังแค บรรเทาอาการชันนะตุ ปกป้องเส้นผมและล้างสารพิษสารเคมีออกจากเส้นผม นำมะกรูดมาล้างให้สะอาดและนำไปปั่นให้ละเอียด นำน้ำที่ได้มาชโลมให้ทั่วเส้นผม และนวดหนังศีรษะเบาๆ ประมาณ 5-10 นาที ปล่อยทิ้งไว้สักครู่แล้วล้างออกด้วยน้่ำสะอาดและราดตามด้วยน้ำเย็น เพียงเท่านี้ก็จะสามารถขจัดรังแคและมีเส้นผมเงางามดกดำสุขภาพดีได้แล้ว

[related-post id=”483″]

เป็นอย่างไรกันบ้างกับ 9 สูตรเคล็ดลับง่ายๆในการขจัดรังแคอย่างถาวรด้วยวิธีธรรมชาติ ทั้งหาได้ง่ายและราคถูก เป็นมิตรกับหนังศีรษะและเส้นผม ที่สำคัญปลอดภัยต่อสุขภาพแบบนี้ต่อไปคงไม่จำเป็นต้องพึ่งผลิตภัณฑ์จากเคมีมาขจัดรังแคกันแล้ว ขอแค่มีวินัยและอดทนรอเวลา รับรองเลยว่า ต่อไปจะไม่มีหิมะรังแคร่วงหล่นลงมาให้กวนใจกันอีกต่อไปอย่างแน่นอน

รับชมวิดีโอ https://www.youtube.com/watch?v=ZFehtyemVZQ

9 วิธีเลิกบุหรี่ด้วยวิธีธรรมชาติ

บุหรี่เป็นสารเสพติดชนิดหนึ่งที่สามารถเสพได้โดยไม่ผิดกฏหมาย ซึ่งส่วนประกอบสำคัญของบุหรี่คือ ใบยาสูบที่อยู่ด้านใน และในใบยาสูบนี้เองมีสารพิษที่พบตามธรรมชาติ เรียกว่า นิโคติน สารนิโคตินเป็นสารเคมีให้โทษออกฤทธิ์ส่งผลต่อระบบประสาทและสมอง ทำให้เกิดการหลั่งสารอะดรีนาลินที่ต่อมหมวกไต เป็นเหตุให้ร่างกายเกิดการเปลี่ยนแปลงและต้องการสารนิโคตินเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ ทำให้ผู้สูบต้องการสูบบุหรี่อยู่ตลอดเวลา ไม่สามารถเลิกสูบบุหรี่ได้

9 วิธีเลิกบุหรี่ วิธีไหนดีที่สุดสำหรับคุณ

อย่างไรก็ตามการสูบบุหรี่เป็นการทำร้ายทั้งตนเองและคนรอบข้าง หากคุณพร้อมที่จะเลิกสูบบุหรี่ รู้ไว้ดอทคอมขอแนะนำ 9 วิธีเลิกบุหรี่ด้วยธรรมชาติที่มีประสิทธิภาพอยากให้คุณลอง คำแนะนำเหล่านี้สามารถช่วยลดและกระตุ้นให้คุณเลิกสูบบุหรี่ได้ ซึ่งจะช่วยให้คุณรู้สึกแข็งแรงและมีสุขภาพดีขึ้น สามารถเลิกสูบบุหรี่ได้อย่างแน่นอน

1.  ฝึกโยคะ

การฝึกโยคะเป็นการควบคุมความเครียด ลดระดับความเครียดของร่างกายด้วยฮอร์โมนคอร์ติซอลและอะดรีนาลิน จากงานวิจัยพบว่าคนที่สูบบุหรี่และเล่นโยคะอย่างน้อยสัปดาห์ละ 1-2 ครั้ง สามารถช่วยให้ร่างกายขจัดสารนิโคตินออกไปได้มากกว่าคนที่ไม่เคยเล่นโยคะเลยในระหว่างที่สูบบุหรี่อยู่

2.  การฝังเข็ม

มีการศึกษาผลของการฝังเข็มเพื่อช่วยลดความอยากของการสูบบุหรี่ลง แสดงให้เห็นว่า การฝังเข็มนี้สามารถช่วยลดระดับความเครียดและความอยากในการสูบบุหรี่ให้ลดลงได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งหลังจากการที่คุณได้ลดปริมาณการสูบบุหรี่ลงแล้ว อาจส่งผลให้ร่างกายมีความแปรปรวน เช่น อารมณ์ที่กังวล ว้าวุ่น หงุดหงิด เมื่อเกิดภาวะเช่นนี้ เพื่อบรรเทาอาการอยากสูบบุหรี่และความเครียดของร่างกายให้ลดลง การฝังเข็มก็เป็นอีกทางเลือกหนึ่งที่จะช่วยให้วิธีการเลิกสูบบุหรี่ของคุณประสบความสำเร็จได้เร็วขึ้น

3.  เพิ่มผักและผลไม้

นักวิจัยจากมหาวิทยาลัยดุ๊ก รัฐนอร์ทแคโรไลนา ประเทศสหรัฐอเมริกา (Duke University) พบว่าผู้สูบบุหรี่มักไม่ชอบรับประทานผักและผลไม้ รวมไปถึงการดื่มนมและน้ำเปล่าด้วย นอกจากนี้การรับประทานเนื้อสัตว์ การดื่มกาแฟและเครื่องดื่มแอลกอฮอลล์ มีผลทำให้ผู้สูบบุหรี่มีความต้องการสูบบุหรี่ที่มากขึ้นเช่นกัน ดังนั้นหากคุณมีแผนที่จะเลิกสูบบุหรี่อย่างจริงจัง คุณควรรับประทานผักและผลไม้สดให้มากขึ้น เพราะวิตามินและแร่ธาตุในผักจะช่วยให้คุณมีความอยากสูบบุหรี่ที่น้อยลง ทำให้คุณมีสุขภาพที่แข็งแรงขึ้นและห่างไกลจากบุหรี่ออกไปเรื่อยๆ

[related-post id=”276″]

4.  การดื่มน้ำ

การดื่มน้ำอาจช่วยแก้ปัญหาความอยากสูบบุหรี่ให้ลดลงได้ โดยเฉพาะในวันแรกที่เลิกสูบบุหรี่ เพราะการดื่มน้ำจะช่วยให้ร่างกายของคุณสามารถขจัดพิษออกจากร่างกาย ช่วยให้ระบบย่อยออาหารของคุณทำงานได้อย่างราบรื่น และช่วยให้ร่างกายเริ่มฟื้นฟู ปรับสภาพเซลล์ต่างๆให้ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น

5.  สมุนไพร

มีผู้คนมากมายที่ใช้สมุนไพรในรูปแบบของอาหารเสริมเพื่อช่วยในหารเลิกสูบบุหรี่ หากต้องการเลิกเสพสารนิโคตินที่เป็นสาเหตุให้คุณนอนไม่หลับ ลองใช้ชาดอกคาโมมายล์ผสมน้ำมะนาวและใบโหระพาดูสิ ชงดื่มอุ่นๆก่อนนอน เพื่อช่วยให้นอนหลับสบายมากขึ้น ในชาดอกคาโมมายล์นี้จะช่วยผ่อนคลายเส้นประสาท ลดความเครียด บรรเทาอาการกระวนกระวายได้ หากคุณอยู่ในระหว่างการเลิกสูบบุหรี่ แน่นอนว่าต้องมีอาการนอนไม่หลับร่วมอยู่ด้วย ในภาวะเช่นนี้ อย่าลืมชงชาดอกคาโมมายล์ดื่มเป็นประจำนะคะ นอกจากจะช่วยเรื่องการนอนหลับแล้ว ยังสามารถบำรุงสุขภาพโดยไม่ส่งผลเสียต่อร่างกายอีกด้วย

ประโยชน์อื่นๆ ของชาสมุนไพร 9 ประโยชน์ชาสมุนไพรเพื่อสุขภาพอบเชย

6.  กินวิตามิน

วิตามินซีมีรสเปรี้ยวและสามารถใช้รสนี้บรรเทาอาการอยากบุหรี่ได้ โดยการนำมะนาวมาหั่นเป็นชิ้นเล็กๆเตรียมไว้ เมื่อเกิดอาการอยากสูบบุหรี่ให้นำมะนาวที่หั่นไว้แล้วมาเคี้ยว 3-5 นาที เมื่อหมดรสชาดสามารถเปลี่ยนชิ้นใหม่ได้ ด้วยความเปรี้ยวของมะนาวนี้จะช่วยลดความอยากสูบบุหรี่ ทำให้รู้สึกว่าสูบบุหรี่แล้วมีรสขม ไม่อร่อย เป็นการลดปริมาณการสูบบุหรี่ไปในตัวโดยอัตโนมัติ

[related-post id=”85″]

7.  ออกกำลังกาย

การออกกำลังกายช่วยให้ปอดมีความแข็งแรงและมีความสามารถในการขับสารพิษมากขึ้น ซึ่งนักวิจัยจากมหาวิทยาลัยบราวน์ ได้กล่าวไว้ว่า ในผู้ที่สูบบุหรี่ หากได้ออกกำลังกายเป็นประจำทุกวัน มีผลทำให้อารมณ์มั่นคงไม่แปรปรวนง่าย เป็นการกระตุ้นการทำงานของปอด เพื่อช่วยขับสารพิษต่างๆออกจากร่างกาย ช่วยให้ร่างกายผลิตออกซิเจนได้มากขึ้น มีความสดชื่น กระปรี้กระเปร่า ลดอาการซึมเศร้าและช่วยให้เลิกสูบบุหรี่ได้ง่ายขึ้น อย่างน้อยเพียงแค่ออกกำลังกายอาทติย์ละ 3-4 วัน ครั้งละ 30 นาที ก็สามารถช่วยให้คุณเลิกสูบบุหรี่แถมยังช่วยให้มีสุขภาพที่แข็งแรงขึ้นอีกด้วย

8.  ฝึกไทเก๊ก

นักวิจัยจากมหาวิทยาลัยไมอามี่กล่าวว่า ศิลปะการต่อสู้ไทเก๊กของจีนอาจช่วยให้ผู้สูบบุหรี่เลิกสูบบุหรี่ได้ จากการศึกษาของผู้ที่สูบบุหรี่ที่เข้าร่วมกิจกรรมการฝึกไทเก๊ก 3 ครั้งต่อสัปดาห์ โดยการเคลื่อนไหวร่างกายอย่างช้าๆ ทำสม่ำเสมอและต่อเนื่องสามารถลดความเครียดของร่างกาย กระตุ้นการไหลเวียนของเลือด และช่วยให้จิตใจสงบไม่กระวานกระวาย บรรเทาและลดอาการอยากสูบบุหรี่ลงได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยใช้เวลาเพียงแค่ 3 เดือน ใช้เวลาสั้นๆแบบนี้ ใครอยากเลิกสูบบุหรี่นี่เป็นทางลัดที่ดีและคงต้องหาเวลาไปฝึกไทเก๊กอย่างจริงจังแล้วหล่ะ

9.  อาบน้ำด้วยน้ำอุ่น

ในขณะที่ร่างกายคุณกำลังต่อสู้กับความอยากของร่างกายที่ต้องการจะสูบบุหรี่ อาจทำให้ร่างกายเกิดความเครียดและเป็นกังวลต่อสิ่งต่างๆที่มากระทบมากมาย ช่วงเวลาระหว่างนี้คุณควรอาบน้ำหรือแช่ตัวด้วยน้ำอุ่นวันละ 2 ครั้ง สามารถทำครั้งละ 15-20 นาที เพื่อเป็นการผ่อนคลายความตึงเครียด ลดความอ่อนล้าของกล้ามเนื้อและเส้นประสาทที่ตึงเครียด ซึ่งเมื่ออาบน้ำหรือแช่น้ำอุ่นเสร็จแล้ว ควรอาบน้ำหรือราดตัวด้วยน้ำเย็นอีกครั้ง เพื่อเป็นการช่วยกระตุ้นความสดชื่น กระปรี้กระเปร่าให้แก่ร่างกาย

บุหรี่เป็นอันตรายต่อผู้สูบและคนใกล้ชิด หากเพื่อนๆสูบบุหรี่และมีความตั้งใจมุ่งมั่นที่เลิกสูบจริงๆแล้ว รู้ไว้ดอทคอมขอเป็นกำลังใจให้เพื่อนๆทุกท่าน ขอให้เลิกสูบบุหรี่ได้ในเร็ววัน หากมีความตั้งใจไม่ยอมแพ้ต่อจิตใจของตัวเองแล้ว รับรองเลยว่าเพื่อนๆจะเป็นคนใหม่ที่ห่างไกลการสูบบุหรี่ด้วยการชนะใจตนเองได้อย่างแน่นอน

รับชมวิดีโอ https://www.youtube.com/watch?v=mjX6rNGtO2Q

10 สูตรหมักผมโยเกิร์ต ให้ผมไม่แห้งแตกปลาย

10 สูตรหมักผมด้วยโยเกิร์ต ให้ผมนุ่มลื่น เงางาม

ในการดูแลรักษาเส้นผมของคุณให้มีสุขภาพดีนั้น อาจเป็นเรื่องยากถ้าหากคุณไม่มีเวลาหรือไม่ได้ใส่ใจเท่าที่ควร ยิ่งเป็นการกระตุ้นการงอกหรือการเจริญเติบโตของเส้นผมแล้วล่ะก็ อาจทำได้ยากถ้าไม่ทำให้ถูกวิธี การดูแลและใส่ใจในเส้นผมของคุณจะช่วยให้เส้นผมของคุณแข็งแรงและเติบโตอย่างมีคุณภาพ ซึ่งคุณสามารถหาวัตถุดิบหรือส่วนผสมต่างๆมาช่วยในการดูแลสุขภาพผมของคุณได้ง่ายๆจากในครัวของคุณ

โยเกิร์ตเป็นส่วนประกอบหลักในการดูแลเส้นผมตามธรรมชาติ อุดมด้วยวิตามินและกรดไขมันที่จำเป็นต่อสุขภาพของเส้นผมและหนังศีรษะ โยเกิร์ตนี้จะเหมาะกับเส้นผมแค่ไหนและใช้งานกับเส้นผมอย่างไร ลองมาดูเหตุผลในการใช้และประโยชน์ของโยเกิร์ตกันค่ะ

ประโยชน์ของโยเกิร์ตต่อเส้นผมและหนังศีรษะ

  • ช่วยขจัดรังแคด้วยคุณสมบัติต้านเชื้อราที่ช่วยบรรเทาอาการทางหนังศีรษะ
  • ช่วยให้เส้นผมนุ่มสลวยด้วยการทำให้เส้นผมของคุณชุ่มชื่นยาวนานขึ้น
  • ควบคุมและบรรเทาอาการผมร่วงโดยการปรับปรุงสุขภาพหนังศีรษะและลดการอุดตันของรูขุมขน
  • ช่วยปรับสภาพของหนังศีรษะให้สมดุล โดยการควบคุมการผลิตของไขมัน
  • โยเกิร์ตบรรเทาอาการร้อนที่หนังศีรษะ ทำให้หนังศีรษะเย็นตัวลง

10 สูตรหมักผมด้วยโยเกิร์ต ดูแลเส้นผมของคุณ

1. โยเกิร์ตและไข่

ส่วนผสม

โยเกิร์ต 2 ช้อนโต๊ะ และไข่ไก่ 1 ฟอง

วิธีทำ

  • ตอกไข่ลงในชาม ตีไข่ขาวและไข่แดงให้เข้ากัน ใส่โยเกิร์ตลงไป 2 ช้อนโต๊ะ ผสมให้เข้ากัน
  • นำส่วนผสมที่ได้ทาลงบนเส้นผมให้ทั่วและหมักทิ้งไว้ด้วยการใส่หมวกคลุมผม
  • ทิ้งไว้ 30 นาที
  • ล้างออกและสระผมด้วยแชมพู โดยการใช้น้ำเย็นสระ

คำแนะนำ

สามารถใช้สูตรนี้ได้สัปดาห์ละ 1-2ครั้ง
ไข่ไก่นั้นอุดมด้วยโปรตีนที่ช่วยบำรุงหนังศีรษะและเส้นผม การใช้ไข่ไก่เป็นวิธีที่ง่ายและสะดวก ลองหามาทำกันดูนะคะ

2. กล้วยและโยเกิร์ต

ส่วนผสม

  • กล้วยสุก ½ ลูก
  • โยเกิร์ต 1 ช้อนโต๊ะ
  • น้ำผึ้ง 3 ช้อนชา
  • น้ำมะนาว 1 ช้อนชา

วิธีทำ

  • บดกล้วยให้ละเอียด เติมโยเกิร์ต น้ำผึ้ง น้ำมะนาวลงไปตามสัดส่วนที่แนะนำ ผสมให้เข้ากันจนเนื้อเนียนละเอียด
  • นำส่วนผสมที่ได้มาหมักเส้นผม และใช้หมวกคลุมผม คลุมไว้ 30 นาที
  • ล้างออกและสระผมด้วยแชมพูให้สะอาด

คำแนะนำ

สามารถใช้สูตรนี้ได้สัปดาห์ละ 1-2ครั้ง
กล้วยและโยเกิร์ต ช่วยให้เส้นผมมีความนุ่มลื่น ชุ่มชื่น และยังสามารถทำความสะอาดหนังศีรษะ ให้มีสุขภาพดี เส้นผมจะเงางามและไม่ขาดหลุดร่วงง่าย

[related-post id=”20214″]

3. โยเกิร์ตและน้ำมันมะกอก

ส่วนผสม

  • น้ำมันมะกอก 1 ช้อนโต๊ะ
  • โยเกิร์ต 1 ถ้วย
  • น้ำมะนาว 1 ช้อนโต๊ะ
  • น้ำเปล่า 2 ถ้วย

วิธีทำ

  • ผสมน้ำมันมะกอกและโยเกิร์ตให้เข้ากัน 1 ถ้วย
  • ผสมน้ำมะนาวและน้ำเปล่า แยกทิ้งไว้ต่างหากอีก 1 ถ้วย
  • ล้างเส้นผมให้สะอาด และบีบน้ำออกให้หมาดๆ
  • นำส่วนผสมในถ้วยที่มีน้ำมันมะกอกและโยเกิร์ตมาหมักผม และคลุมด้วยหมวกคลุมผมทิ้งไว้ 20 นาที
  • เมื่อครบเวลาล้างเส้นผมด้วยน้ำเย็น
  • นำน้ำมะนาวที่ผสมน้ำเปล่าแล้วมาล้างเส้นผมอีกครั้ง และสระตามด้วยแชมพูให้สะอาด

คำแนะนำ

สามารถใช้สูตรนี้ได้สัปดาห์ละ 2 ครั้ง
สำหรับสูตรโยเกิร์ตและน้ำมันมะกอกนี้ จะช่วยให้เส้นผมของคุณแข็งแรง ลดปัญหาผมแตกปลาย ช่วยให้เส้นผมเจริญเติบโตอย่างมีคุณภาพ ทำให้จัดทรงได้ดีขึ้น น้ำมะนาวจะช่วยปรับสมดุลของหนังศีรษะและเพิ่มความเงางามให้แก่เส้นผมของคุณ

สำหรับใครที่ต้องการให้ผมยาวเร็ว ลองใช้สูตรนี้ดูนะคะ 10 สูตรเร่งผมยาวทันใจ ผมยาวเร็ว ผมหนาดกดำ

[related-post id=”20226″]

4. โยเกิร์ตและน้ำผึ้ง

ส่วนผสม

  • โยเกิร์ต ½ ถ้วย
  • น้ำผึ้ง 1 ช้อนชา
  • น้ำส้มสายชูแอปเปิ้ลไซเดอร์ 1 ช้อนชา

วิธีทำ

  • ผสมโยเกิร์ต น้ำผึ้ง และน้ำส้มสายชูแอปเปิ้ลไซเดอร์ให้เข้ากัน โดยการคนหรือนำมาปั่นจนได้เนื้อที่เนียนข้นทั่วๆกัน
  • นำส่วนผสมที่ได้มาใช้หมักผม เริ่มจากโคนสู่ปลายผม หมักให้ทั่วและคลุมไว้ด้วยหมวกคลุมผม ทิ้งไว้ 30 นาที
  • ล้างออกให้สะอาดและสระผมด้วยแชมพูอ่อนๆ

คำแนะนำ

สามารถใช้สูตรนี้ได้สัปดาห์ละ 2 ครั้ง
สูตรนี้จะช่วยควบคุมการผลิตน้ำมันบนหนังศีรษะของคุณและลดการอุดตันของรูขุมขน

[related-post id=”20558″]

5. โยเกิร์ตและว่านหางจระเข้

ส่วนผสม

  • วุ้นว่านหางจระเข้ 3 ช้อนชา
  • โยเกิร์ต 2 ช้อนโต๊ะ
  • น้ำมันมะกอก 2 ช้อนโต๊ะ
  • น้ำผึ้ง 1 ช้อนโต๊ะ

วิธีทำ

  • ผสมส่วนผสมทั้งหมดให้เข้ากัน ปั่นให้เนื้อเนียนละเอียด
  • นำมาหมักผมและคลุมด้วยหมวกคลุมผม ปล่อยทิ้งไว้ 30 นาที
  • ล้างออกและสระผมให้สะอาดด้วยแชมพู

คำแนะนำ

สามารถใช้สูตรนี้ได้สัปดาห์ละ 2 ครั้ง
ว่านหางจระเข้ มีกรดอะมิโนและโปรตีนสูง เป็นสารต้านจุลชีพที่ช่วยให้หนังศีรษะมีสุขภาพ ช่วยให้เส้นผมนุ่มสลวย ไม่พันกัน

[related-post id=”20721″]

6. อะโวคาโดและโยเกิร์ต

ส่วนผสม

  • โยเกิร์ต 1 ถ้วย
  • อะโวคาโดสุก ½ ลูก
  • น้ำมันมะกอก 2 ช้อนโต๊ะ
  • น้ำผึ้ง 1 ช้อนโต๊ะ

วิธีทำ

  • นำส่วนผสมทั้งหมดมาปั่นให้เข้ากันจนได้เนื้อที่เนียนข้น
  • นำมาหมักเส้นผมให้ทั่วทั้งศีรษะ ทิ้งไว้ 20 นาที
  • ล้างออกด้วยน้ำเปล่าและสระตามด้วยแชมพูให้สะอาด

คำแนะนำ

สูตรนี้เหมาะสำหรับผมแห้ง สามารถทำได้บ่อยเท่าที่คุณต้องการ

7. ใบกะหรี่และโยเกิร์ต

ส่วนผสม

  • โยเกิร์ต 1 ถ้วย
  • ใบกะหรี่สด 1 กำมือ

วิธีทำ

  • ล้างใบกะหรี่ให้สะอาดและนำมาปั่นให้ละเอียด
  • ผสมโยเกิร์ตกับใบกะหรี่ที่ปั่นแล้ว คนผสมให้เข้ากัน
  • นำมาหมักเส้นผมให้ทั่วทั้งศีรษะ ทิ้งไว้ 30 นาที
  • ล้างออกและสระตามด้วยแชมพู

คำแนะนำ

สามารถใช้สูตรนี้ได้สัปดาห์ละ 1 ครั้ง
ใบกะหรี่อุดมด้วยโปรตีนและเบต้าแคโรทีนที่ช่วยแก้ปัญหาผมร่วง สูตรนี้จะช่วยให้เส้นผมหนาขึ้นและช่วยเร่งการเจริญเติบโตของเส้นผมอีกด้วย

8. กะทิและโยเกิร์ต

ส่วนผสม

  • กะทิ 1ถ้วย
  • โยเกิร์ต ½ ถ้วย
  • น้ำมันกานพลู 2 ช้อนโต๊ะ

วิธีทำ

  • ผสมส่วนผสมทั้งหมดและคนให้เข้ากัน
  • นำส่วนผสมที่ได้มานวดลงหนังศีรษะและชโลมให้ทั่วเส้นผม ทิ้งไว้ 1-2 ชั่วโมง
  • ล้างออกด้วยน้ำอุ่นและสระผมให้สะอาด

คำแนะนำ

สามารถใช้สูตรนี้ได้สัปดาห์ละ 1 ครั้ง
กะทิเป็นส่วนผสมที่อุดมด้วยกรดไขมันและวิตามินที่ช่วยเพิ่มสุขภาพที่ดีให้แก่เส้นผม ช่วยรักษาให้หนังศีรษะมีสมดุลตามธรรมชาติ และทำให้เส้นผมเจริญเติบโตอย่างมีคุณภาพ

[related-post id=”20659″]

9. เมล็ดลูกซัดและโยเกิร์ต

ส่วนผสม

  • โยเกิร์ต 1 ถ้วย
  • เมล็ดลูกซัด 1 หยิบมือ

วิธีทำ

  • แช่เมล็ดลูกซัดในโยเกิร์ตทิ้งไว้ข้ามคืน
  • ตอนเช้านำเมล็ดลูกซัดและโยเกิร์ตมาปั่นให้ละเอียด
  • นำมาชโลมให้ทั่วเส้นผมและหนังศีรษะ ทิ้งไว้ 30 นาที
  • ล้างออกด้วยน้ำอุ่นและสระผมให้สะอาด

คำแนะนำ

สามารถใช้สูตรนี้ได้สัปดาห์ละ 2 ครั้ง
เมล็ดลูกซัดเป็นหนึ่งในส่วนผสมที่ดีที่สุดของเคล็ดลับการดูแลสุขภาพเส้นผมและหนังศีรษะ อุดมด้วยสารต้านอนุมูลอิสระ ช่วยในการดูแลรูขุมขน ลดการอักเสบของหนังศีรษะ ลดปัญหารังแค และช่วยให้เส้นผมสุขภาพดี

10. น้ำมะนาวและโยเกิร์ต

ส่วนผสม

  • โยเกิร์ต 4 ช้อนโต๊ะ
  • น้ำมะนาว 2 ช้อนชา
  • น้ำผึ้ง 1 ช้อนชา

วิธีทำ

  • นำส่วนผสมทั้งหมดปั่นลงในโถให้เข้ากันจนได้เนื้อครีมที่เนียนข้น
  • นำมาชโลมให้ทั่วเส้นผมและหนังศีรษะ ทิ้งไว้ 20 นาที
  • ล้างออกด้วยน้ำอุ่นและสระผมให้สะอาดอีกครั้ง

คำแนะนำ

สามารถใช้สูตรนี้ได้สัปดาห์ละ 1 ครั้ง
วิธีการนี้เป็นวิธีที่ง่ายที่สุดในการดูแลหนังศีรษะที่มีปัญหาเรื่องรังแค ช่วยลดน้ำมันส่วนเกิน ควบคุมการผลิตน้ำมันและไขมันที่บริเวณหนังศีรษะ นอกจากนี้ยังทำให้เส้นผมนุ่มสลวยหวีง่าย ไม่พันกัน

การดูแลเส้นผมให้มีสุขภาพดีนั้นไม่ใช่เรื่องง่ายและต้องใช้ความอดทนเป็นอย่างมาก อย่างไรก็ตามการใช้โยเกิร์ตหมักผมอาจช่วยให้เส้นผมของคุณมีสุขภาพที่ดีขึ้น เพราะเป็นสูตรที่ทำได้ง่าย หาซื้อไม่ยุ่งยากและราคาไม่สูง หากคุณคิดไม่ออกแล้วว่าจะจัดการกับปัญหาเส้นผมและหนังศีรษะอย่างไร ก็ลองนำวิธีที่แนะนำเหล่านี้ไปลองปรับใช้กันดู หวังว่าคงจะมีสูตรที่ถูกใจใช้แล้วชอบ หากใช้แล้วได้ผลเป็นอย่างไรก็อย่าลืมเล่าสู่กันฟังบ้างนะคะ

รับชมวิดีโอ https://www.youtube.com/watch?v=KrLjtFupz9w