ประโยชน์ผงชาเขียวมัทฉะ

8 ประโยชน์ผงชาเขียวมัทฉะ Matcha

ผงชาเขียวมัทฉะ คืออะไร มัทฉะเป็นผงชาเขียวที่บดละเอียด ส่วนใหญ่จะเป็นชาเขียวอินทรีย์ ปราศจากสารเคมี ชามัทฉะนี้เป็นชาเขียวที่เป็นหัวใจสำคัญของพิธีชงชาญี่ปุ่นที่มีชื่อเสียงมานานกว่า 900 ปี พระสงฆ์ให้เกียรติชามัทฉะว่าเป็นยาสุขภาพสำหรับบรรเทาโรคเบาหวาน เพราะมีความเข้มข้นของสารต้านอนุมูลอิสระและยังสามารถช่วยเพิ่มการเผาผลาญอาหารได้อีกด้วย

มัทฉะเป็นชาที่อุดมด้วยวิตามินเอ ซี เค และ วิตามินบี มีแร่ธาตุและสารต้านอนุมูลอิสระที่ชื่อว่า โพลีฟีนอล และคาเทชิน ยับยั้งสารก่อมะเร็ง อีกทั้งยังมีคลอโรฟิลล์ช่วยสร้างเม็ดเลือดแดง มีกรดอะมิโน เช่น ธีอะนีน เป็นสารที่ทำให้ชาเขียวมีรสกลมกล่อม ควบคุมการทำงานของสมอง ลดความดันโลหิต

สรรพคุณผงชาเขียวมัทฉะ

กรรมวิธีในการเก็บใบชา เพื่อนำมาทำเป็นผงชาเขียวมัทฉะ

ในกระบวนการปลูกเพื่อให้ได้รสชาดที่เป็นเอกลักษณ์และมีคุณสมบัติเฉพาะตัว ก่อนการเก็บใบชา ผู้ปลูกจะมีการบังใบชา เพื่อหลีกเลี่ยงการโดนแสงแดดโดยตรง เป็นการลดการสังเคราะห์แสงชะลอการเจริญเติบโตของใบชา เพื่อกระตุ้นการผลิตคลอโรฟิลและกรดอะมิโน ทำให้ได้ใบชาที่มีสีเขียวเข้ม เมื่อนำมาชงจะได้น้ำชาสีเขียวสดใส ซึ่งประโยชน์ของการดื่มชามัทฉะที่มีคุณภาพเช่นนี้ จะให้ประโยชน์ต่อสุขภาพด้านใดบ้าง รู้ไว้ดอทคอมขอยกตัวอย่างมา 8 ข้อ ไปชมกันเลยค่ะ

#1.  เสริมสร้างระบบภูมิคุ้มกัน

ชาเขียวมัทฉะช่วยสร้างภูมิคุ้มกัน

ในมัทฉะมีสารต้านอนุมูลอิสระจากธรรมชาติ คือโพลีฟีนอล คาเทชิน และแอลธีอะนีน ที่มีส่วนร่วมในการเพิ่มการป้องกันภูมิคุ้มกันของร่างกาย และช่วยในการป้องกันสารแปลกปลอมหรือสารที่เป็นพิษต่อร่างกาย เช่น แบคทีเรีย

#2.  ควบคุมโรคเบาหวานชนิดที่ 2

ชาเขียวมัทฉะช่วยลดเบาหวาน

ผงชาเขียวมัทฉะอุดมด้วยสารต้านอนุมูลอิสระที่ช่วยในการลดระดับไตรกลีเซอไรด์ คอเลสเตอรอลและน้ำตาลกลูโคสในตับในผู้ป่วยที่เป็นโรคเบาหวาน ยับยั้งความเสียหายของไตและตับ โดยการลดการสะสมของน้ำตาลในเลือดที่ทำปฏิกิริยาต่อโปรตีนมีผลทำให้โปรตีนผิดรูป

#3.  ดูแลหัวใจและหลอดเลือด

ชาเขียวมัทฉะดูแลหัวใจและหลอดเลือด

สารสกัดจากชาเขียวมัทฉะจะช่วยบำรุงรักษาสุขภาพหัวใจและหลอดเลือด ซึ่งส่วนประกอบที่สำคัญนี้มีศักยภาพเพื่อช่วยให้ระดับคอเลสเตอรอลต่ำ ลดการสะสมของไขมัน กระตุ้นออโตฟาจี้ (กลไกธรรมชาติในการกำจัดเซลล์ที่เสียหายในร่างกายของเรา) กำจัดเซลล์ที่เสียหายบริเวณเยื่อบุผนังหลอดเลือด

#4.  ช่วยเพิ่มพลังงาน

ชาเขียวมัทฉะช่วยเพิ่มพลังงาน

ในชามัทฉะมีรูปแบบของคาเฟอีนที่เป็นเอกลักษณ์ เรียกว่า ธีโอฟีลลิน ทำหน้าที่กระตุ้นการทำงานของระบบประสาทส่วนกลาง ให้ร่างกายสดชื่น กระปรี้กระเปร่า สามารถรักษาระดับพลังงานโดยไม่มีผลข้างเคียง ช่วยกระตุ้นสมอง เพิ่มพลังงานให้แก่ร่างกาย สนับสนุนการทำงานของต่อมหมวกไตและรักษาระดับฮอร์โมนที่เหมาะสม

#5.  ดีทอกซ์ร่างกายด้วยผงชาเขียวมัทฉะ

ดีทอกซ์ร่างกายด้วยผงชาเขียวมัทฉะ

คลอโรฟิลล์ที่มีอยู่ในชามัทฉะ เน้นประสิทธิภาพในกระบวนการทำความสะอาดของร่างกาย คลอโรฟิลล์เป็นสารกำจัดพิษที่ดีเยี่ยม ซึ่งช่วยในการทำความสะอาดเลือด ช่วยในการรักษาความเป็นด่างของเลือดและเนื้อเยื่อ นอกจากนี้ ยังช่วยในการป้องกันความสัมพันธ์ของสารพิษ ที่เป็นอันตรายกับผนังลำไส้ใหญ่ และขับของเสียออกจากร่างกาย

#6.  ทำให้ร่างกายผ่อนคลาย

ชาเขียวมัทฉะทำให้ร่างกายผ่อนคลาย

ชามัทฉะมีแอลธีอะนีนที่เป็นกรดอะมิโนที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะในชาเขียว มีคุณสมบัติออกฤทธิ์ต้านความวิตกกังวล ช่วยในการเพิ่มคลื่นอัลฟาในสมอง คลื่นอัลฟาเหล่านี้กระตุ้นให้เกิดการผ่อนคลาย ช่วยให้เกิดอาการสงบของสมอง

#7.  ป้องกันการติดเชื้อ

ชาเขียวมัทฉะต้านเชื้อโรค

ชามัทฉะมีประสิทธิภาพในการต่อสู้กับการติดเชื้อแบคทีเรีย ไวรัส และเชื้อราต่างๆ เช่น ไวรัสไข้หวัดใหญ่ ไวรัสตับอักเสบบี ไวรัสเริม ป้องกันการติดเชื้อ HIV. จากคุณสมบัติของสารประกอบหลัก EGCG. (สารต้านอนุมูลอิสระจากธรรมชาติที่มีประสิทธิภาพสูงที่สุดในชาเขียว) แสดงให้เห็นถึงความสามารถในการซึมผ่านของสารออกฤทธิ์สำคัญ ที่ยาต้านไวรัสที่มีจำหน่ายในท้องตลาด ไม่สามารถทำได้

#8.  ใช้ในการปรุงอาหาร

ชาเขียวมัทฉะทำขนมก็อร่อย

สามารถใช้ผงมัทฉะเพื่อเพิ่มรสชาดให้กับไอศครีม เค้ก ขนมคุ๊กกี้ได้ ซึ่งการรับประทานอาหารที่มีส่วนผสมของชาเขียวมัทฉะจะช่วยยับยั้ง ต่อต้านโรคมะเร็งเต้านมและมะเร็งต่อมลูกหมากได้

คำแนะนำ

ผงชาเขียวมัทฉะเป็นชาเขียวที่มีประโยชน์ต่อสุขภาพเหนือกว่าชาเขียวประเภทอื่นๆ แต่อย่างไรก็ตามคาเฟอีนที่อยู่ในมัทฉะอาจก่อให้เกิดปฏิกิริยาภูมิแพ้ในบางรายที่มีอาการแพ้ บางรายอาจมีอาการท้องร่วง ภาวะหัวใจหยุดเต้น และการระคายเคืองของลำไส้ หากคุณไม่แน่ใจว่ามีอาการแพ้หรือไม่ ควรเลือกใช้ด้วยความระมัดระวังเป็นพิเศษ ในขณะที่ลองรับประทานเป็นครั้งแรก หรือก่อนการรับประทานเพื่อวัตถุประสงค์ในการรักษาควรปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญก่อนใช้งาน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงเวลาพิเศษ เช่น การตั้งครรภ์และให้นมบุตร

นอกจากผงชาเขียวจะมีประโยชน์กับร่างกายแล้ว ยังมีสรรพคุณลดพุง ลดเอว หน้าท้องแบนสมส่วน อ่านต่อ >>> 8 เครื่องดื่มลดน้ำหนัก

ยังมีชาดำที่มีสรรพคุณ ช่วยลดน้ำหนักได้  5 ประโยชน์ชาดำ ดื่มบ่อยๆ สุขภาพแข็งแรง

รับชมวิดีโอ https://www.youtube.com/watch?v=TB6sh8vIV_0

7 ประโยชน์ที่น่าอัศจรรย์ของแก้วมังกร

แก้วมังกรเป็นผลไม้ที่อร่อยและนิยมรับประทานกันมาก ถือว่าเป็นสุดยอดอาหารในประเทศเขตร้อน เพราะมีประโยชน์ต่อสุขภาพมากมาย มีถิ่นกำเนิดในเม็กซิโก อเมริกาใต้ อเมริกาล่างและได้ถูกขยายพันธุ์แพร่หลายมาสู่ประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้อย่างเช่น ไทย กัมพูชา ไต้หวัน เวียดนามและฟิลิปปินส์

แก้วมังกรมี 3 สายพันธุ์ คือ เปลือกสีแดงและมีเนื้อสีแดง เปลือกสีแดงและมีเนื้อสีขาว สุดท้ายเปลือกสีเหลืองและเนื้อสีขาว มีทั้งรสหวานและรสเปรี้ยวขึ้นอยู่กับชนิดของพันธุ์และขนาด ลักษณะของเนื้อจะเหมือนกับผลไม้กีวี เนื้อจะเต็มไปด้วยเมล็ดสีดำขนาดเล็กที่ช่วยปรับปรุงระบบการย่อยอาหาร เนื้อของแก้วมังกรนี้สามารถนำมาทำเป็นไวน์และใส่ในส่วนผสมของเครื่องดื่มอื่นๆได้ ประโยชน์ต่อสุขภาพหลักๆก็จะเป็นเรื่องของการช่วยต้านอนุมูลอิสระ ต้านเชื้อแบคทีเรีย การช่วยเพิ่มภูมิคุ้มกันและระบบเผาผลาญของร่างกายและกระบวนการช่วยในการย่อยที่มีประสิทธิภาพ ซึ่งรายละเอียดรออยู่ด้านล่างแล้ว ตามไปดูกันเลย

1.  เพิ่มภูมิคุ้มกัน

หนึ่งในประโยชน์ที่มากที่สุดของแก้วมังกรคือ ความสามารถในการให้การสนับสนุนต่อระบบร่างกายและอวัยวะภายในต่างๆได้อย่างดีเยี่ยม มีวิตามินซีสูง ช่วยเพิ่มภูมิคุ้มกันและกระตุ้นการทำงานของสารต้านอนุมูลอิสระอื่นๆในร่างกาย ช่วยกำจัดอนุมูลอิสระจากการเผาผลาญของเซลล์ที่เป็นอันตรายที่อาจก่อให้เกิดโรคต่างๆเช่น โรคมะเร็งและโรคหัวใจได้อย่างมีประสิทธิภาพ

มะกรูดก็สามารถเพิ่มภูมิคุ้มกันให้กับร่างกายได้อย่างดีเหมือนกันนะคะ

[related-post id=”483″]

2.  อุดมด้วยวิตามิน

วิตามินที่อยู่ในแก้วมังกร ล้วนเป็นวิตามินที่มีประโยชน์ต่อร่างกายทั้งสิ้น นอกจากวิตามินซีแล้ว ยังมีวิตามินบี1 วิตามินบี2 วิตามินบี3 ช่วยดูแลเรื่องความดันโลหิต ระดับคอเลสเตอรอล การทำงานของต่อมไทรอยด์ การเผาผลาญคาร์โบไฮเดรตและยังสามารถดูแลสุขภาพผิวให้ชุ่มชื่น อิ่มน้ำไม่แห้งตึงได้อีกด้วย

หากไม่มีเวลาในการรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ บางครั้งอาจจะต้องมีการรับประทานวิตามินเสริมบ้าง แต่จะรับประทานอย่างไรให้ถูกวิธีและได้ผลอย่างเต็มที่ แนะนำอ่านบทความนี้ค่ะ

[related-post id=”85″]

3.  ช่วยในการย่อยอาหาร

แก้วมังกรมีปริมาณเส้นใยอาหารสูงมาก สามารถควบคุมทำให้ลำไส้ทำงานได้ดีขึ้น ช่วยอำนวยความสะดวกในเรื่องการขับถ่ายให้เป็นไปได้ด้วยดี กระตุ้นการไหลเวียนของน้ำย่อยในระบบทางเดินอาหาร ช่วยในการป้องกันอาการต่างๆ เช่น ท้องผูก อาการลำไส้แปรปรวน

[related-post id=”956″]

4.  ป้องกันโรคมะเร็ง

สารแคโรทีนที่พบในผลไม้แก้วมังกร มีส่วนในการเกี่ยวข้องกับสารต่อต้านมะเร็งบางชนิด ช่วยในการลดขนาดของเนื้องอก เพิ่มระบบภูมิคุ้มกันให้แก่ร่างกายทำหน้าที่ควบคู่กันไปกับวิตามินซีที่ดูแลต้านอนุมูลอิสระ ดังนั้นหากคุณรู้สึกว่า ร่างกายอ่อนแอและอยู่ภายใต้สภาพอากาศที่ย่ำแย่หรือแม้กระทั่งมีความเสี่ยงสูงต่อการเป็นโรคมะเร็ง ผลไม้อย่างแก้วมังกรอาจเป็นคำตอบสำหรับการป้องกันความเสี่ยงในครั้งนี้

[related-post id=”276″]

5.  ต้านเชื้อแบคทีเรีย

ด้วยคุณสมบัติการต้านเชื้อราและแบคทีเรียของแก้วมังกร สามารถช่วยเพิ่มจำนวนเม็ดเลือดขาวในร่างกาย ซึ่งช่วยป้องกันสารพิษ ยับยั้งการเข้าโจมตีหรือการเจริญเติบโตของแบคทีเรียและเชื้อราในอวัยวะต่างๆได้ อีกทั้งยังช่วยกระตุ้นการฟื้นฟูเซลล์และเพิ่มความเร็วในการดูแลรักษาแผล ช่วยให้รอยฟกช้ำหายเร็วขึ้นได้อย่างไม่น่าเชื่อ

6.  เพิ่มการเผาผลาญ

การบริโภคโปรตีนเป็นสิ่งที่สำคัญและจำเป็นต่อการทำงานที่ดีของร่างกายเป็นอย่างมาก โปรตีนจะถูกเผาผลาญโดยเอนไซม์ในร่างกายและนำไปใช้ประโยชน์ไม่ว่าจะเป็นโปรตีนจากผลไม้หรือเนื้อสัตว์ ในแก้วมังกรก็เช่นกัน มีโปรตีนที่สามารถช่วยเร่งการซ่อมแซม เพิ่มความแข็งแรง และการเผาผลาญอาหารได้อย่างมีประสิทธิภาพ ช่วยให้เราลดน้ำหนักและเพิ่มมวลกล้ามเนื้อได้อย่างน่าประทับใจ

การดื่มชาก็เป็นอีกทางเลือกในการลดน้ำหนักได้ค่ะ

[related-post id=”542″]

7.  ดูแลหัวใจและหลอดเลือด

แก้วมังกรนอกจากมีรสชาดอร่อยที่ถูกปากแล้ว ยังมีสารอาหารที่มีประโยชน์ ไม่มีคอเลสเตอรอลที่ไม่ดีและไม่มีไขมันอิ่มตัวที่ไม่มีประโยชน์ ช่วยลดภาวะหลอดเลือดหัวใจวาย โดยไม่ส่งผลเสียต่อร่างกายของคุณ ซึ่งเมล็ดสีดำในเนื้อของแก้วมังกรนี้มีไขมันที่ดีที่สามารถลดปริมาณคอเลสเตอรอล ยับยั้งไขมันที่เกาะอยู่ตามผนังของหลอดเลือดแดงได้อย่างมีประสิทธิภาพ

[related-post id=”861″]

ดีต่อสุขภาพขนาดนี้ สงสัยต้องหาแก้วมังกรมากินทุกวันซะแล้ว รสชาดก็อร่อย ราคาก็ไม่แพง แถมยังช่วยดูแลสุขภาพได้อีก ประโยชน์รอบด้านแบบนี้อย่าลืมซื้อติดไว้ในตู้เย็นนะคะ ขอตัวไปหาซื้อมาติดบ้านไว้บ้าง สวัสดีค่ะ

รับชมวิดีโอ https://www.youtube.com/watch?v=Fb1aWrLw9vY

7 ประโยชน์ของมะกรูด ที่น่าประทับใจ

มะกรูดเป็นผลไม้เขตร้อนที่มีถิ่นกำเนิดในหลายภูมิภาคของเอเชีย ไม่ว่าจะเป็น ไทย อินโดนีเซียและฟิลิปปินส์ มีรสชาดที่เป็นเอกลักษณ์ ให้กลิ่นหอมที่รื่นรมย์สดชื่น นอกเหนือจากการใช้มะกรูดมาปรุงอาหารมากมายหลากหลายเมนูแล้ว ยังเป็นที่รู้จักในด้านยาสมุนไพรที่มีสารประกอบอินทรีย์ที่มีประสิทธิภาพสูง สามารถนำมาใช้ประโยชน์ได้หลายส่วน ไม่ว่าจะเป็น ผลมะกรูด ใบมะกรูดและเปลือกของมะกรูด แต่ละส่วนจะถูกนำมาใช้ในวัตถุประสงค์ที่แตกต่างกัน เช่น คุณมักจะพบใบมะกรูดและผิวมะกรูดในเมนูต้มยำ ซึ่งในเปลือกและใบนี้ มีสารประกอบอินทรีย์ที่เข้มข้นหลายชนิด ช่วยให้มีกลิ่นพร้อมรสชาดที่เป็นเอกลักษณ์และมีประโยชน์ต่อสุขภาพมากมาย นอกจากนี้ ยังให้คุณสมบัติที่ดีต่อร่างกายในด้านอื่นๆอีก ดังรายละเอียดที่นำมาฝากด้านล่างต่อไปนี้

7 สรรพคุณมะกรูดที่น่าทึ่ง

1.  ดูแลสุขภาพช่องปาก

เพื่อเป็นการส่งเสริมสุขภาพของช่องปากที่ดีและกำจัดแบคทีเรียที่เป็นอันตราย คุณสามารถนำเปลือกและใบมาถูบริเวณเหงือกเพื่อทำความสะอาดได้ นอกจากนี้น้ำมันที่สกัดจากมะกรูด สามารถนำมาใช้ผสมกับยาสีฟันหรือน้ำยาบ้วนปาก เพื่อการดูแลช่องปากและเหงือกที่มีศักยภาพมากขึ้น

[related-post id=”35″]

2.  บรรเทาอาการของระบบทางเดินอาหาร

สารอินทรีย์ที่พบในมะกรูดมีฤทธิ์ต้านการอักเสบ ช่วยกระตุ้นระบบทางเดินอาหาร เมื่อมีอาการท้องผูกหรืออาหารไม่ย่อย การรับประทานน้ำมะกรูดที่ได้จากการต้มสามารถช่วยให้ลำไส้ทำงานได้ตามปกติ อีกทั้งยังช่วยป้องกันปัญหาทางเดินอาหารที่อาจร้ายแรงมากขึ้นในอนาคต เช่น โรคมะเร็งลำไส้ใหญ่ โรคริดสีดวงทวาร หรือแผลในกระเพาะอาหาร

[related-post id=”956″]

3.  ใช้ในการดูแลผิว

สารสกัดจากมะกรูดมักถูกนำมาผสมในเครื่องสำอางค์และผลิตภัณฑ์อาบน้ำหลายชนิด เพื่อให้ได้กลิ่นที่ยอดเยี่ยม รวมทั้งได้ประโยชน์จากคุณสมบัติในการต้านอนุมูลอิสระ กรดที่พบในมะกรูดสามารถช่วยในการต่อต้านอนุมูลอิสระ ซึ่งเป็นผลพลอยได้อันตรายจากการหายใจของเซลล์ ที่อาจทำให้เกิดการกลายพันธุ์ของเซลล์ทำให้เป็นมะเร็ง สารต้านอนุมูลอิสระจะช่วยชะลอการสลายตัวของเซลล์ ลดรอยแผลเป็นและสิว หากคุณต้องการให้ผิวของคุณมีสุขภาพดีและสดใส บางทีสารสกัดจากมะกรูดอาจเป็นสิ่งที่ผิวคุณต้องการ

[related-post id=”1016″]

4.  ลดการอักเสบ

สำหรับผู้ที่ทรมานจากโรคข้ออักเสบ บวม โรคเกาต์หรือการอักเสบอื่นๆ คุณสามารถใช้สารสกัดจากมะกรูด บรรเทาอาการเหล่านี้ได้ อาจนำมาทาบริเวณที่มีอาการ นอกจากนี้ยังสามารถนำมาทำเป็นเครื่องดื่มเพื่อต้านการอักเสบ ลดอาการปวดหัวและไมเกรนได้

[related-post id=”869″]

5.  ลดความเครียด

หากมีความวิตกกังวลหรือความผิดปกติของระบบประสาทต่างๆ การสูดดมไอระเหยธรรมชาติจากน้ำมันหอมระเหยมะกรูด สามารถช่วยให้จิตใจสงบลงได้ บรรเทาความเครียด ทำให้รู้สึกโล่ง สดชื่น กระปรี้กระเปร่ามากขึ้น

6.  เพิ่มภูมิคุ้มกัน

จากคุณสมบัติการต้านเชื้อแบคทีเรียและสารต้านอนุมูลอิสระของมะกรูด ทำให้มีประสิทธิภาพในการเพิ่มระบบภูมิคุ้มกัน ป้องกันการสะสมของแบคทีเรียที่สะสมบนผิวหนัง แต่หากนำมาบริโภคก็จะสามารถช่วยป้องกันความหลากหลายของโรคที่เกี่ยวกับระบบทางเดินอาหาร อีกทั้งยังเป็นการสร้างภูมิคุ้มกันให้กับสารต้านอนุมูลอิสระให้มีความแข็งแรง สามารถต้านทานโรคได้ดีขึ้นอีกด้วย

7.  ดูแลเส้นผม

มะกรูดสามารถนำมาใช้ดูแลเส้นผมได้หลากหลายวิธี ไม่ว่าจะเป็นการนำมาสระหรือหมักผม ช่วยบรรเทาอาการคันบริเวณหนังศรีษะ ชะลอการหลุดร่วงของเส้นผม ดูแลปรับสภาพรูขุมขน ช่วยให้ผิวหนังชุ่มชื่น ป้องกันรังแคและผมหงอกก่อนวันอันควร

[related-post id=”647″]

คำแนะนำ

ไม่ควรใช้น้ำมันหอมระเหยมะกรูดกับผิวหนังโดยตรง เพราะอาจทำให้มีอาการคลื่นไส้ อาเจียน เวียนศรีษะและผลข้างเคียงที่ไม่พึงประสงค์อื่นๆ ควรใช้น้ำมันหอมระเหยมะกรูดผสมกับน้ำมันหอมระเหยชนิดอื่นหรือเจือจางความเข้มข้นก่อนการใช้งาน อย่างไรก็ตาม ยังไม่มีรายงานผลข้างเคียงของการใช้มะกรูดกับร่างกาย แต่หากมีความผิดปกติอื่นๆ เช่น มีบาดแผลหรือเป็นโรคผิวหนังชนิดรุนแรง ควรปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญก่อนการใช้ผลิตภัณฑ์จากมะกรูด

รับชมวิดีโอ https://www.youtube.com/watch?v=eyeFXAS1g44

8 ประโยชน์ของขิงเพื่อสุขภาพที่ดี

ขิงเป็นเครื่องเทศที่เก่าแก่ที่สุดชนิดหนึ่งของโลก เป็นที่รู้จักกันดีว่ามีประโยชน์ต่อสุขภาพมากมาย ไม่ว่าจะเป็นความสามารถในการดูแลกระดูก เสริมสร้างระบบภูมิคุ้มกัน เพิ่มความอยากอาหาร ป้องกันมะเร็งชนิดต่างๆ ช่วยในการย่อยอาหาร บรรเทาอาการโรคข้ออักเสบ ลดแก๊สในช่องท้อง บรรเทาอาการปวดที่เกี่ยวข้องกับความผิดปกติของประจำเดือน แก้อาการวิงเวียน คลื่นไส้ และบรรเทาไข้หวัดใหญ่

8 สรรพคุณของขิง

ที่คุณอาจไม่เคยรู้มาก่อน

ขิงมีสารประกอบอินทรีย์ที่เป็นเอกลักษณ์ ได้รับการยอมรับว่าเป็นสารต้านการอักเสบที่มีประสิทธิภาพ โดยเฉพาะอาการที่เกี่ยวข้องกับกระดูกอย่างเช่น การอักเสบของข้อเข่า ขิงได้รับการยอมรับเป็นอย่างยิ่งในประเทศจีน อินเดียและตะวันออกกลาง ในประเทศจีนนี้มีการใช้ขิงกันมายาวนานมากกว่า 2000 ปี ในการรักษาอาการอักเสบต่างๆของร่างกายและใช้รักษาโรคอุจจาระร่วง นอกจากนี้ยังมีประโยชน์ต่อสุขภาพในด้านอื่นๆอีก รายละเอียดตามไปดูกันเลย

1.  เป็นยาขับลม

ขิงเป็นยาขับลมที่มีประสิทธิภาพมาก ช่วยลดแก๊สในกระเพาะอาหาร ขับลมในลำไส้ การมีแก๊สหรือลมในช่องท้องนี้ อาจทำให้คุณรู้สึก อึดอัด ไม่สบายท้องไม่สบายตัว การปล่อยให้มีแก๊สในช่องท้องเป็นเวลานานอาจส่งผลต่ออวัยวะและระบบภายในช่องท้อง ขิงจะช่วยบรรเทาอาการเหล่านี้ได้ เพียงคุณชงน้ำขิงดื่มในขณะอุ่นๆก็จะช่วยขับลมและป้องกันการสร้างแก๊สในลำไส้ได้

[related-post id=”956″]

2.  รักษาอาการท้องร่วง

ปัจจุบันนักวิจัยได้มีการพิสูจน์ว่า ขิงสามารถช่วยรักษาอาการท้องร่วงได้จริงหรือไม่ เพราะในสมัยโบราณขิงได้รับการใช้เพื่อรักษาอาการท้องร่วง ซึ่งผลปรากฏว่า ขิงสามารถช่วยรักษาอาการท้องร่วงได้จริง เนื่องจากขิงจะช่วยป้องกันการหดเกร็งและบรรเทาแก๊สที่ทำให้เกิดอาการท้องร่วง โดยวิธีการใช้คือนำขิงผงมาชงดื่มในขณะที่มีอาการ เพียงเท่านี้ก็ช่วยบรรเทาอาการที่เป็นอยู่ให้หายได้ โดยไม่ต้องใช้ยาเลย

มังคุด เป็นผลไม้ที่สามารถบรรเทาอาการท้องร่วงได้

[related-post id=”599″]

3.  ช่วยในการย่อยอาหาร

ขิงได้รับการค้นพบว่าเป็นผู้อำนวยความสะดวกในระบบทางเดินอาหาร ระดับน้ำตาลในเลือดจะเพิ่มขึ้นหลังการรับประทานอาหาร ทำให้กระเพาะอาหารลดอัตราการหลั่งน้ำย่อยลง ขิงจะช่วยควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดและช่วยให้กระเพาะอาหารทำงานได้ตามปกติ ช่วยเพิ่มการดูดซึมสารอาหารและแร่ธาตุต่างๆจากอาหารที่เรากิน นี่คือเหตุผลที่ขิงมักถูกใช้เป็นอาหารเรียกน้ำย่อยก่อนกินอาหารอื่นๆ เพราะมันสามารถกระตุ้นความอยากอาหาร และในขณะเดียวกันก็ช่วยเตรียมระบบย่อยอาหาร เพื่อรองรับการเดินทางของอาหารที่เข้ามาสู่กระเพาะอาหารและลำไส้ ฉะนั้นจะสังเกตุได้ว่าในประเทศทางแถบเอเชีย เมนูอาหารที่มีขิงจะถูกเสิร์ฟเป็นรายการต้นๆเพื่อช่วยกระตุ้นน้ำย่อยนั่นเอง

4.  ป้องกันโรคมะเร็ง

ขิงมีเบต้าแคโรทีน ที่เป็นสารต้านอนุมูลอิสระช่วยในการกำจัดอนุมูลอิสระที่ก่อให้เกิดโรคมะเร็งได้ สามารถควบคุมและลดอาการอักเสบเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดสารก่อมะเร็งอันจะนำพาไปสู่โรคมะเร็งต่างๆได้ ช่วยลดขนาดของเนื้องอกและลดการเจริญเติบโตของเซลล์มะเร็ง โดยไม่ทำอันตรายต่อเซลล์แข็งแรงที่อยู่รอบๆบริเวณนั้น โดยการออกฤทธิ์ของขิงมี 2 รูปแบบ คือ ฆ่าเซลล์แบบที่ให้เซลล์ย่อยสลายตัวเอง และอีกชนิดทำให้เซลล์มะเร็งส่งสัญญาณทำลายตัวเอง

[related-post id=”276″]

5.  ล้างพิษและฆ่าเชื้อ

ขิงช่วยในการขับเหงื่อได้ดี การขับเหงื่อไม่เพียงช่วยทำความสะอาดรูขุมขน แต่ยังช่วยให้ร่ายกายของคุณสามารถขจัดสารพิษออกมาร่วมกับเหงื่อได้ ในงานวิจัยยังแสดงให้เห็นว่า สารประกอบเดอร์มซิดิน (dermcidin) ที่อยู่ในเหงื่อสามารถต่อสู้กับเชื้อโรค ลดการติดเชื้อแบคทีเรียและไวรัสในคนที่มีเหงื่อออกเป็นประจำ สารเดอร์มซิดินจะถูกกระตุ้นออกมาในเหงื่อที่มีสภาพเป็นกรดเล็กน้อย รวมถึงเกลือแร่ จะทำหน้าที่กำจัดเยื่อหุ้มเซลล์จุลินทรีย์ที่เป็นอันตรายออกไป ทำให้ร่างกายรู้สึก สดชื่น กระปรี้กระเปร่า ช่วยให้ผิวสะอาดขึ้น ลดปัญหาการติดเชื้อบริเวณผิวหนังได้

6.  ป้องกันอาการปวดประจำเดือน

การดื่มน้ำขิงในช่วงที่มีประจำเดือน จะช่วยกระตุ้นการไหลเวียนของกล้ามเนื้อที่หดเกร็ง นักวิทยาศาสตร์เชื่อว่า สารโพรสตาแกลนดิน ( Prostaglandin) นี้เป็นสารเคมีในร่างกายที่มีบทบาทในการสืบพันธุ์ มีหน้าที่สำคัญในการส่งเสริมและสลายการอักเสบที่เกิดขึ้นภายในร่างกาย
ในระหว่างการมีประจำเดือนสารโพรสตาแกลนดินอาจทำให้มีอาการปวดประจำเดือนมากขึ้น การรับประทานขิงในช่วงนี้จะช่วยลดระดับอาการปวดและช่วยคลายกล้ามเนื้อที่หดเกร็งได้

ชากุหลาบ สามารถบรรเทาอาการปวดประจำเดือน เหมาะสำหรับผู้ที่ชื่นชอบดื่มชาเป็นประจำ

[related-post id=”20742″]

7.  บรรเทาอาการคลื่นไส้

ขิงสามารถช่วยรักษาอาการคลื่นไส้ที่เกี่ยวข้องกับการตั้งครรภ์ บรรเทาอาการเมารถ เมาเรือและผลจากการใช้ยาเคมีบำบัดรักษาโรคได้ ซึ่งการดูดซึมที่มีประสิทธิภาพ และความรวดเร็วในการออกฤทธิ์ จะช่วยแก้อาการคลื่นไส้ โดยไม่มีผลข้างเคียงต่อยาแผนปัจจุบัน

8.  บรรเทาอาการไข้หวัดใหญ่

ขิงมีสารออกฤทธิ์ที่สามารถฆ่าเชื้อไวรัสไข้หวัดใหญ่ได้ การดื่มน้ำขิงที่ต้มแล้วในขณะที่ยังร้อนอยู่นั้น ช่วยให้เม็ดเลือดขาวชนิดแมคโครฟาจ (Macrophage) จับกินไวรัสไข้หวัดใหญ่ได้ดีขึ้นบรรเทาอาการเป็นไข้ ปวดศรีษะ ช่วยให้อุณหภูมิในร่างกายสมดุลขึ้น ปัจจุบัน ขิงถูกบรรจุอยู่ในบัญชียาหลักแห่งชาติ และองค์การอนามัยโลกรับรองในการใช้รักษาอาการหวัด ใครที่กำลังเป็นไข้หวัดใหญ่ ลองต้มน้ำขิงดื่มก็น่าช่วยบรรเทาอาการได้ดี เป็นการลดการใช้ยาเคมีเข้าสู่ร่างกายได้อีกด้วย

ดื่มชาใบหม่อนเป็นประจำแก้หวัดได้ดีเลยทีเดียว

[related-post id=”20749″]

จะเห็นได้ว่าประโยชน์ของขิงนั้นดีต่อสุขภาพร่างกายจริงๆ แต่การรับประทานขิงก็มีข้อควรระวังสำหรับผู้ที่เป็นโรคนิ่ว เนื่องจากขิงจะช่วยในการหลั่งน้ำดี หากเป็นโรคนิ่วหรือมีอาการของโรคที่เกี่ยวข้องกับถุงน้ำดีควรปรึกษาแพทย์ก่อนการรับประทานขิง เพื่อความปลอดภัยในการดูแลสุขภาพและเพื่อให้ร่างกายได้รับประโยชน์จากขิงมากที่สุดค่ะ

รับชมวิดีโอ https://www.youtube.com/watch?v=0PXGNZ1CCvE

5 ประโยชน์ชาดำ ดื่มบ่อยๆ สุขภาพแข็งแรง

ประโยชน์ชาดำ มีสุดยอดสารต้านอนุมูลอิสระที่ชื่อว่า polyphenols โพลีฟีนอล ซึ่งเป็นสารเคมีที่มีคุณสมบัติที่ดีต่อสุขภาพ และมีโซเดียม โปรตีน คาร์โบไฮเดรตน้อยที่สุด ในระหว่างขั้นตอนการผลิตชาดำจะใช้การหมักและออกซิไดซ์ ทำให้สีที่ได้เป็นเอกลักษณ์ มีรสชาดที่ดีและมีประโยชน์ต่อสุขภาพ แต่ในทางกลับกัน ชาเขียวและชาขาวจะไม่ใช้กระบวนการหมักในการทำชา

ประโยชน์ต่อสุขภาพของชาดำ

ประโยชน์ชาดำ

นั้นมีมากมาย รู้ไว้ดอทคอม ขอยกตัวอย่างที่โดดเด่นมา 5 ข้อ สาระดีๆรออยู่แล้ว ไปดูพร้อมกันเลย

1. รักษาอาการท้องร่วง

ประโยชน์ชาดำรักษาอาการท้องร่วง

หากคุณมีอาการท้องร่วงหรือปัญหาโรคทางเดินลำไส้ คุณสามารถดื่มชาดำเพื่อดูแลอาการท้องร่วงได้ เนื่องจากมีสารแทนนินที่ช่วยยับยั้งการเจริญเติบโตของแบคทีเรียได้ เพียงต้มใบชาดำให้นานกว่าปกติ แล้วนำมาดื่มในขณะอุ่นๆก็จะช่วยบรรเทาอาการท้องร่วง ลดการเข้าห้องน้ำให้น้อยลงได้

เปลือกของมังคุดก็สามารถบรรเทาอาการท้องร่วงได้ดี

[related-post id=”599″]

2. บรรเทาอาการหอบหืด

ประโยชน์ชาดำรักษาหอบหืด

สามารถนำชาดำมาชงดื่มเมื่อมีอาการหอบหืด หายใจติดขัด ด้วยคุณสมบัติการฆ่าเชื้อแบคทีเรียในช่องปากและลำคอ ผสมผสานความร้อนจากชาดำจะช่วยส่งผลให้ปอดทำงานได้ดีขึ้นหายใจคล่องมากขึ้น หากมีอาการหอบหืด แนะนำให้ชงชาดำดื่มต่อเนื่องในขณะที่ยังมีความร้อนอยู่ วันละ 1-3 แก้ว ก็จะสามารถบรรเทาอาการหายใจไม่ออก หรือหายใจติดขัด ทดแทนการใช้ยาพ่นได้

สารสกัดจากมะรุมช่วยให้ระบบทางเดินหายใจดีขึ้น

[related-post id=”793″]

3. ช่วยย่อยอาหาร

เมื่อรับประทานอาหารมากเกินไปหรือกินอาหารในเวลาที่เร่งรีบด้วยการรีบรับประทานแข่งกับเวลา อาจทำให้เกิดอาการท้องอืด ท้องเฟ้อ อาหารไม่ย่อย ลองดื่มชาดำร้อนๆตามสักถ้วยดูสิคะ สารแทนนินและสารเคมีอื่นๆที่อยู่ในชาดำ จะส่งผลให้ระบบทางเดินอาหารของร่างกายทำงานได้มีประสิทธิภาพมากขึ้น ต้านการอักเสบ ช่วยในการย่อยอาหาร ลดความเครียดของกล้ามเนื้อบริเวณลำไส้ บรรเทาอาการรับประทานมากแล้วอาหารไม่ย่อย หรือย่อยช้า เป็นการลดปริมาณการใช้ยาโดยใช้วิธีธรรมชาติแทน

[related-post id=”956″]

4. ประโยชน์ชาดำลดคอเลสเตอรอล

ประโยชน์ชาดำลดคอเลสเตอรอล

ชาดำสามารถลดระดับคอเลสเตอรอลที่ไม่ดี ซึ่งเป็นสาเหตุของการเสียชีวิตของโรคหัวใจอันดับต้นๆลงได้ จากผลการศึกษาของสมาคมโรคหัวใจแห่งสหรัฐอเมริกาในรัฐนิวออร์ลีนส์พบว่า ผู้ที่ดื่มชาดำในปริมาณ 3-4 ถ้วยต่อวันมีความเสี่ยงต่อปัญหาโรคหัวใจน้อยกว่าคนที่ดื่มชาเล็กน้อยหรือไม่ดื่มเลย

น้ำมันรำข้าวก็สามารถลดคอเลสเตอรอลได้นะคะ อ่านเพิ่มเติมได้ตามลิ้งค์เลยค่ะ 6 ประโยชน์ของน้ำมันรำข้าว สุดยอดสารต้านอนุมูลอิสระ

5. ป้องกันมะเร็งเต้านม

การดื่มชาดำสามารถช่วยในการป้องกันการเจริญเติบโตของโรคมะเร็งในทรวงอกหรือมะเร็งเต้านม โดยเฉพาะสตรีที่อยู่ในช่วงก่อนวัยหมดระดู ชาดำจะช่วยในการยกระดับฮอร์โมน globulin โกลบูลิน ช่วยให้เลือดแข็งตัว และนำสารอาหารไปเลี้ยงร่างกาย ในระหว่างรอบประจำเดือน นอกจากนี้ยังมีหน้าที่เป็นภูมิคุ้มกันป้องกันโรคต่างๆ และช่วยทำลายเซลล์ที่ผิดปกติในร่างกาย ก่อนที่จะสร้างความเสียหายต่อสุขภาพ หรือพัฒนาเปลี่ยนไปเป็นเซลล์มะเร็ง

ลดความเสี่ยงของโรคมะเร็งด้วยการรับประทานผักเป็นประจำทุกวันนะคะ

[related-post id=”276″]

จะเห็นได้ว่าการดื่มชาดำนี้มีประโยชน์ต่อสุขภาพเช่นเดียวกับการดื่มชาเขียว ประมาณ 80% ของผู้ที่บริโภคชาดำ สามารถเลือกรสชาดและส่วนผสมอื่นๆได้หลากหลายเมนู ตามร้านที่คุณไปใช้บริการ ไม่ว่าคุณจะเดินทางไปที่ใดในโลก ก็แน่ใจว่า ชาดำนี้จะได้รับการเสนอชื่อให้เป็นตัวเลือกเครื่องดื่มอันดับต้นๆเลยทีเดียว ดังนั้นหากครั้งหน้าได้มีโอกาสเข้าร้านชา ก็อย่าลืมสั่งเมนูจากชาดำมาลองดื่มเพื่อเพิ่มความสดชื่นที่แฝงไปด้วยประโยชน์อันมากมายต่อสุขภาพกันนะ ขอตัวไปหาร้านชาใกล้บ้านก่อนนะคะ สวัสดีค่ะ

รับชมวิดีโอ https://www.youtube.com/watch?v=pyFWP7SX2Is

6 ประโยชน์ของน้ำมันรำข้าว สุดยอดสารต้านอนุมูลอิสระ

น้ำมันรำข้าวเป็นน้ำมันพืชที่ผู้คนนับล้านทั่วโลกนิยมใช้ในการปรุงอาหาร น้ำมันรำข้าวสกัดจากจมูกข้าวและเปลือกของเมล็ดข้าว มีจุดหลอมเหลวสูงมากจึงเป็นเหตุผลที่นิยมใช้ในการปรุงอาหารที่ต้องการอุณหภูมิสูง เช่นการผัดและการทอด ประเทศที่นิยมใช้กันมากที่สุดในแถบเอเชียคือ ญี่ปุ่นและจีน เนื่องจากข้าวเป็นอาหารหลักในประเทศของพวกเขา แต่อย่างไรก็ตามน้ำมันรำข้าวในส่วนอื่นๆของโลกก็กำลังได้รับความนิยมเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ ด้วยคุณประโยชน์ที่มากมาย แต่ราคาค่อนข้างต่ำ จึงได้รับการยอมรับอย่างง่ายดาย

ประโยชน์น้ำมันรำข้าว สรรพคุณดีจนต้องบอกต่อ

น้ำมันรำข้าวได้รับการยกย่องในคุณสมบัติที่ยอดเยี่ยมว่ามีวิตามินอีสูง ความสมดุลของกรดไขมันที่เหมาะสม ความสามารถในด้านการต้านอนุมูลอิสระและลดคอเลสเตอรอล อีกทั้งยังมีผลต่อร่างกายที่ยอดเยี่ยมในด้านอื่นๆอีก ตามรายละเอียดดังต่อไปนี้

1.  ดูแลปัญหาเกี่ยวกับวัยหมดประจำเดือน

มีการวิจัยเกี่ยวกับสารสกัดจากน้ำมันรำข้าวที่มีต่อผู้หญิงวัยหมดประจำเดือนว่า 90% ของผู้หญิงที่ทานอาหารเสริมจากสารสกัดน้ำมันรำข้าว จะช่วยลดความร้อนของร่างกายและอาการระคายเคืองอื่นๆของวัยหมดประจำเดือนได้มากกว่าผู้ที่ไม่ได้รับประทาน

แต่ถ้าหากใครที่มีปัญหาปวดประจำเดือน เราขอแนะนำ

[related-post id=”20742″]

[related-post id=”599″]

[related-post id=”542″]

2.  ควบคุมคอเลสเตอรอล

องค์การอนามัยโลกและสมาคมโรคหัวใจประเทศสหรัฐอเมริการะบุว่า น้ำมันรำข้าวมีส่วนประกอบของไขมันไม่อิ่มตัวเชิงเดี่ยว ไขมันไม่อิ่มตัวเชิงซ้อน และไขมันอิ่มตัวที่ดีที่สุด เมื่อเทียบกับน้ำมันพืชชนิดอื่นทั้งหมด ความสมดุลของกรดไขมันนี้ หมายความว่าระดับคอเลสเตอรอลในร่างกายของคุณสามารถลดลงได้จริง เนื่องจากจะช่วยยับยั้งการเกาะติดของคอเลสเตอรอลที่ไม่ดีในร่างกาย ลดปัญหาโรคหลอดเลือดและการเต้นผิดจังหวะของหัวใจได้ รู้อย่างนี้แล้ว เราลองเปลี่ยนน้ำมันปรุงอาหารกันดีไม๊คะ อาจจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพหัวใจของเราให้มีสุขภาพที่ดีขึ้นได้

[related-post id=”861″]

3.  ป้องกันโรคมะเร็ง

น้ำมันรำข้าวอุดมด้วยวิตามินอีและสารประกอบโอรีซานอล Oryzanol เป็นสารธรรมชาติที่มีคุณค่าทางโภชนาการสูงพบในน้ำมันรำข้าวเท่านั้น และเป็นสารที่มีคุณสมบัติคล้ายกับกับวิตามินอีในด้านการต้านอนุมูลอิสระ ช่วยทำให้อนุมูลอิสระในร่างกายเป็นกลาง ซึ่งสารอนุมูลอิสระเหล่านี้เกิดจากการเผาผลาญของเซลล์ อาจทำให้เซลล์ที่มีสุขภาพดีกลายพันธุ์เป็นเซลล์มะเร็งได้ ดังนั้นการรับประทานน้ำมันรำข้าวจึงสามารถช่วยลดโอกาสในการพัฒนาของมะเร็งชนิดต่างๆได้

[related-post id=”276″]

4.  ดูแลผิว

วิตามินอีเป็นที่รู้จักมากกว่าการช่วยในการป้องกันโรคมะเร็ง อนุมูลอิสระสามารถโจมตีเซลล์ผิวและเพิ่มสัญญาณของริ้วรอยก่อนวัยได้ น้ำมันรำข้าวจะช่วยเพิ่มระดับวิตามินอี ซึ่งสามารถเร่งการรักษาบาดแผล ช่วยฟื้นฟูเซลล์ผิวใหม่ ช่วยดูแลผิวให้เรียบเนียน ลดริ้วรอยและป้องกันการถูกแสงแดดเผา ช่วยเพิ่มคุณภาพของเซลล์ผิว ทำให้สารพิษจากภายนอกและเชื้อโรคไม่ผ่านเข้าสู่ผิวหนัง

[related-post id=”85″]

5.  ปฏิกิริยาภูมิแพ้

การใช้น้ำมันรำข้าวในปรุงอาหารจะสามารถช่วยระงับความรู้สึกของระบบภูมิแพ้ในร่างกาย และยังป้องกันความผิดปกติของสารก่อภูมิแพ้อื่นๆได้อีกด้วย

6.  ช่วยในการลดน้ำหนัก

ในทางเทคนิคแม้ว่าน้ำมันรำข้าวจะมีแคลอรี่สูง แต่ความหนืดของน้ำมันเมื่อนำมาใช้ในการปรุงอาหารจะสามารถดูดซึมได้เพียง 20 %ของปริมาณน้ำมันเท่านั้น เมื่อน้ำมันถูกดูดซึมน้อยลง แต่ยังคงสามารถรักษารสชาดและประโยชน์ต่อสุขภาพได้อย่างมีประสิทธิภาพ หกเทียบปริมาณแคลอรี่กับน้ำมันพืชอื่นๆแล้วก็ถือได้ว่ามีปริมาณแคลอรี่ที่ต่ำกว่า ดังนั้นหากคุณมีความกังวลเกี่ยวกับน้ำหนัก หรือต้องการควบคุมน้ำหนัก น้ำมันรำข้าวอาจเป็นผู้ช่วยที่ดีที่สุดของคุณ

ชาเขียวมัทฉะ เทรนฮิตในการลดน้ำหนัก

[related-post id=”500″]

คำแนะนำ

น้ำมันรำข้าวมีเส้นใยสูงสามารถช่วยดูแลระบบการย่อยอาหารได้ดี แต่คุณควรระวังเกี่ยวกับปริมาณการใช้ในการปรุงอาหารเนื่องจากมีแคลอรี่สูง ควรใช้น้ำมันรำข้าวในปริมาณที่พอเหมาะและหากระบบทางเดินอาหารของคุณอุดตันหรือมีบาดแผล คุณควรระมัดระวังในการใช้ให้มากขึ้น และควรปรึกษาแพทย์เพื่อรักษาอาการที่เป็นอยู่ นอกจากนี้ควรขอคำแนะนำจากแพทย์ หากคุณต้องการใช้น้ำมันรำข้าวในการปรุงอาหาร

รับชมวิดีโอ https://www.youtube.com/watch?v=AyUAQYXEyvA

5 ประโยชน์กระเจี๊ยบ พืชล้มลุก สรรพคุณมากเหลือ

กระเจี๊ยบเป็นพืชดอกที่รู้จักกันทั่วโลก มีลักษณะของฝักคล้ายกับนิ้วมือผู้หญิง ถิ่นกำเนิดยังไม่ชัดเจนยังคงเป็นที่ถกเถียงกันว่าอาจอยู่ที่ประเทศทางเอเชียใต้ แอฟริกาตะวันตก หรือเอธิโอเปีย

5 สรรพคุณกระเจี๊ยบ ประโยชน์ที่ไม่ธรรมดา

กระเจี๊ยบอาจเป็นผักธรรมดาในสวน แต่ประโยชน์ วิตามินและแร่ธาตุไม่ธรรมดาเลย มีวิตามิน A ,B ,C ,E และ K รวมไปถึงแคลเซียม เหล็ก แมกนีเซียม โพแทสเซียมและสังกะสี นอกจากนี้กระเจี๊ยบยังมีเส้นใยอาหารที่มากไปด้วยประโยชน์ต่อร่างกาย ช่วยดูแลระบบทางเดินอาหาร ส่งเสริมสุขภาพผิว ป้องกันโรคมะเร็งบางชนิด เสริมสร้างกระดูก ดูแลหัวใจและหลอดเลือด ลดระดับคอเลสเตอรอล ซึ่งรายละเอียดเพิ่มเติม รออยู่ด้านล่างแล้วค่ะ

1. ดูแลระบบย่อยอาหาร

ใยอาหารที่อยู่ในกระเจี๊ยบเขียวนี้ สามารถช่วยให้ระบบย่อยอาหารทำงานได้อย่างดีเยี่ยม โดยการทำให้ลำไส้เคลื่อนไหวได้ตามปกติ ลดปัญหาทางเดินอาหารที่จะเกิดขึ้น เช่น ท้องอืด ท้องเฟ้อ ท้องผูก และการเกิดแก๊สในท้อง ป้องกันโรคท้องร่วง ช่วยล้างคอเลสเตอรอลส่วนเกินในร่างกายและสามารถควบคุมอัตราของน้ำตาลที่ถูกดูดซึมเข้าสู่ร่างกายได้

[related-post id=”956″]

2. ดูแลสุขภาพดวงตา

กระเจี๊ยบอุดมไปด้วยวิตามินและสารต้านอนุมูลอิสระ เช่น เบต้าแคโรทีน แซนตินและลูทีน สารเหล่านี้มีประสิทธิภาพในการทำลายและต่อต้านอนุมูลอิสระ ป้องกันการเสื่อมสภาพของดวงตาและโรคที่เกี่ยวข้องกับการมองเห็น เช่น ต้อกระจก

[related-post id=”866″]

3. ดูแลผิวพรรณ

ด้วยสารต้านอนุมูลอิสระจากวิตามินเอ สามารถปกป้องดูแลสุขภาพผิวได้โดยการส่งเสริมการรักษาให้ได้ผลเร็วขึ้น ลดรอยแผลเป็น ลดสิวและริ้วรอย เนื่องจากสารต้านอนุมูลอิสระสามารถต่อต้านอนุมูลอิสระที่อาจทำให้เซลล์ผิวหนังเกิดความเสียหายได้ ช่วยให้ผิวพรรณ เรียบเนียนนุ่มขึ้นจากเมือกหรือเส้นใยที่อยู่ในกระเจี๊ยบ

[related-post id=”1016″]

4. เพิ่มภูมิคุ้มกัน

สารต้านอนุมูลอิสระที่อยู่ในกระเจี๊ยบแดงมีประโยชน์มาก เพราะช่วยต่อสู้กับอนุมูลอิสระต่างๆ อีกทั้งยังมีวิตามินซีสูง ช่วยให้ระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายเพิ่มขึ้น กระตุ้นการสร้างเซลล์เม็ดเลือดขาว ช่วยในการต่อสู้กับเชื้อโรคและสารต่างๆในร่างกายที่สามารถเป็นเหตุให้ระบบภูมิคุ้มกันอ่อนแอลงได้

[related-post id=”793″]

5. ลดความดันโลหิต

กระเจี๊ยบเป็นแหล่งที่ดีทั้งวิตามินและแร่ธาตุรวมถึงโพแทสเซียม ซึ่งเป็นส่วนสำคัญของสุขภาพมนุษย์ โพแทสเซียมเป็นสิ่งที่จำเป็นในการรักษาสมดุลของของเหลวที่เหมาะสมในร่างกาย ช่วยในการดูแลหลอดเลือดแดง ซึ่งจะช่วยลดความดันโลหิตและลดความเครียดของการทำงานในระบบหัวใจและหลอดเลือด

[related-post id=”20749″]

คำแนะนำ

สิ่งหนึ่งที่คุณควรระวังเกี่ยวกับการบริโภคกระเจี๊ยบคือ ระดับของออกซาเลต เป็นสารมีฤทธิ์ในการยับยั้งการดูดซึมของแคลเซียมและแร่ธาตุสำคัญหลายชนิดในกระแสเลือด มีผลเสียต่อร่างกายคือ หากรับประทานเป็นประจำทุกวันในปริมาณมาก ออกซาเลตจะเข้าไปตกผลึกสะสมในไตและกระเพาะปัสสาวะทำให้เป็นนิ่ว และก่อนการรับประทานกระเจี๊ยบควรล้างให้สะอาด หลังรับประทานเสร็จควรดื่มน้ำตามมากๆจะช่วยให้สารออกซาเลตที่ตกค้างในร่างกายลดลง

ข้อมูลจากวิกิพีเดีย

รับชมวิดีโอ https://www.youtube.com/watch?v=WOoBdbwe3P8

ผักต้านมะเร็ง

10 สุดยอดผักต้านมะเร็ง กินทุกวัน ห่างไกลโรคร้าย

ความเครียดและอาหารการกินเป็นส่วนหนึ่งของโรคมะเร็ง เพราะเมื่อร่างกายเครียด คนเราก็มักจะหาของกินอร่อยๆ มาทดแทนการผ่อนคลายความเครียด อาจหาของหวานมารับประทาน เลือกแต่อาหารที่ไม่มีประโยชน์ต่อร่างกาย เช่น รับประทานอาหารจำพวกแป้งหรือเนื้อสัตว์มากกว่าผักผลไม้ ดื่มน้ำหวาน น้ำอัดลม ดื่มกาแฟและเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอลล์ เป็นต้น การรับประทานอาหารจำพวกนี้ในปริมาณที่มากเกินไป จะเกิดการสะสมของสารพิษ เกิดการตกค้างของอาหารในร่างกาย เมื่อสารพิษไม่ได้รับการกำจัดออกไป และยังมีสารพิษใหม่เข้ามาเรื่อยๆ ก็อาจเป็นสาเหตุให้เราป่วยเป็นโรคร้ายเช่นมะเร็งได้

10 สุดยอดผัก อาหารต้านมะเร็ง
กินทุกวัน ห่างไกลโรคร้าย

ในบทความนี้ รู้ไว้ดอทคอม ขอเสนอ 10 สุดยอดผักต้านมะเร็ง กินทุกกวัน ห่างไกลโรคร้ายมาแนะนำ เพราะในผักผลไม้นั้นมีสารต้านอนุมูลอิสระ วิตามินและแร่ธาตุที่จำเป็นต่อร่างกาย ใครที่ไม่อยากป่วยด้วยโรคร้ายเช่นมะเร็งแล้วล่ะก็ ควรหาวิธีป้องกันก่อนจะเกิดปัญหาน่าเศร้าใจตามมา ซึ่งผักที่แนะนำนี้ก็สามารถหาซื้อได้ตามท้องตลาดทั่วไป วิธีการทำก็ไม่ยุ่งยาก มีคำแนะนำดีๆแบบนี้แล้ว จะรอช้าอยู่ใยตามไปดูกันเลยว่ามีอะไรบ้าง

1. หัวหอม

หัวหอมอุดมด้วยสารต้านอนุมูลอิสระ สำหรับวิธีการกินหัวหอมเพื่อให้ได้ประโยชน์สูงสุด คือการกินหัวหอมดิบ หากปรุงอาหารที่มีหัวหอมโดยใช้ความร้อนสูง จะเป็นการลดคุณประโยชน์ของสารเคมีที่อยู่ในหัวหอมที่ทำหน้าที่ป้องกันมะเร็งปอดและมะเร็งต่อมลูกหมาก ซึ่งเมนูที่ใช้เพื่อป้องกันโรคร้ายอย่างเช่นโรคมะเร็งต่อมลูกหมากนี้ทำได้ง่ายมากๆ เพียงนำหัวหอมดิบมาสับกับมะเขือเทศ อโวคาโด และพริกขี้หนู สับให้เข้ากันและใส่มันฝรั่งเข้าไปเล็กน้อย ผสมกับพริกไทย เพื่อให้ดีต่อหลอดเลือด คลุกเคล้าให้เข้ากันและในขั้นตอนสุดท้ายก็ราดน้ำมะนาวลงไป เพียงเท่านี้ก็จะได้เมนูที่ดีต่อสุขภาพและห่างไกลโรคร้ายอย่างมะเร็งแล้วค่ะ

 


2. ข้าวโพด

ข้าวโพดเป็นอีกหนึ่งแหล่งของสุดยอดสารอาหารที่ต้านอนุมูลอิสระ จากการศึกษาในวารสารวิชาการเกษตรและเคมีพบว่า ข้าวโพดที่สุกแล้ว จะอุดมด้วยสารต้านอนุมูลอิสระมากกว่าข้าวโพดดิบหรือข้าวโพดคั่ว สารลูเทนที่อยู่ในข้าวโพดสุกนั้นจะต้านทานโรคตาบอดในผู้ใหญ่ได้เป็นอย่างดี ฉะนั้นการกินข้าวโพดเพื่อให้ได้ประโยชน์สูงสุดคือควรนำข้าวโพดมาต้ม เพื่อให้ได้สารอาหารที่เป็นประโยชน์ เพียงนำข้าวโพดมาแกะซังออกล้างให้สะอาด และนำไปต้มในน้ำเดือดใส่เกลือลงไปเล็กน้อย รอเวลาสักประมาณ 15-30 นาที รอให้วิตามินที่อยู่ในข้าวโพดทำปฏิกิริยา เมื่อข้าวโพดสุกได้ที่แล้วก็สามารถนำมารับประทานได้ทันทีค่ะ


3. เมล็ดถั่ว

จากวารสารนานาชาติเกี่ยวกับโรคมะเร็งได้มีการศึกษาพบว่า การบริโภคถั่วเขียวและพืชตระกูลถั่วชนิดอื่นๆในแต่ละวันนั้น สามารถช่วยลดความเสี่ยงต่อมะเร็งกระเพาะอาหารได้ ซึ่งการกินถั่วหลากหลายชนิด จะช่วยลดความเสี่ยงของโรคต่างๆและยังสามารถควบคุมน้ำหนักตัวได้อีกด้วย เพราะถั่วอุดมด้วยโปรตีน แร่ธาตุ วิตามิน เส้นใยและกรดไขมันที่จำเป็น มีสารต้านอนุมูลอิสระ ต้านการอักเสบของร่างกายและต้านมะเร็งชนิดต่างๆ ในแง่ของการป้องกันนั้นได้มีการศึกษาพบว่า การบริโภคถั่วเขียวและพืชตระกูลถั่วชนิดอื่นๆในแต่ละวัน สามารถช่วยลดความเสี่ยงต่อมะเร็งกระเพาะอาหารได้ และหากคุณต้องการลดน้ำหนัก ถั่วก็สามารถเป็นตัวช่วยที่ดีได้เช่นกัน แต่อย่างไรก็ดี ไม่ควรบริโภคถั่วเพื่อการรักษาโรค หากไม่ต้องการเป็นโรค เราควรใช้วิธีป้องกันแทนจะดีกว่า ทั้งนี้ควรรับประทานอาหารให้ครบ 5 หมู่และออกกำลังกายให้เหมาะสม


4. ผักคะน้า

หนึ่งในผักใบเขียวที่อุดมด้วยวิตามินและสารต้านอนุมูลอิสระ ใบเขียวชะอุ่มของผักคะน้าจะเต็มไปด้วยวิตามินซี ซึ่งสามารถลดระดับLDL หรือคอเลสเตอรอลตัวที่ไม่ดี ทำให้ลดความเสี่ยงต่อการเป็นโรคหัวใจได้ และยังสามารถลดความเสี่ยงของการโรคมะเร็งชนิดต่างๆ เช่น โรคมะเร็งลำไส้และกระเพาะอาหาร ยับยั้งและต่อต้านอนุมูลอิสระ ทำให้เอนไซม์ทำหน้าที่ขับสารพิษในร่างกายได้ดีขึ้น นอกจากนี้แร่ธาตุที่อยู่ในผักคะน้า เช่น ธาตุเหล็กและโฟเลต ยังช่วยเพิ่มการไหลเวียนของเลือด ทำให้เลือดไหลเวียนไปยังส่วนต่างๆของร่างกายได้อย่างมีประสิทธิภาพ


5. บร๊อคโคลี่

บร๊อคโคลี่เป็นผักที่ช่วยเพิ่มภูมิคุ้มกันให้แก่ร่างกาย มีสารต้านอนุมูลอิสระที่ช่วยป้องกันการเกิดโรคมะเร็งต่างๆได้ เช่น มะเร็งกระเพาะปัสสาวะ มะเร็งเต้านม ซึ่งเป็นโรคยอดฮิตของผู้คน จากการศึกษาพบว่า ผู้ชายที่กินผักสีเขียว 5 ชนิด หรือมากกว่านี้ต่อสัปดาห์ มีแนวโน้มที่จะไม่เสี่ยงต่อโรคมะเร็งกระเพาะปัสสาวะเมื่อเทียบกับผู้ชายที่ไม่ค่อยรับประทานผักใบเขียว จะมีโอกาสเสี่ยงต่อโรคนี้มากกว่า นอกจากนี้สารซัลโฟราเฟนที่อยู่ในบร๊อคโคลี่จะเป็นตัวช่วยให้ตับขับสารพิษออกจากร่างกาย ลดการเพิ่มของเซลล์มะเร็ง ทำให้หลอดเลือดแข็งแรงขึ้น บร๊อคโคลี่สามารถนำมาเมนูอาหารได้หลากหลาย เช่น บร๊อคโคลี่ผัดน้ำมันหอย น้ำพริกลวกจิ้มบร๊อคโคลี่ ยำสลัดกุ้งใส่บร๊อคโคลี่ หากใครยังไม่เคยลองเมนูเหล่านี้ลองหามาทำกันดูนะคะ เพื่อสุขภาพที่ดีและห่างไกลมะเร็งค่ะ

ดูประโยชน์ของบร๊อคโคลี่เพิ่มเติม ได้ที่นี่ค่ะ 11 ประโยชน์ของบร๊อคโคลี่


6. พริกแดง

พริกแดงมีสารสำคัญที่เป็นประโยชน์ต่อร่างกายหลายชนิด หนึ่งในนั้นคือวิตามินซี ที่ช่วยขยายหลอดเลือดทำให้เลือดไหลเวียนได้ดีขึ้น มีเบต้าแคโรทีนสูงและให้ปริมาณแคลอรี่ต่ำ มีแร่ธาตุที่จำเป็นต่อร่างกาย เช่น แมกนีเซียม โพแทสเซียม ธาตุเหล็กและใยอาหาร แร่ธาตุเหล่านี้มีผลให้ร่างกายขับของเสีย เสริมสร้างภูมิต้านทานต่อเชื้อโรค ช่วยกระตุ้นการสร้างคอลลาเจน ต้านอนุมูลอิสระ ลดความเสี่ยงต่อการเกิดโรคมะเร็ง นอกจากนี้รสเผ็ดของพริกแดงยังสามารถช่วยฆ่าเซลล์มะเร็งได้อีกด้วย ฉะนั้นลองหาพริกแดงมารับประทานกันดูบ้างนะคะ เพราะพริกไม่ได้มีแค่ความเผ็ดและสีสันที่ดึงดูด พริกแดงยังมีประโยชน์ดีๆต่อสุขภาพมากมายเลยค่ะ


7. ผักโขม

ในผักโขมมีคุณสมบัติที่ยอดเยี่ยมมากมายแต่หลักๆแล้วผักโขมเป็นผักที่มีสารต้านมะเร็งที่มีประสิทธิภาพและความสามารถในการต้านอนุมูลอิสระสูง มีสารอาหารที่เรียกว่าลูทีนช่วยป้องกันความเสื่อมของศูนย์กลางจอประสาทตาที่เป็นสาเหตุสำคัญของตาบอด ในสีเขียวของผักโขมจะช่วยทำให้การดูดซึมอาหารต่างๆทำงานได้ดีมากขึ้น ซึ่งถึงจะมีชื่อว่าผักโขมแต่รสชาดจะออกไปทางหวานตรงข้ามกับชื่อของตัวเองเลย แถมยังมีโปรตีนสูงรวมถึงวิตามินและแร่ธาตุนานาชนิด ช่วยชะลอความเสื่อมของเซลล์ ลดความเสี่ยงของเซลล์ ลดความเสี่ยงต่อการเป็นโรคมะเร็ง เช่น มะเร็งปอด มะเร็งเต้านม มะเร็งรังไข่ และมะเร็งกระเพาะอาหาร ใครยังไม่เคยลองผักชนิดนี้ ต้องหามาลองแล้วนะคะ เมนูที่แนะนำต้องนี่เลยค่ะ ผักโขมอบชีสและซุปผักโขม อร่อยคนละแบบ รับประกันความอร่อยเลยค่ะ


8. ถั่วงอก

เต็มไปด้วยเบต้าแคโรทีน สารต้านอนุมูลอิสระที่จะปกป้องคุณจากโรคมะเร็งปอดและมะเร็งลำไส้ ช่วยดูแลสุขภาพผิว ผม เล็บ เหงือก กระดูกและฟัน เป็นแหล่งวิตามินอีที่ดี ซึ่งจะช่วยป้องกันอาการหัวใจวายฉับพลัน นอกจากนี้หากกินถั่วงอกเป็นประจำก็แนะนำว่า ให้หาถั่วงอกปลอดสารมาปรุงอาหาร เพราะจะช่วยลดปริมาณสารเคมีที่เข้าสู่ร่างกาย และลดความเสี่ยงต่อการเสียชีวิตจากโรคมะเร็งกระเพาะปัสสาวะได้อีกด้วย


9. กะหล่ำปลี

กะหล่ำปลีสามารถช่วยล้างพิษจากอนุมูลอิสระที่ก่อให้เกิดโรคมะเร็งได้ แต่การรับประทานกะหล่ำปลีนั้นควรนำไปปรุงให้สุก ไม่ควรกินแบบดิบ เพราะหากกินเยอะ อาจทำให้เกิดการสะสมของสารพิษที่มีอยู่ในกะหล่ำปลีที่เป็นตัวขัดขวางการดูดซึมของสารไอโอดีน ซึ่งอาจเป็นสาเหตุให้เป็นโรคคอหอยพอกได้ นอกจากนี้กะหล่ำปลียังสามารถต่อต้านโรคมะเร็ง ยับยั้งการเจริญเติบโตของเซลล์ที่ผิดปกติ เช่น โรคมะเร็งลำไส้ โดยการรับประทานกะหล่ำปลีอย่างน้อย 2-3 ครั้งต่อสัปดาห์ก็จะลดความเสี่ยงลงได้ถึง 66%


10. หัวไชเท้า

หัวไชเท้าหรือหัวผักกาด มีสารต้านอนุมูลอิสระในระดับสูง เช่นเดียวกับลูทีนที่ทำหน้าที่ช่วยปกป้องดวงตาของเรา สามารถจัดการกับโรคมะเร็งโดยการยับยั้งการเจริญเติบโตของเซลล์ ช่วยให้เซลล์ทำงานได้เป็นปกติ มีฤทธิ์เย็นนิยมนำมาทำอาหารประเภทซุป แกงจืด หรือหัวไชเท้าดอง การรับประทานหัวไชเท้านี้จะปรุงแบบสุกหรือดิบก็ได้ แต่เพื่อให้ได้คุณประโยชน์สูงสุดควรรับประทานแบบดิบ ในหัวไชเท้ามีสารลิกนินที่ช่วยป้องกันโรคมะเร็ง ช่วยปกป้องเซลล์และชะลอการเสื่อมของเซลล์ มีสารเควอซิทิน (Quercetin) ที่เป็นสารต้านอนุมูลอิสระ ช่วยให้ร่างกายมีภูมิต้านทานโรคและสามารถต่อต้านโรคร้ายอย่างมะเร็งได้


มะเร็ง ฟังแค่ชื่อก็รู้สึกน่ากลัวแล้ว ยิ่งถ้าเป็นโรคนี้คงจะเพิ่มความกังวลและความยุ่งยากในการชีวิตประจำวันไม่น้อย ฉะนั้นหากต้องการห่างไกลจากโรคมะเร็งนี้แล้วหล่ะก็ ควรหันมาดูแลสุขภาพ ด้วยการรับประทานอาหาร หรือกิน 10 สุดยอดผักต้านมะเร็ง ที่แนะนำไว้ เพื่อเป็นการป้องกันและรักษาสุขภาพให้แข็งแรง ห่างไกลจากโรคร้ายนี้ค่ะ หรือท่านใดที่กำลังเผชิญกับโรคร้ายนี้อยู่ รู้ไว้ดอทคอมก็ขอเป็นกำลังใจให้และขอให้สุขภาพดีวันดีคืนกลับมาแข็งแรงไวไวนะคะ

รับชมวิดีโอ https://www.youtube.com/watch?v=4TSoiIGM-VQ

10 วิธีแก้ปัญหาริมฝีปากดำคล้ำ คนที่ได้ลอง ปากอมชมพูแบบธรรมชาติ

การมีริมฝีปากที่ได้รูปและมีสีอมชมพู เป็นที่ปรารถนาของผู้หญิงและผู้ชายทุกคน เพราะคงไม่มีใครอยากมีริมฝีปากดำคล้ำ ส่งผลให้ดูเสียบุคลิกภาพไม่น่ามอง บางคนถึงกับสูญเสียความมั่นใจ เพราะเมื่อต้องพูดสนทนากับใคร ก็อาจรู้สึกประหม่า เพราะคู่สนทนาจ้องมองแต่ริมฝีปากที่ดำคล้ำของตน อาจทำให้เวลาคุยรู้สึกไม่เป็นตัวของตัวเอง เนื่องจากมัวแต่กังวลเรื่องของสีดำคล้ำบริเวณริมฝีปาก และอาจจะถูกคู่สนทนาซักถามว่า ทำไมริมฝีปากถึงดำคล้ำได้ หากเจอคำถามแบบนี้ ก็คงจะอายและหมดความมั่นใจ อาจต้องรีบไปหาวิธีแก้ปัญหาริมฝีปากดำคล้ำมาจัดการโดยด่วน เพื่อเป็นการเรียกคืนความมั่นใจและบุคลิกภาพที่ดีคืนมา

10 วิธีแก้ปัญหาริมฝีปากดำคล้ำ

วิธีทําให้ปากหายดําแบบธรรมชาติ

สาเหตุของการที่ริมฝีปากดำคล้ำ คือการโดนแสงแดดเผา การใช้เครื่องสำอางค์ที่มีคุณภาพต่ำ การสูบบุหรี่ที่มากเกินไป หรือความไม่สมดุลของฮอร์โมน หากเกิดปัญหาริมฝีปากดำคล้ำแล้วละก็ ไม่จำเป็นต้องหาซื้อผลิตภัณฑ์ หรือไปหาหมอรักษาเพื่อจ่ายค่ายาแพงๆ คุณสามารถดูแลแก้ปัญหาริมฝีปากดำคล้ำด้วยวิธีธรรมชาติ ซึ่งทำได้ง่ายด้วยตัวคุณเองที่บ้าน เพียงแค่ทำตาม 10 วิธีแก้ปัญหาริมฝีปากดำคล้ำ  จากรู้ไว้ดอทคอม


1.  ทับทิม

ทับทิมเป็นผลไม้ที่มีประโยชน์มากมาย มีวิตามินซีสูง ช่วยต่อต้านอนุมูลอิสระและบำรุงผิวพรรณให้สดใส มีชีวิตชีวา สามารถเปลี่ยนริมฝีปากที่ดำคล้ำ แห้งกร้านให้กลับมาเป็นสีชมพูแลดูสุขภาพดี ด้วยการใช้ผลทับทิมนำมาบดให้ละเอียดคั้นเอาแต่น้ำ แล้วนำมาผสมน้ำกุหลาบ และทาลงบนริมฝีปาก ค่อยๆขัดวนเบาๆ ทิ้งไว้สักครู่แล้วล้างออกด้วยน้ำอุ่น สามารถทำแบบนี้ได้ทุกวัน เพื่อผลลัพธ์ที่ดีและห่างไกลเคมี


2.  มะนาวสมุนไพรแก้ริมฝีปากดำ

สูตรสมุนไพรแก้ปากดำด้วยมะนาว

มะนาวสามารถใช้เพื่อรักษาผิวหมองคล้ำและจุดด่างดำได้ คุณสามารถนำมะนาวมาใช้เพื่อแก้ปัญหาริมฝีปากดำคล้ำ โดยการใช้น้ำมะนาวทาลงบนริมฝีปากของคุณก่อนเข้านอน หรือฝานมะนาวเป็นแผ่นบางๆและโรยน้ำตาลเล็กน้อยไว้ด้านบนแล้วนำมาขัดและถูที่ริมฝีปาก เพื่อเป็นการขจัดเซลล์ผิวที่ตายแล้วให้หลุดลอกออกไป และสูตรสุดท้ายสำหรับการใช้มะนาวดูแลริมฝีปากหมองคล้ำ นั่นก็คือ การใช้น้ำมะนาวผสมน้ำผึ้ง ทาลงบนริมฝีปากก่อนเข้านอน แล้วจึงตื่นมาล้างออกในตอนเช้า สามารถใช้สูตรเหล่านี้ได้ทุกวัน จนกว่าริมฝีปากดำคล้ำจะเปลี่ยนเป็นสีชมพู

มะนาว ถือได้ว่าเป็นสมุนไพรที่ช่วยให้ผิวทุกส่วนของเรา อยากรู้ว่ามะนาวช่วยอะไรได้บ้าง อ่านเพิ่มเติม >> 9 วิธีแก้รักแร้ดำ ให้กลับมาเนียนใสด้วยวิธีธรรมชาติ


3.  กุหลาบ

กุหลาบมีสรรพคุณทางยา 3 ชนิดคือ ให้ความเย็น ความชุ่มชื่น และเป็นส่วนผสมที่มาจากธรรมชาติ กุหลาบจะช่วยเพิ่มสีสันโทนชมพูให้กับริมฝีปากที่ดำคล้ำได้ เพียงแค่คุณใช้น้ำกุหลาบ 1 ช้อนชา ผสมกับน้ำผึ้ง 1 ช้อนชา คนให้เป็นเนื้อครีม แล้วนำมาทาลงบนริมฝีปากที่ดำคล้ำ ขัดวนเบาๆแล้วล้างออกให้สะอาด สามารถใช้สูตรนี้ได้สัปดาห์ละ 2 ครั้ง เพื่อลดความหมองคล้ำและเพิ่มความชุ่มชื่นให้กับเรียวปากของคุณ


4.  บีทรูท

อีกหนึ่งส่วนผสมที่ไม่ควรพลาดในการเปลี่ยนสีริมฝีปากดำคล้ำให้กลายเป็นสีชมพู นั่นก็คือบีทรูท บีทรูทเป็นผลไม้จากธรรมชาติที่มีวิตามินต่างๆมากมาย มีประโยชน์กับร่างกาย และมีสารต้านอนุมูลอิสระสูง ช่วยให้ระบบการไหลเวียนของเลือดทำงานได้ดีขึ้น ช่วยล้างพิษในร่างกาย และนิยมนำสีที่คั้นได้จากบีทรูทมาทดแทนการใช้สีจากเคมีเพื่อทำเครื่องสำอางค์แบบธรรมชาติ วิธีการใช้บีทรูทกำจัดริมฝีปากดำคล้ำ โดยการนำบีทรูทมาคั้นเอาแต่น้ำ แล้วนำไปทาบนริมฝีปากก่อนเข้านอน และล้างออกในเช้าวันรุ่งขึ้น สีแดงธรรมชาติของบีทรูทจะเปลี่ยนริมฝีปากดำคล้ำของคุณให้เป็นสีดอกกุหลาบ ทำแบบนี้ทุกวันก่อนนอน รับรองว่าริมฝีปากที่ดำคล้ำจะหายไป เหลือเพียงแต่ริมฝีปากแดงอมชมพูมาแทนที่อย่างแน่นอน


5.  ทำลิปแก้ปากดำด้วยผลเบอรี่

ผลไม้อย่างเช่น ราสเบอรี่ และสตอเบอรี่มีแร่ธาตุและวิตามินที่จำเป็นต่อการเปลี่ยนสีริมฝีปากดำคล้ำ ให้กลายเป็นริมฝีปากสุขภาพดีมีชีวิตชีวาได้ เพราะผลไม้เหล่านี้มีวิตามินซีสูง ช่วยในการลดความหมองคล้ำของสีผิวได้ คุณสามารถนำราสเบอรี่หรือสตอเบอรี่มาคั้นเพื่อให้ได้น้ำเข้มข้น ประมาณ 1 ช้อนโต๊ะ และนำไปผสมกับปิโตรเลียมเจลลี่ 2 ช้อนชา ผสมให้เข้ากันแล้วนำไปใช้เป็นลิปบาล์มทาบำรุงฝีปากวันละ 2 ครั้ง เช้า เย็น ทำง่ายๆแบบนี้เป็นประจำทุกวัน ก็จะสามารถเปลี่ยนสีริมฝีปากดำคล้ำให้กลายเป็นริมฝีปากชมพู น่าทะนุถนอมได้ในไม่ช้าอย่างแน่นอน


6.  แตงกวา

แตงกวาเป็นผักที่มีฤทธิ์เย็น มีสารฟีนอลที่เป็นตัวการหลักในการต่อต้านอนุมูลอิสระ เป็นผักที่ให้ความชุ่มชื่น แก่ผิวตามธรรมชาติ ต้านการอักเสบของผิวหนังพร้อมให้ความยืดหยุ่นแก่ผิว คุณสามารถนำแตงกวามาฝานเป็นแผ่นบางๆ แล้วนำมาขัดริมฝีปากที่ดำคล้ำ ขัดวนเบาๆให้ทั่ว ปล่อยทิ้งไว้สัก 1 นาที เพื่อให้ริมฝีปากได้ดูดวิตามินที่อยู่ในแตงกวา และล้างออกด้วยน้ำอุ่น สามารถทำได้ทุกวัน เพื่อปรับสภาพและเปลี่ยนสีริมฝีปากที่ดำคล้ำให้เป็นสีชมพูอ่อนเยาว์ ชวนให้น่ามอง


7.  น้ำตาลทรายสครับริมฝีปาก

น้ำตาลสครับริมฝีปาก

การขจัดความหมองคล้ำของริมฝีปากอย่างสม่ำเสมอ โดยการใช้น้ำตาลขัด จะช่วยผลัดเซลล์ผิวที่ตายแล้วออกไป เป็นการปรับสภาพผิวบริเวณริมฝีปากที่หมองคล้ำ ให้แลดูชุ่มชื่น สดใส มีชีวิตชีวามากขึ้น คุณสามารถใช้น้ำตาลทราย 1 ช้อนชา ผสมกับน้ำผึ้ง ½ ช้อนชา และเทน้ำมันอัลมอนด์ลงไปเพิ่มอีก1/2 ช้อนชา คนผสมให้เข้ากัน แล้วนำมาขัดริมฝีปากดำคล้ำ สัปดาห์ละ 1 ครั้ง ทำง่ายๆเช่นนี้เป็นประจำ ก็จะสามารถเปลี่ยนริมฝีปากดำคล้ำให้เป็นสีชมพูแบบธรรมชาติได้ไม่ยากเลย


8.  น้ำมันมะกอก

น้ำมันมะกอกจะช่วยให้ริมฝีปากที่ดำคล้ำนั้น สดใสและชุ่มชื่นขึ้นได้ เพราะในน้ำมันมีวิตามินและสารอาหารที่จำเป็นต่อการบำรุงริมฝีปาก เพียงแค่คุณใช้น้ำมันมะกอกบริสุทธิ์ นวดวนเบาๆให้ทั่วริมฝีปาก ทำเช่นนี้ทุกวันก่อนนอน ในไม่ช้าคุณจะต้องประหลาดใจกับการเปลี่ยนแปลงของสีริมฝีปากที่แลดูสุขภาพดี ชุ่มชื่น อิ่มเอิบ อย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อนแน่นอน

ริมฝีปากสวยแล้ว ผมก็ต้องสวยตามนะคะ ดูสูตรหมักผมจากน้ำมันมะกอกได้ที่นี่ค่ะ

[related-post id=”20226″]


9.  น้ำมันอัลมอนด์

น้ำมันอัลมอนด์สกัดจากเมล็ดอัลมอนด์ อุดมไปด้วยกรดไขมันนานาชนิด ช่วยฟื้นฟูผิวและให้ความชุ่มชื่น ทำให้ผิวนุ่มขึ้น ลดการอักเสบของผิว เสริมสร้างความแข็งแรงให้กับผิว เมื่อนำมาใช้ดูแลริมฝีปากดำคล้ำก็จะช่วยเปลี่ยนสีให้อ่อนลงจนกลายเป็นสีชมพูในที่สุด ผสมน้ำมันอัลมอนด์ 5-6 หยด ลงในน้ำผึ้ง 1 ช้อนโต๊ะ ทาเคลือบไว้ที่ริมฝีปากทุกคืนก่อนเข้านอน ภายในไม่กี่วันริมฝีปากของคุณจะนุ่ม เรียบเนียน และมีประกายสีชมพูตามธรรมชาติ จนลืมไปเลยว่าเคยมีริมฝีปากดำคล้ำไม่ชวนมอง


10.  น้ำผึ้ง

น้ำผึ้งเป็นสารให้ความชุ่มชื่นตามธรรมชาติที่หาซื้อได้ง่ายและปลอดภัยกับริมฝีปากของคุณ มีวิตามินและแร่ธาตุพร้อมสารต้านอนุมูลอิสระที่มีประโยชน์ ช่วยบรรเทาอาการริมฝีปากแห้งแตกลอกเป็นขุย และเมื่อใช้เป็นประจำอย่างต่อเนื่อง จะสามารถเปลี่ยนสีริมฝีปากดำคล้ำให้อ่อนลงได้ เพียงแค่นำน้ำผึ้งมาทาบนริมฝีปากของคุณก่อนเข้านอนและทิ้งไว้ข้ามคืน ในรุ่งเช้าจึงล้างออกด้วยน้ำอุ่น สามารถทำได้ทุกวัน เพื่อให้ริมฝีปากเปลี่ยนเป็นสีชมพู หากคุณมีวินัยสามารถทำได้ทุกวัน แน่นอนเลยว่าการเปลี่ยนแปลงที่ดีจะต้องเกิดขึ้นจนเห็นถึงความแตกต่างอย่างชัดเจนเลยทีเดียว

อยากผมนุ่ม เงางาม มีน้ำหนักต้องไม่พลาด สูตรหมักผมด้วยน้ำผึ้งค่ะ

[related-post id=”20558″]


10 วิธีแก้ปัญหาริมฝีปากดำคล้ำ  เป็นวิธีการแก้ปัญหาแบบง่าย ไม่สิ้นเปลือง แถมยังปลอดภัยต่อริมฝีปากของคุณอีกด้วย เพราะริมฝีปากเป็นด่านแรกที่จะสัมผัสกับอาหารต่างๆ มีทางเลือกดีๆแบบนี้ต้องลองนำไปทำกันดูนะคะ อาจใช้เวลาสักระยะหนึ่ง แต่รับรองเลยว่า การอดใจรอและลองใช้วิธีธรรมชาติเหล่านี้ จะให้ผลลัพธ์ที่คุ้มค่า สุดแสนจะประทับใจในการเปลี่ยนริมฝีปากที่ดำคล้ำ ให้เป็นสีชมพูเบ่งบาน เช่นดอกกุหลาบ ซึ่งอาจใช้เวลาไม่นาน ทั้งนี้ก็ขึ้นอยู่กับความสม่ำเสมอในการดูแลด้วยค่ะ

บอกเคล็ดลับกันไปหมดแล้ว หากลองทำดูประทับใจวิธีไหน ทำแล้วได้ผลอย่างไร อย่าลืมแชร์ประสบการณ์ให้ฟังบ้างนะคะ หมดเวลาสำหรับรู้ไว้ดอทคอมแล้วค่ะ ขอตัวไปสครับริมฝีปากให้เป็นสีแดงอมชมพูบ้างนะคะ สวัสดีค่ะ

รับชมวิดีโอ https://www.youtube.com/watch?v=pYGs3Or6pDY

วิธีแก้เท้าเหม็น

วิธีแก้เท้าเหม็น 7 วิธีดับกลิ่นเท้า พิสูจน์แล้วได้ผลเป็นที่น่าพอใจ

7 วิธีดับกลิ่นเท้า วิธีแก้เท้าเหม็น ง่ายๆด้วยตัวคุณเอง สาเหตุของกลิ่นเท้าคืออะไร หนึ่งในสาเหตุหลักของกลิ่นเท้าคือ การขับเหงื่อที่มากเกินไป ทำให้ระดับความชุ่มชื่นบริเวณเท้าเพิ่มมากขึ้น นี่จึงเป็นสภาพแวดล้อมที่เหมาะสำหรับการเจริญเติบโตของแบคทีเรีย จุลินทรีย์และเชื้อรา เมื่อแบคทีเรียเหล่านี้เพิ่มจำนวนมากขึ้นเรื่อยๆ ก็เป็นเหตุให้เกิดกลิ่นเท้าที่ไม่พึงประสงค์ได้ นอกเหนือจากการขับเหงื่อที่มากเกินไป สุขอนามัยที่ไม่ดีก็ยังสามารถทำให้เท้าของคุณมีกลิ่นเหม็นได้

7 วิธีดับกลิ่นเท้า วิธีแก้เท้าเหม็น

ยกตัวอย่างเช่น ถุงเท้าไนล่อนที่มีการระบายอากาศที่ไม่ดีเท่ากับถุงเท้าที่ทำมาจากผ้าฝ้าย  การใส่ถุงเท้าหรือรองเท้าคู่เดิมซ้ำกันทุกวัน อาจทำให้เกิดการสะสมของแบคทีเรีย ความชื้นจากเหงื่อและกลิ่นที่ติดอยู่ด้านใน ควรเปลี่ยนถุงเท้าคู่ใหม่ทุกวันและไม่ควรใส่รองเท้าคู่เดิมต่อเนื่องกัน 2 วัน ควรมีการใส่รองเท้าคู่อื่นสลับกัน เพื่อลดความชื้นในรองเท้าและให้รองเท้าได้มีโอกาสแห้งจากเหงื่อและความเปียกชื้นของเท้า

 

แล้วเราจะดูแลเท้าให้ห่างไกลจากเท้าเหม็น เหงื่อออกมากได้อย่างไรบ้าง ลองมาดูจากรู้ไว้ดอทคอมด้านล่างเลยค่ะ


1.  วอดก้า

แอลกอฮอลล์ที่มีอยู่ในวอดก้า จะช่วยฆ่าเชื้อแบคทีเรียและเชื้อรา ลดการเกิดกลิ่นที่เท้าได้ นำผ้าชุบวอดก้าแล้วนำมาเช็ดทำความสะอาดที่ฝ่าเท้าและง่ามนิ้วให้ทั่ว หลังจากนั้นล้างเท้าให้สะอาดและเช็ดให้แห้ง


2.  วิธีแก้เท้าเหม็นด้วยสมุนไพรชาดำ

ชาดำอุดมด้วยสารแทนนินและโพลีฟีนอล ซึ่งมีคุณสมบัติในการต้านอนุมูลอิสระ ระงับกลิ่นที่เท้าได้ โดยการนำถุงชาดำ 4-5 ถุง แช่ลงในอ่างที่มีน้ำร้อน รอสักประมาณ 2-3 นาที จึงนำเท้าลงไปแช่ 15 นาที แล้วล้างเท้าออกให้สะอาด สามารถทำได้วันละ 2 ครั้งเช้า เย็น

ประโยชน์ที่ดีของชาดำต่อสุขภาพ

[related-post id=”320″]


3.  เกลือ

ความชื้นที่อยู่ในเกลือจะดูดซับกลิ่นและช่วยลดการเจริญเติบโตของเชื้อแบคทีเรียบริเวณเท้า อัตราส่วนที่ใช้คือ เกลือ 1ถ้วยต่อน้ำร้อน 8 ถ้วย ผสมให้เข้ากันจนเกลือละลายหมดในอ่าง แล้วนำเท้าลงไปแช่ 20 นาที วิธีนี้สามารถทำได้บ่อยครั้ง เพื่อบรรเทาความเมื่อยล้าและลดกลิ่นเหม็นที่เท้า


4.  ทำสเปรย์ดับกลิ่นเท้าด้วยน้ำมันหอมระเหย

น้ำมันหอมระเหยมีคุณสมบัติที่เป็นประโยชน์มากมาย สามารถฆ่าเชื้อแบคทีเรียและเชื้อราที่เป็นตัวการก่อให้เกิดกลิ่นที่เท้าได้ เตรียมน้ำอุ่นลงในอ่างพลาสติกครึ่งถัง หยดน้ำมันหอมระเหยยูคาลิปตัส ลาเวนเดอร์ หรือทีทรีออยล์ลงไป 8- 10 หยด (เลือกใช้ตัวใดตัวหนึ่งหรืออาจนำทั้งสามอย่างใส่ผสมกันก็ได้) นำเท้าลงไปแช่ประมาณ 20 นาที ขัดให้ทั่วแล้วล้างออกให้สะอาดและเช็ดให้แห้ง

วิธีทำสเปรย์ดับกลิ่นเท้า

เติมน้ำลงในขวดสเปรย์ฉีดน้ำประมาณ 500 มิลลิลิตร หยดน้ำมันหอมระเหยลงไปยูคาลิปตัส ลงไปประมาณ 10-15 หยด ฉีดลงบริเวณเท้าเหม็นให้ทั่ว ทิ้งไว้จนแห้งไม่ต้องล้างออก

น้ำมันหอมระเหย ทำอะไรได้อีกลายอย่าง นำไปหมักผมจะช่วยให้เส้นผมและหนังศีรษะดีขึ้นจนสังเกตได้

[related-post id=”20619″]


5.  น้ำมันมะพร้าว

ในน้ำมันมะพร้าวมีกรดลอลิคที่สามาถฆ่าเชื้อแบคทีเรียที่ผิวหนังได้ เมื่อผสมกับน้ำมันหอมระเหยซีดาร์วูดก็จะมีคุณสมบัติที่ดีมากขึ้น เพราะช่วยต้านเชื้อรา ฆ่าเชื้อโรค กระตุ้นการไหลเวียนของโลหิต ลดการอักเสบ เพียงใช้น้ำมันมะพร้าว 1-2 ช้อนโต๊ะ ผสมกับน้ำมันหอมระเหยซีดาร์วูด 5 หยด นวดลงบริเวณเท้าให้ทั่วหลังจากทำความสะอาดเท้าเรียบร้อยแล้ว นวดจนน้ำมันซึมลงผิวหนังหมดแล้วจึงล้างเท้าให้สะอาดและซับให้แห้ง

ถ้าชอบน้ำมันมะพร้าว ต้องไม่พลาดสูตรหมักผมนี้

[related-post id=”20659″]


6.  วิธีดับกลิ่นเท้า วิธีแก้เท้าเหม็น ด้วยมะนาว

วิธีดับกลิ่นเท้า วิธีแก้เท้าเหม็นด้วยมะนาว

กรดซิตริกที่อยู่ในน้ำมะนาวจะช่วยฆ่าเชื้อแบคทีเรียและลดกลิ่นเหม็นที่เท้าได้ นอกจากนี้รสฝาดของมะนาวจะช่วยกระชับรูขุมขนบริเวณเท้า และช่วยควบคุมการขับเหงื่อให้สมดุล ใช้น้ำมะนาว 1 ถ้วย ผสมกับน้ำร้อนในอ่างและแช่เท้าทิ้งไว้ 15 นาที ล้างออกด้วยน้ำสะอาดและเช็ดให้แห้ง สามารถใช้วิธีนี้ได้วันละ 2 ครั้ง เพื่อช่วยบรรเทาอาการเหม็นอับจากการใส่รองเท้า


7.  เบคกิ้งโซดา

เบคกิ้งโซดามีคุณสมบัติในการต้านเชื้อแบคทีเรีย ช่วยปรับสมดุลของผิวหนังลดกลิ่นเหม็นอับของเท้า ลดการระคายเคืองและแก้อาการคัน ใช้เบคกิ้งโซดา 2 ช้อนโต๊ะ ผสมน้ำร้อน 8ถ้วย คนให้ละลายแล้วนำเท้าลงไปแช่ 15 นาที สามารถใช้สูตรนี้ได้วันละ 2 ครั้ง


เป็นอย่างไรกันบ้างกับ 7 วิธีดับกลิ่นเท้า แก้เท้าเหม็น ดูจากสูตรและวิธีทำแล้ว ไม่ยากเลยใช่มั๊ยคะ เพื่อนๆคนไหนกำลังจะหาวิธีดับกลิ่นรองเท้า เราต้องเริ่มจากวิธีแก้กลิ่นเท้าเหม็นของตัวเองก่อนนะคะ อย่ารอช้า เพราะปัญหาเท้าเหม็นเรียกได้ว่าเป็นปัญหาระดับโลกก็ว่าได้ รู้ไว้ดอทคอม นำสูตรจากธรรมชาติมาฝากกันแล้ว รีบไปหาวัตถุดิบมาทำกันดีกว่า ก่อนปัญหาจะสายเกินแก้ค่ะ

รับชมวิดีโอ https://www.youtube.com/watch?v=PxgeIzaQvdI