นอนไม่หลับ นอนหลับยาก หลับไม่สนิท

12 อาหารแก้อาการนอนไม่หลับ นอนหลับยาก หลับไม่สนิท

การใช้ชีวิตประจำวันและความเครียด เป็นสิ่งที่ส่งผลต่อการพักผ่อนนอนหลับมากที่สุด หลายคนเมื่อกลับจากการทำงานมาถึงบ้านแล้ว แต่ยังคงนำเอางานกลับมาทำที่บ้าน หรือบางคนถึงแม้ไม่ได้นำงานกลับมาทำที่บ้าน แต่ด้วยลักษณะของงานที่มีความเครียด ต้องใช้สมองเป็นอย่างมาก เมื่อกลับถึงบ้านอาจยังมีความคิดหรือความรู้สึกต่อเนื่องเกี่ยวกับงานที่ทำค้างไว้ เผลอนำกลับมาคิดต่อที่บ้านโดยไม่รู้ตัว สิ่งเหล่านี้จึงกลายเป็นการสะสมความเครียดทีละเล็กทีละน้อย ครั้งเมื่อถึงเวลานอนพักผ่อน ก็อาจทำให้มีอาการนอนไม่หลับ นอนหลับยาก หรือนอนหลับไม่สนิท ในบทความนี้รู้ไว้ดอทคอมขอเสนอ

12 อาหารแก้อาการนอนไม่หลับ
นอนหลับยากหรือนอนหลับไม่สนิท

นอนไม่หลับทำไงดี

มาแนะนำ ซึ่งวิธีที่แนะนำนี้ก็จะเป็นอาหารจากธรรมชาติที่หาซื้อได้ง่าย ราคาไม่สูง และอุดมไปด้วยสารอาหารที่มีประโยชน์ต่อการพักผ่อนนอนหลับ นี่คือทางเลือกที่ดีที่สุด โดยปราศจากการใช้ยาและเคมี ลองมาดูกันเลยค่ะ

1. วอลนัท ยานอนหลับธรรมชาติ ไม่เสี่ยงเคมี

วอลนัท เป็นแหล่งที่ดีของกรดอะมิโนที่กระตุ้นการสร้างเซโรโทนินและเมลาโทนิน ซึ่งเป็นฮอร์โมนในระบบประสาทที่ร่างกายเราสามารถสร้างขึ้นเองได้ตามธรรมชาติ หรือเรียกว่า เป็นฮอร์โมนนาฬิกาชีวิตที่ช่วยกระตุ้นการนอนหลับ วอลนัทอุดมด้วยโปรตีน และกรดไขมันไม่อิ่มตัวที่เป็นมิตรต่อร่างกาย มีไฟเบอร์และอัลฟาลิโนลินิคที่ช่วยลดความเครียดและลดระดับความดันเลือดให้อยู่ในระดับสมดุล การกินวอลนัทเป็นประจำจะช่วยให้เรานอนหลับได้เร็วและดีขึ้น ทำให้สามารถพักผ่อนได้อย่างเพียงพอในระดับนึงเลยค่ะ นอกจากนอนหลับดีแล้ว สารเมลาโทนินที่อยู่ในวอลนัทยังทำให้เราตื่นนอนได้ตามเวลาปกติอีกด้วย ครั้งหน้าหากนอนไม่หลับคงต้องหาถั่ววอลนัทมาไว้ข้างๆเตียงนอนแทนนาฬิกาปลุกแล้วหล่ะค่ะ

2. อัลมอนด์ แก้อาการนอนหลับไม่สนิท

อัลมอนด์อุดมไปด้วยแร่ธาตุ เช่น แมกนีเซียม ซึ่งเป็นแร่ธาตุที่จำเป็นสำหรับการนอนหลับ หากระดับแมกนีเซียมในร่างกายต่ำเกินไป จะทำให้นอนหลับได้ยากขึ้น และบางครั้งเมื่อนอนหลับยากก็อาจทำให้เกิดอาการปวดศรีษะ หากมีอาการนี้และคุณไม่ต้องการใช้ยา คุณสามารถกินถั่วอัลมอนด์เพื่อแก้อาการปวดศรีษะนี้ได้ ปริมาณเมล็ดอัลมอนด์ที่แนะนำให้รับประทานคือ 1 กำมือก่อนนอน ในปริมาณนี้จะช่วยให้กล้ามเนื้อผ่อนคลาย ควบคุมอารมณ์ให้สงบลง และทำให้ง่ายต่อการพักผ่อนนอนหลับในยามค่ำคืน

3. นมและโยเกิร์ต

นมและโยเกิร์ต มีสารทริปโตเฟนที่ช่วยลดความเครียดให้กับร่างกาย ช่วยสร้างสารเมลาโทนินที่ทำให้นอนหลับ หากคุณรู้สึกนอนไม่หลับ นอนหลับยาก หรือหลับไม่สนิท ลองหานมอุ่นๆสักแก้ว มาดื่มก่อนเข้านอน หรืออาจเปลี่ยนจากนมเป็นโยเกิร์ตสักถ้วย เพื่อช่วยปรับลดระดับความเครียดในร่างกาย ให้จิตใจสงบลงและเพิ่มสมาธิ ทั้งนี้เป็นการเตรียมร่างกายและสมองให้พร้อมก่อนเข้านอน เพื่อจะได้หลับให้ลึกและยาวจนถึงรุ่งเช้าของในวันถัดไป

ผักกาดหอม-ช่วยให้หลับสบาย

4. ผักกาดหอม ช่วยให้หลับสบาย

ในเมนูสลัดมักจะพบผักชนิดนี้อยู่ด้วยเสมอ ผักกาดหอมเป็นผักสลัดที่สามารถเพิ่มประสิทธิภาพการนอนหลับของคุณให้ดีขึ้นอย่างไม่น่าเชื่อ เพราะผักกาดหอมมีสารแลคทูคาเรียม Lactucarium ซึ่งมีคุณสมบัติออกฤทธิ์คล้ายกับยากล่อมประสาท มีผลต่อสมองเช่นเดียวกับฝิ่น มีวิตามินบี วิตามินซี เบต้าแคโรทีนและลูเทียน มีสารต้านอนุมูลอิสระสูง สามารถช่วยบรรเทาอาการนอนไม่หลับ นอนหลับยาก โดยการรับประทานเป็นผักสดในมื้อเย็น หรือทำชาผักกาดหอม โดยการต้มน้ำให้เดือดและนำใบผักกาดหอมลงไปแช่ 15 นาที ต้มต่อไปจนน้ำเริ่มงวด และเติมใบสะระแหน่ลงไป 2-3 ใบ ปิดไฟและทิ้งไว้ให้อุ่นๆ แล้วนำมาดื่มก่อนเข้านอน ก็จะช่วยให้ร่างกายรู้สึกผ่อนคลาย ลดความกังวลและช่วยให้นอนหลับสบายได้ง่ายมากขึ้น

5. ปลาทูน่า

ปลาทูน่าและปลาแซลมอนเป็นปลาที่มีคุณค่าทางสารอาหารมากมาย โดยเฉพาะโปรตีนและวิตามินบี6 วิตามินทั้งสองนี้เป็นที่ต้องการของร่างกาย เพื่อใช้ผลิตสารเมลาโทนินและซีโรโทนินที่ช่วยในการนอนหลับ คุณสามารถนำปลาทูน่าและปลาแซลมอนมาทำเป็นอาหารมื้อเย็น เพื่อเป็นการเตรียมพร้อมร่างกายก่อนนอนหลับในยามค่ำคืน เมนูที่แนะนำแบบทำง่ายๆให้พลังงานเบาๆได้แก่ ยำปลาทูน่า สลัดผักผลไม้รวมใส่ปลาทูน่า แซลมอนซาซิมิ ยำปลาแซลมอน น้ำพริกปลาแซลมอนลวกจิ้มผักสด เป็นต้น เห็นรายการเมนูที่แนะนำแล้ว ลองนำไปทำดู รับรองว่า คืนนี้อาการนอนไม่หลับ นอนหลับยาก หรือหลับไม่สนิท จะไม่มารบกวนแน่นอนค่ะ

6. ข้าว

จากการศึกษาของชาวออสเตรเลียพบว่า การรับประทานข้าวกล้องหรือข้าวกล้องงอก มีส่วนช่วยให้ร่างกายและสมองผ่อนคลายมากขึ้น ทำให้มีผลต่อการนอนหลับที่ดี หลับได้เร็วขึ้นและหลับสนิทกว่าการรับประทานข้าวชนิดอื่นๆ ฉะนั้นมื้อต่อไปก่อนเราจะเข้านอน ลองเปลี่ยนจากข้าวขาวมาเป็นข้าวกล้องดูบ้างนะคะ เพราะข้าวขาวนั้นส่วนใหญ่ก็จะให้แค่พลังงานและน้ำตาลที่ค่อนข้างสูงเมื่อเทียบกับข้าวกล้อง ในข้าวกล้องมีน้ำตาลน้อยกว่า มีสารต้านอนุมูลอิสระสูง ช่วยให้ผิวพรรณสดใส ชะลอวัยและช่วยส่งเสริมการทำงานของระบบประสาทและสมอง ในเส้นใยข้าวกล้องก็ยังช่วยลดระดับน้ำตาลในเลือด แถมยังช่วยให้นอนหลับได้ดีอีกด้วย

ชาดอกคาโมมายล์-ยานอนหลับตามธรรมชาติ

7. ชาดอกคาโมมายล์

ดื่มด่ำกับชาดอกคาโมมายล์ก่อนนอน เพื่อช่วยลดความเครียดและบรรเทาอาการนอนไม่หลับ หรือหลับยาก ลดความกระวนกระวาย ด้วยสารไกลซีนที่มีอยู่ในดอกคาโมมายล์ ซึ่งเป็นสารเคมีที่ช่วยผ่อนคลายเส้นประสาทและกล้ามเนื้อ นอกจากนี้ยังออกฤทธิ์คล้ายกับยานอนหลับจากธรรมชาติอีกด้วย วิธีชงชาดอกคาโมมายล์อย่างง่ายๆ เลือกชาแบบบรจุอยู่ในซองชาที่มีกลิ่นหอม เพราะจะได้ฤทธิ์ของตัวยาที่ได้ผลดีกว่าชาที่ไม่มีกลิ่นแล้ว ต้มน้ำให้เดือด นำถุงชาลงไปแช่ทิ้งไว้ 10-15 นาที รอจนน้ำงวด แล้วนำมาดื่มแบบเข้มข้นก่อนนอน ก็จะสามารถช่วยแก้อาการนอนไม่หลับ นอนหลับยาก หรือหลับไม่สนิทโดยไม่ต้องพึ่งพายาเคมีเลย

ชาอื่นๆ ที่มีประโยชน์ได้แก่

8. ชาเสาวรส

ผลการศึกษาของชาวออสเตรเลียพบว่า การดื่มน้ำหวานหนึ่งถ้วยก่อนนอนสัก 1 ชั่วโมง จะช่วยให้นอนหลับสบายมากขึ้น ในเสาวรสมีหลากหลายวิตามินที่มีคุณค่าต่อร่างกาย เช่น วิตามินเอ วิตามินบี2 วิตามินบี3 กรดโฟลิกและแร่ธาตุต่างๆ มีรสออกไปทางเปรี้ยว และมีหลากหลายสีสัน เช่น เหลือง ส้ม และม่วง หากคุณมีอาการกระสับกระส่าย นอนไม่หลับ ลองหาชาเสาวรสมาชงดื่มก่อนนอนดูนะคะ เพียงแค่นำซองชาเสาวรสมาแช่ในน้ำร้อน 10-15 นาที เติมน้ำตาลลงไปเล็กน้อย เพื่อให้มีรสหวาน ดื่มง่าย คนให้น้ำตาลละลายเข้ากัน แล้วนำมาดื่มก่อนนอน เพียงเท่านี้สารอัลคาลอยด์ที่อยู่ในเสาวรสก็จะช่วยกล่อมประสาทให้เริ่มรู้สึกง่วง อยากนอน และพร้อมพักผ่อนสมองเต็มที่แล้วค่ะ

9. น้ำผึ้ง

น้ำผึ้งเป็นสารให้ความหวานจากธรรมชาติที่อุดมด้วยวิตามิน และแร่ธาตุนานาชนิด ช่วยเพิ่มและกระตุ้นความสดชื่นให้แก่ร่างกาย ช่วยต้านอนุมูลอิสระ และช่วยให้ร่างกายแข็งแรง ไม่อ่อนเพลียง่าย นอกจากนี้น้ำผึ้งยังออกฤทธิ์คล้ายกับยาระงับประสาทอ่อนๆ ทำหน้าที่ลดความวิตกกังวล อาการหงุดหงิด อารมณ์แปรปรวน แก้อาการนอนไม่หลับ หรือนอนหลับยาก ช่วยให้นอนหลับสบายมากยิ่งขึ้น เพียงนำน้ำผึ้งมาชงกับน้ำอุ่น แล้วดื่มก่อนนอนสักประมาณ 30 นาที ก็จะช่วยลดความเครียดของสมองให้ร่างกายผ่อนคลาย ปรับสมดุลในร่างกายให้เป็นปกติ คลายความเหนื่อยล้าจากหน้าที่การงาน และพร้อมเข้าสู่การนอนหลับพักผ่อนอย่างเต็มที่

10. ผักคะน้า

ผักใบเขียวเช่นผักคะน้านี้เต็มไปด้วยแคลเซียมและสารต้านอนุมูลอิสระที่ช่วยชะลอความเสื่อมเซลล์ ช่วยให้ออกซิเจนในเลือดทำหน้าที่ได้อย่างปกติ ปรับสมดุลของฮอร์โมนในร่างกาย ลดอาการหงุดหงิด ฉุนเฉียว อารมณ์แปรปรวน และบรรเทาอาการนอนไม่หลับ เพียงแค่คุณรับประทานผักคะน้าในมื้อเย็นก่อนเข้านอน โดยทำเมนูที่คุณชื่นชอบ เช่น ผัดคะน้าปลาเค็ม ยำก้านคะน้า ต้มจับฉ่าย ผัดคะน้าน้ำมันหอย แล้วรับประทานคู่กับข้าวกล้องร้อนๆสักจาน ทำง่ายๆแค่นี้ ในตอนกลางคืนคุณก็จะลืมไปเลยว่าอาการนอนไม่หลับ นอนหลับยากนั้นเป็นอย่างไร

กุ้ง-แก้ปัญหานอนไม่หลับ

11. กุ้ง

แทบไม่น่าเชื่อว่าเมนูที่ทำจากกุ้งจะช่วยให้เรานอนหลับได้ง่ายขึ้น จะแก้อาการนอนหลับยากได้จริงหรือ ลองมาดูไปพร้อมๆกันเลย กุ้งเป็นแหล่งโปรตีนที่มีคุณค่าไม่แพ้เนื้อสัตว์อื่นๆ เพราะกรดอะมิโนที่อยู่ในกุ้งนั้นเป็นกรดอะมิโนที่จำเป็นต่อร่างกาย ย่อยและดูดซึมไปใช้ในร่างกายได้ง่าย มีคอเลสเตอรอลต่ำและสามารถดักจับไขมันได้ดี หากรับประทานเมนูที่มีกุ้งในตอนเย็น ก็จะทำให้ระบบย่อยในร่างกายทำงานไม่หนักมาก เพราะกุ้งนั้นจะสามารถถูกย่อยได้ง่ายและเร็ว ไม่เหมือนกับการรับประทานเนื้อสัตว์ประเภทอื่น ที่ย่อยได้ช้าและอาจตกค้างในลำไส้กว่าจะถูกขับถ่ายออกไปก็อาจทำให้ร่างกายรู้สึกอึดอัด ไม่สบายตัว ไม่สบายท้อง มีความเครียดและวิตกกังวล จนกลายเป็นส่วนหนึ่งของสาเหตุที่ทำให้นอนไม่หลับหรือนอนหลับยาก เพราะต้องใช้เวลาในกระบวนการย่อยที่นานมากเกินไปนั่นเอง

12. เมล็ดธัญพืช

ในงานวิจัยจากวารสารต่างประเทศระบุว่า การกินเมล็ดธัญพืชต่างๆนั้น สามารถช่วยให้นอนหลับได้ดีขึ้น เพราะสารทริปโตฟาน ที่เป็นกรดอะมิโนจำเป็นที่อยู่ในเมล็ดธัญพืช จะช่วยให้รู้สึกง่วงนอนและนอนหลับสบาย ซึ่งวิธีที่จะทำให้การกินเมล็ดธัญพืชนั้นอร่อยและได้ประโยชน์เต็มที่ก็คือ นำเมล็ดธัญพืช เช่น ลูกเดือย ข้าวโอ๊ต กราโนล่า มาต้มรวมกับนมจนเดือด ทิ้งไว้สักครู่ให้เมล็ดธัญพืชนิ่มและอ่อนตัวลง รอให้นมอุ่นๆ แล้วนำมาดื่มก่อนเข้านอน เพียงเท่านี้ร่างกายก็จะผ่อนคลายและรู้สึกต้องการพักผ่อน พร้อมที่จะเข้านอนแบบหลับยาว หลับสนิท โดยไม่มีอาการนอนหลับยากมากวนใจเลย

นอนไม่หลับ นอนหลับยาก หลับไม่สนิท

ใครที่นอนไม่หลับ นอนหลับยาก หลับไม่สนิท ก็ลองนำอาหาร 12 ข้อนี้มาทำกันดูนะ เพราะการนอนไม่หลับนั้นก็ทรมานและสุดแสนจะอ่อนเพลีย เมื่อต้องตื่นมาในตอนเช้าทั้งๆที่เมื่อคืนยังไม่ได้นอน หรือนอนหลับไม่สนิท หลับๆตื่นๆ ใช้อาหารจากธรรมชาติทดแทนการใช้ยาหรือเคมี เพื่อสุขภาพที่ดีและอย่าลืมนั่งสมาธิ สวดมนต์ก่อนนอน หรือออกกำลังกายในตอนเย็น เพื่อให้ร่างกายปรับสมดุล ลดความเครียดลง จะได้พร้อมกับการนอนหลับที่แสนสบายในยามค่ำคืน

รับชมวิดีโอ https://www.youtube.com/watch?v=YjmNsRl1LN0

วิธีบำรุงสมองของคุณ ให้ห่างไกลโรคอัลไซเมอร์

10 วิธีบำรุงสมองของคุณ ให้ห่างไกลโรคอัลไซเมอร์

วิธีบำรุงสมองที่นำมาฝากนี้นอกจากจะทำให้กระบวนการการทำงานของสมองทำงานได้ดีขึ้นแล้ว ยังช่วยป้องกันโรคภัยไข้เจ็บ เช่น ภาวะสมองเสื่อม และโรคอัลไซเมอร์ เพราะสมองเป็นอวัยวะที่คอยสั่งการเพื่อประสานงานระบบภายในร่างกายของเรา ด้วยสาเหตุนี้ เราจึงจำเป็นต้องเพิ่มประสิทธิภาพ และสมรรถนะของสมองเราให้มีความสามารถในการคิด และแก้ไขปัญหาต่างๆให้ดีขึ้น ด้วยการบริหารสมอง หรือกระตุ้นการทำงานของสมองให้มีประสิทธิภาพ ด้วยเคล็ดลับที่นำมาฝากกัน ลองมาดูกันนะคะว่ามีอะไรบ้าง

10 วิธีบำรุงสมอง ทำอย่างไรให้ความจำดี

วิธีบำรุงสมอง ด้วยการบริหารสมองให้มีความจำที่ดี


1. เรียนรู้ภาษาใหม่

เคล็ดลับนี้เป็นเคล็ดลับที่นักวิทยาศาสตร์เห็นด้วยมากที่สุด เพราะไม่เพียงแค่ช่วยพัฒนาทักษะทางด้านสังคมของคุณ แต่การเรียนรู้ภาษาใหม่ จะทำให้สมองเรียนรู้วิธีการทำงานที่พัฒนามากขึ้น สมองจะมีระบบเส้นประสาทใหม่เพิ่มขึ้น ซึ่งจะมีผลต่อทักษะทางปัญญา และยังพบว่าสามารถลดความเสี่ยงของโรคอัลไซเมอร์และภาวะสมองเสื่อมได้ สำหรับผู้ที่สนใจเรียนภาษาเพิ่มเติม แต่ไม่สะดวกที่จะไปเรียนก็สามารถหาเรียนภาษาได้ตามยูทูป หรือเว็บไซต์หรือแอปต่างๆ ที่ให้บริการสอนฟรีได้


2. เรียนรู้เครื่องดนตรี

การฟังเพลงก็เป็นการผ่อนคลายสมอง แต่การเรียนรู้การใช้เครื่องดนตรีจะทำให้คุณพัฒนาทักษะด้านร่างกายและกระบวนการคิดต่างๆได้ดีขึ้น สำหรับคนที่เล่นเครื่องดนตรี จะพบว่าการเล่นดนตรีนั้นช่วยให้ทักษะทางด้านคณิตศาสตร์ดีขึ้น ดังนั้นหากอยากเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของสมองก็ลองคว้ากีต้าร์มาดีด หรือลองกดเปียโน หรือลองเล่นเครื่องดนตรีที่คุณชื่นชอบ แล้วลองเริ่มเล่นดนตรีสักเพลงสองเพลง คุณอาจจะพบว่าสมองของคุณรู้สึกผ่อนคลายมากขึ้น และทำให้สมองสามารถทำงานที่ค้างอยู่นั้นทำงานได้ดีขึ้นอย่างไม่น่าเชื่อ


3. นิสัยการกิน กินอะไรแล้วความจำดี

เรากินอะไรร่างกายเราก็จะเป็นแบบนั้น การกินอาหารที่สมดุลเป็นสิ่งที่สำคัญสำหรับสุขภาพกายและสมองของเรา คุณต้องหลีกเลี่ยงอาหารขยะ อาหารที่ไม่มีประโยชน์และให้ความสำคัญกับการบริโภคโปรตีน เส้นใยอาหารและแร่ธาตุต่างๆ นิสัยการกินที่มีวินัยจะมีส่วนสำคัญในการทำงานของสมอง เนื่องจากอาหารที่กินเข้าไปจะถูกแปรรูปเป็นสารอาหาร เพื่อนำไปดูแล ปรับปรุง ซ่อมแซมสมอง ฉะนั้นควรกินอาหารให้ครบ 5 หมู่ กินผักผลไม้ และดื่มน้ำให้เพียงพอในแต่ละวัน

อาหารที่ถือได้ว่าเป็นเลิศในการเสริมสร้างความจำ คือ ปลาแซลมอน 15 ประโยชน์จากปลาแซลมอนที่คุณควรรู้


4. ออกกำลังกาย

การออกกำลังกายนี้ไม่เพียงจะดีต่อกล้ามเนื้อเท่านั้น แต่ยังดีต่อสมองของคุณอีกด้วย เพราะการออกกำลังกายนั้นส่งผลให้เลือดไหลเวียนไปยังสมองมากขึ้น ทำให้เซลล์ประสาทปล่อยสารเคมีหลายชนิดที่ช่วยในการเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของสมอง การออกกำลังกายยังช่วยในการสร้างเซลล์สมองใหม่ ช่วยในการเชื่อมต่อการทำงานของสมองและร่างกายให้ทำงานควบคู่กันได้อย่างดีมากขึ้น


5. เล่นเกมใช้สมอง

เช่นเดียวกับการออกกำลังกายเพื่อสร้างกล้ามเนื้อ และพัฒนาความสมบูรณ์ของร่างกาย สมองของเราก็ต้องได้รับการพัฒนาด้วยเช่นกัน สมองของเรานั้นชอบความท้าทายต่างๆ เพราะช่วยให้สมองสามารถพัฒนาตนเองได้ กิจกรรมที่สามารถท้าทายความสามารถของสมองได้แก่ เกมทดสอบสมอง crosswords sudoku และหมากรุก ซึ่งเป็นเกมฝึกสมองใช้ความคิด เป็นต้น

หมากรุก เป็นเกมฝึกสมองใช้ความคิด ทำให้สมองเกิดการพัฒนา

การเล่นเกมเหล่านี้จะเป็นกิจกรรมที่ช่วยยกระดับความคิดทางปัญญาของคุณ กระตุ้นให้สมองเกิดการพัฒนาตัวเอง เมื่อคุณเล่นเกมเหล่านี้เป็นประจำจะช่วยลดโอกาสการเกิดโรคที่เกี่ยวข้องกับสมอง เช่น โรคความจำเสื่อม อีกทั้งยังช่วยป้องกันการหลงลืม เมื่ออายุเพิ่มมากขึ้นได้อีกด้วย


6. การนอนหลับ

การนอนหลับเป็นปัจจัยสำคัญในชีวิตประจำวัน หากเราไม่สามารถให้ความสำคัญกับการนอนหลับ ก็อาจทำให้มีผลต่อการพัฒนาของสมอง ร่างกายจะสร้างเซลล์ใหม่ๆและขจัดสารพิษออกจากร่างกายในขณะนอนหลับ นอกจากนี้สมองยังทำหน้าที่รวบรวมความทรงจำของคุณ เพื่อรีเซ็ทตัวเองในขณะที่คุณหลับอีกด้วย ดังนั้นคุณจึงควรนอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ เพื่อให้สมองได้รับการพักผ่อน และผ่อนคลายสมอง หากคุณนอนหลับพักผ่อนไม่เพียงพอ ก็อาจส่งผลให้เกิดความง่วง เหนื่อยล้า และสมองอาจทำหน้าที่ในการควบคุมหรือสั่งการได้ไม่ดีเพียงพอ เป็นผลทำให้การทำงานมีประสิทธิภาพลดลงได้

หากคุณนอนไม่หลับลองรับประทาน 12 อาหารแก้อาการนอนไม่หลับ นอนหลับยาก หลับไม่สนิท


7. การทำสมาธิ

สมองเกลียดความเครียด หนึ่งในวิธีที่ดีที่สุดในการแก้อาการสมองตื้อ ทำให้สมองของคุณปลอดโปร่งและปราศจากความคิดที่กังวล คือการทำสมาธิ สมาธิมีหลายแบบให้เลือกทำ แต่วิธีการทำสมาธิแบบง่ายๆก็คือ การหลับตาลงและให้ความสนใจจดจ่ออยู่ที่ลมหายใจเพียงอย่างเดียว การทำสมาธินี้อาจใช้เวลาประมาณ 10 นาทีไปจนถึง 30 นาทีต่อวัน เพียงเท่านี้ก็จะช่วยลดความเครียดของสมอง ลดการผลิตฮอร์โมนที่เกี่ยวข้องกับความวิตกกังวล ทำให้สมองผ่อนคลายมากขึ้นและยังสามารถทำให้สมองมีความต้านทานโรคอัลไซเมอร์ได้ดีขึ้น


8. ใช้เสียงเพลงเป็นวิธีแก้ความจำสั้น

คุณเคยได้ยินผลของการฟังเพลงของโมซาสหรือไม่ โดยพื้นฐานแล้วดนตรีคลาสสิคสามารถเพิ่มพลังให้แก่สมองได้ นักวิจัยได้แสดงให้เห็นว่า เพลงบางเพลงสามารถช่วยเชื่อมโยงความทรงจำได้ และยังสามารถทำให้สมองได้รับการพัฒนามากขึ้น ซึ่งผู้ที่ฟังเพลงคลาสสิคเป็นประจำ จะมีไอคิวที่เพิ่มมากขึ้นเป็นผลให้สมองทำงานได้อย่างยอดเยี่ยม มีการพัฒนาทักษะด้านต่างๆได้ดีขึ้น ส่งผลให้หน้าที่การงานมีประสิทธิภาพมากขึ้นตามไปด้วย


9. การพบปะผู้คนในสังคม

มนุษย์เป็นสัตว์สังคมและต้องการมีความสัมพันธ์ที่ดีในการใช้ชีวิตประจำวันร่วมกับผู้อื่น การมีเพื่อนมากมายหลายคนมีแนวโน้มที่จะลดภาวะสมองเสื่อม หรือภาวะซึมเศร้าลงได้ บางคนก็อาศัยการมีความสัมพันธ์ที่ดีกับผู้อื่นผ่านโลกออนไลน์ บางคนก็นิยมพบเจอเพื่อนตามสถานที่ต่างๆ แต่ไม่ว่าเราจะเลือกมีเพื่อนจากสังคมแบบไหน เราก็ควรดูแลตนเองด้วย อย่าปล่อยให้คนอื่นครอบงำหรือชักจูงเราไปในทางที่ไม่ดี เลือกคบคนที่นำพาชีวิตเราไปในทางที่ถูกที่ควร และที่สำคัญนอกจากให้เวลากับผู้อื่นหรือเพื่อนแล้ว ก็อย่าลืมแบ่งปันเวลาให้กับครอบครัวด้วยนะคะ


10. ทำในสิ่งที่ไม่ถนัด

ลองทำสิงที่ไม่ถนัดหรือไม่คุ้นเคยดูบ้าง เพื่อเป็นการพัฒนาสมอง เช่น การสลับข้างมือแปรงฟัน เปลี่ยนมือเขียนหนังสือ สลับมือที่ถือช้อนตักข้าว แน่นอนว่า คุณจะรู้สึกลำบากและไม่ถนัดเอาเสียเลยในช่วงแรก แต่ถ้าหากคุณฝึกฝนการทำสิงที่ต่างเหล่านี้เป็นประจำ คุณจะสามารถฝึกและสอนสมองของคุณให้ทำสิ่งที่ต่างออกไปได้จนเป็นเรื่องปกติ สิ่งเหล่านี้จะเป็นการช่วยกระตุ้นสมอง และผลักดันให้สมองเกิดการเรียนรู้เพื่อทำสิ่งใหม่ๆที่ไม่คุ้นเคย เป็นการท้าทายและปรังปรุงประสิทธิภาพของสมองได้อย่างดีเยี่ยมเลยหล่ะ

ทำงานใช้ร่างกายก็จริงแต่ก็อย่าลืมใส่ใจดูแลสมองด้วยนะ เพราะสมองก็สำคัญไม่น้อยไปกว่าอวัยวะอื่นๆเลย ดูแลสมองกันตั้งแต่วันนี้เพื่อสุขภาพที่ดีในวันหน้า ขอตัวไปใช้วิธีบำรุงสมองก่อนน้าา สวัสดีค่ะ

รับชมวิดีโอ https://www.youtube.com/watch?v=MbAsjIKPPzQ

วิธีแก้ผมหงอก

8 วิธีแก้ผมหงอกก่อนวัย เปลี่ยนผมหงอกให้กลับมาดำด้วยวิธีธรรมชาติ

8 วิธีแก้ผมหงอกก่อนวัย ที่เราแนะนำนี้เป็นทางเลือกในการแก้ผมหงอกด้วยวิธีจากธรรมชาติ มั่นใจได้ว่าเส้นผมของคุณจะเปลี่ยนจากสีขาวเป็นสีดำ ปลอดภัย ไร้สารเคมี แน่นอนค่ะ

เส้นผมของคนเรามีสีตามธรรมชาติที่มาจากเม็ดสีที่เรียกว่าเมลานิน เมื่อเม็ดสีเมลานินลดน้อยลงหรือหมดไปจะทำให้เกิดผมหงอก ซึ่งการที่มีผมหงอกนี้หากใครมีในช่วงอายุ 20-30 ปี อาจทำให้ความมั่นใจในตัวเองของบุคคลนั้นลดลง หรืออาจโดนล้อทำให้เป็นที่น่าอับอาย จนสูญเสียความเป็นตัวเองไปเลยก็เป็นได้ บางคนถึงกับเครียดมากจนทำให้ผมหงอกมากขึ้น และมีปัญหาผมร่วงตามมาอีกด้วย เมื่อเกิดปัญหาต่อเนื่องกันมา หลายคนเริ่มมองหาสาเหตุ และวิธีการแก้ไขปัญหาผมหงอก

สาเหตุของผมหงอกก่อนวัยมีดังนี้

  • กรรมพันธุ์
  • วัยที่เพิ่มมากขึ้น
  • ความเครียด
  • การขาดสารอาหารและวิตามิน
  • โรคด่างขาว
  • การสูบบุหรี่
  • โรคโลหิตจาง
  • โรคหลอดเลือดตีบ
  • มลพิษและการใช้สารเคมีต่างๆ

เหล่านี้เป็นเพียงสาเหตุบางส่วนที่ทำให้ผมหงอกก่อนวัย ซึ่งเมื่อเกิดปัญหาแล้วหลายคนก็พยายามแก้ไขโดยวิธีการย้อมผม ซึ่งสามารถปกปิกผมขาวได้ทันที สะดวกในการหาซื้อและใช้เวลาในการทำไม่นาน แต่รู้หรือไม่ หากคุณใช้เคมีในการย้อมสีผมหรือปกปิดผมหงอก มากเกินกว่า 9 ครั้งต่อปี อาจเป็นเหตุให้รากผมไม่แข็งแรง ผมหลุดร่วงได้ง่าย และอาจทำให้ร่างกายได้รับการสะสมของเคมีที่มากเกินไป โดยเฉพาะบริเวณหนังศีรษะ ซึ่งอาจเป็นการเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดมะเร็งและระบบเลือดที่แย่ลงได้

8 วิธีแก้ผมหงอกก่อนวัย

ทางเลือกในการดูแลผมหงอกก่อนวัยนั้นมีมากมายอาจจะเป็นการใช้เคมีหรือการปรับเปลี่ยนพฤติกรรม และในบทความนี้เอง รู้ไว้ดอทคอมมี 8 วิธีแก้ผมหงอกก่อนวัย เปลี่ยนผมหงอกให้กลับมาดำด้วยธรรมชาติมาฝาก พร้อมแล้วเตรียมกระดาษและปากกามาจดได้เลย

วิธีแก้ผมหงอกก่อนวัย ให้กลับมาดำ

1.  เมล็ดลูกซัดและน้ำมันมะพร้าว

เมล็ดลูกซัดเป็นเครื่องเทศสำคัญในอาหารของชาวมุสลิม มีเลซิตินและกรดอะมิโนที่จำเป็นต่อการดูแลและปรับเส้นผมที่หงอกให้ดกดำ นอกจากนี้น้ำมันมะพร้าอุดมไปด้วยแร่ธาตุและวิตามินที่มีประโยชน์ในการป้องกันผมหงอก ผมร่วง ลดปริมาณการสูญเสียโปรตีนของเส้นผม มีสารต้านอนุมูลอิสระสูง ช่วยให้ผมมีน้ำหนักดกดำเป็นเงางาม

ส่วนผสม
ใช้เมล็ดลูกซัด ¼ ถ้วย และน้ำมันมะพร้าว ½ ถ้วย

วิธีทำ
นำน้ำมันมะพร้าวไปอุ่นให้เดือดและใส่เมล็ดลูกซัดลงไปในน้ำมันมะพร้าว ต้มทิ้งไว้ประมาณ 8-10 นาที จากนั้นนำมากรองและรอให้อุณหภูมิลดลง นำน้ำมันมานวดในขณะที่น้ำมันยังอุ่นอยู่ นวลดลงบนเส้นผมและหนังศีรษะให้ทั่ว 2-3 นาที คลุมไว้ด้วยหมวกคลุมผม ปล่อยทิ้งไว้ข้ามคืนและสระผมให้สะอาดในวันถัดไป
สูตรนี้สามารถทำได้ สัปดาห์ละ 2 ครั้ง เป็นเวลาอย่างน้อย 3 สัปดาห์เพื่อประสิทธิภาพที่ดีในการดูแลผมหงอก

[related-post id=”20659″]

2.  หัวหอมใหญ่

หัวหอมใหญ่อุดมด้วยวิตามินซีและมีสารต้านอนุมูลอิสระสูง มีสารเคมีจากธรรมชาติที่มีประโยชน์ต่อเส้นผม เช่น สารกลูโคคินิน ไกลโคไซด์และสารเพราติน ที่ช่วยดูแลปัญหาหนังศีรษะหรือรังแค ช่วยขจัดเชื้อราและแบคทีเรียได้อย่างปลอดภัยไม่ตกค้าง ช่วยคืนสีผมตามธรรมชาติให้แก่เส้นผม ดูแลผมหงอกให้กลับดำ

ส่วนผสม
หัวหอมใหญ่ขนาดกลาง จำนวน 1 ลูก / เครื่องปั่น / กระชอนหรือผ้าขาวบาง

วิธีทำ
นำหัวหอมใหญ่มาล้างให้สะอาดและนำไปปั่นให้ละเอียด แล้วนำมากรองใช้แต่น้ำ จากนั้นนำน้ำที่ได้มาหมักผมทิ้งไว้ประมาณ 1 ชั่วโมง และล้างออกด้วยน้ำส้มสายชูแอ๊ปเปิ้ลไซเดอร์และตามด้วยน้ำสะอาดอีกครั้ง
สามารถใช้วิธีนี้สัปดาห์ละ 3 ครั้ง อย่างน้อยเป็นเวลา1 เดือน ก็จะสามารถเห็นการเปลี่ยนแปลงของผมหงอกได้อย่างชัดเจน

3.  โทงเทงฝรั่งและน้ำมันมะพร้าว

หนึ่งในวิธีการจัดการกับผมหงอกที่ง่ายและได้ผลดีเยี่ยม คือการใช้โทงเทงหรือเคพกูสเบอรี่และน้ำมันมะพร้าวในการแก้ปัญหา โทงเทงเป็นผลไม้ขนาดเล็กอุดมด้วยสารอาหารและวิตามินสูง มีวิตามินซีมากกว่ามะนาวถึงสองเท่า อุดมด้วยสารต้านอนุมูลอิสระ ช่วยให้ผิวสวยและผมดกดำ น้ำมันมะพร้าวช่วยในการสร้างเซลล์เม็ดสีและลดการสร้างอนุมูลอิสระ เมื่อเส้นผมถูกรังสียูวี จะช่วยปกป้องเส้นผมจากรังสีที่เป็นอันตรายต่อเส้นผม เปรียบสเหมือนการใช้ครีมกันแดดปกป้องผิวหนัง

โทงเทงฝรั่งแก้ผมหงอกก่อนวัย

ส่วนผสม
น้ำมันมะพร้าว 1 ถ้วยตวง / โทงเทง 3-4 ลูก

วิธีทำ
อุ่นน้ำมันมะพร้าวให้เดือดและหั่นโทงเทงเป็นแผ่นบางๆ เมื่อน้ำมันมะพร้าวเดือด ใส่โทงเทงลงไปต้มด้วยไฟอ่อนประมาณ 15 นาที รอจนสีของโทงเทงเปลี่ยนเป็นสีดำหรือน้ำตาล จากนั้นนำมากรองด้วยกระชอนและรอให้น้ำมันเย็นตัวลง แล้วนำมานวดที่เส้นผมและหนังศีรษะให้ทั่วประมาณ 3-5 นาที คลุมด้วยหมวกคลุมผมทิ้งไว้ข้ามคืนและสระผมตามปกติในวันรุ่งขึ้นด้วยแชมพูให้สะอาด สามารถใช้วิธีนี้ได้สัปดาห์ละ 3 ครั้ง เพื่อลดอัตราผมหงอกและป้องกันผมร่วง โดยมิต้องพึ่งพาสารเคมี

4.  เมล็ดงาและน้ำมันอัลมอนด์

เมล็ดงามีแมกนีเซียมและแคลเซียมที่ช่วยในการบำรุงรากผม บรรเทาอาการผมร่วง และช่วยลดปัญหาผมหงอกก่อนวัยได้ น้ำมันอัลมอนด์อุดมด้วยโปรตีน วิตามินอี และสารอาหารที่จำเป็นต่อการต้านอนุมูลอิสระของผมที่หงอก ในการนำคุณสมบัติที่ดีของเมล็ดงาและน้ำมันอัลมอนด์มาผสมกันนี้ จะช่วยให้การรักษาผมหงอกมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

ส่วนผสม
เมล็ดงา 3 ช้อนชา และน้ำมันอัลมอนด์ 2 ช้อนโต๊ะ

วิธีทำ
ปั่นเมล็ดงาให้ละเอียดและอุ่นน้ำมันอัลมอนด์ด้วยไฟต่ำพอให้เดือด จากนั้นนำเมล็ดงาที่ปั่นแล้วผสมลงไปในน้ำมันอัลมอนด์คนให้เข้ากันดี นำน้ำมันที่ได้ไปนวดลงบนเส้นผมและหนังศีรษะ ทิ้งไว้ 30 นาที เพื่อแก้ปัญหาผมหงอกและผมร่วง จากนั้นสระผมให้สะอาดด้วยแชมพูอ่อนๆ สามารถใช้สูตรนี้ได้สัปดาห์ละ 3 ครั้ง เพื่อคืนความดกดำให้แก่เส้นผมอย่างเป็นธรรมชาติ

5.  ใบโหระพาและน้ำมันมัสตาร์ด

เป็นที่รู้จักกันดีว่าใบโหระพามีประโยชน์อย่างมากในการช่วยดูแลสุขภาพของเส้นผม ให้รูขุมขนทำงานอย่างมีประสิทธิภาพ โดยการกระตุ้นการทำงานของรากผม และช่วยให้เลือดไหลเวียนบริเวณหนังศีรษะได้ดีขึ้น บรรเทาอาการระคายเคืองของหนังศีรษะ ช่วยขจัดรังแคได้ดี น้ำมันมัสตาร์ดประกอบด้วยวิตามินเอ แคลเซียม ธาตุเหล็ก แมกนีเซียมและกดรไขมันจำเป็นอื่นๆ ช่วยฆ่าเชื้อแบคทีเรียบริเวณหนังศีรษะ ลดอาการผมร่วงและแก้ปัญหาผมหงอก นอกจากนี้ยังช่วยให้เส้นผมมีความนุ่มหนามากขึ้นอีกด้วย

โหระพาเป็นสมุนไพรแก้ผมหงอกก่อนวัยที่ดีตัวหนึ่ง

ส่วนผสม
น้ำมันมัสตาร์ด 2 ช้อนโต๊ะและใบโหระพาสด 20-30 ใบ

วิธีทำ
นำใบโหระพาปั่นให้ละเอียดแล้วนำมากรอง นำน้ำที่ได้มาผสมกับน้ำมันมัสตาร์ดคนให้เข้ากัน แล้วนำมานวดบริเวณหนังศีรษะและเส้นผมให้ทั่ว คลุมด้วยหมวกคลุมผมทิ้งไว้ข้ามคืน และสระผมให้สะอาดในวันถัดไป สามารถใช้วิธีนี้ได้สัปดาห์ละ 2 ครั้ง เพื่อป้องกันผมร่วงและรักษาผมหงอกให้มีสีเข้มดกดำมากขึ้น

6.  ชาดำ

การขาดวิตามินและความเครียดอาจนำไปสู่ปัญหาผมหงอกหรือผมร่วงก่อนวัยอันควรได้ ด้วยสีธรรมชาติจากชาดำจะช่วยเพิ่มความเข้มให้กับสีผม โดยไม่มีผลข้างเคียงใดๆที่เป็นอันตรายต่อเส้นผมและหนังศีรษะ

ส่วนผสม
ชาดำ 2 ช้อนชา / น้ำเปล่า 1 ถ้วย / เกลือ 1 ช้อนชา

วิธีทำ
นำน้ำมาต้มให้เดือดและใส่ชาดำลงไป รอให้เดือดอีกครั้งประมาณ 5 นาที ปิดไฟยกลงจากเตาและเติมเกลือลงไปในน้ำชา ผสมเกลือให้ละลายเข้ากันดี รอน้ำชาเย็นตัวลง นำมาหมักไว้ที่เส้นผมและปล่อยทิ้งไว้ 30 นาที หลังจากนั้นล้างออกด้วยน้ำเย็นให้สะอาด การใช้ชาดำเพื่อดูแลเส้นผมนี้ ควรทำซ้ำสัปดาห์ละ 3-4 ครั้ง เพื่อให้เส้นผมได้สีเข้มตามธรรมชาติ

[related-post id=”320″]

7.  โรสแมรี่และใบเสจ

เสจเป็นสารย้อมสีธรรมชาติที่มีประโยชน์ ช่วยให้สีผมดำ ลดอาการอักเสบของหนังศีรษะ บรรเทาอาการผมมันและผมร่วง ช่วยแก้ปัญหารังแคและหนังศีรษะ ต้านเชื้อแบคทีเรียและให้ความชุ่มชื่นแก่หนังศีรษะ โรสแมรี่ กระตุ้นการไหลเวียนของเลือดบริเวณหนังศีรษะ ช่วยขจัดรังแค บำรุงเส้นผมให้นุ่มสลวย เงางาม กระตุ้นการงอกของเส้นผม บรรเทาอาการผมร่วง

sage ใบไม้สมุนไพรแก้ผมหงอก

ส่วนผสม
ใบโรสแมรี่ ½ ถ้วย / ใบเสจ ½ ถ้วย / น้ำเปล่า 2 ถ้วย / หมวกคลุมผม

วิธีทำ
ต้มน้ำให้เดือดใส่ใบโรสแมรี่และใบเสจลงไป ต้มต่ออีก 10-15 นาที น้ำงวดแล้วปิดไฟยกลงจากเตาปล่อยทิ้งไว้ 2-3 ชั่วโมง นำน้ำที่ได้มาหมักผมเน้นบริเวณผมหงอก และคลุมด้วยหมวกคลุมผม 30 นาที จากนั้น ล้างผมให้สะอาดและสระผมด้วยแชมพูอ่อนๆ

[related-post id=”20646″]

8.  ขิงและนมสด

ขิงเป็นแหล่งที่ดีของแมกนีเซียม ฟอสฟอรัส โพแทสเซียมและวิตามิน ช่วยส่งเสริมสีธรรมชาติของเส้นผม มีสารต้านอนุมูลอิสระ บรรเทาอาการผมหงอกผมร่วง ให้ผมนุ่มสลวยเงางามเป็นประกาย นมสด ช่วยกระตุ้นรากผมให้แข็งแรง ให้ผมนุ่มหวีง่าย ไม่พันกัน

ส่วนผสม
ขิงสดความยาว 2 นิ้ว / นม 2 ช้อนโต๊ะ / หมวกคลุมผม

วิธีทำ
ล้างขิงให้สะอาดและสับให้ละเอียด นำมาผสมรวมกับนมคนให้เข้ากัน แล้วนำมาหมักผมให้ทั่วทั้งศีรษะ คลุมด้วยหมวกคลุมผม ปล่อยทิ้งไว้ 10-15 นาที และล้างออกด้วยน้ำเย็น แล้วสระผมให้สะอาด

[related-post id=”142″]

วิธีป้องกันผมหงอกก่อนวัย

การดูแลปัญหาผมหงอกด้วยตนเองเป็นทางเลือกที่ดี ปลอดภัย ใช้งานง่ายสะดวก และราคาไม่แพงอีกทั้งยังเป็นการหลีกเลี่ยงการใช้สารเคมีในการกำจัดผมหงอก แต่เพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่ดี คุณควรทำตามคำแนะนำด้านล่างนี้เพิ่มเติม

  • หลีกเลี่ยงเครื่องดื่มที่มีคาเฟอีนและการรับประทานอาหารขยะ เพราะเป็นสาเหตุให้เส้นผมนั้นหงอกก่อนวัย
  • หลีกเลี่ยงการสูบบุหรี่และการบริโภคเครื่องดื่มแอลกอฮอลล์
  • พยายามรักษาความสะอาดของหนังศีรษะ
  • หลีกเลี่ยงการใช้ความร้อนมากเกินไปกับเส้นผม
  • ใช้แชมพูและครีมนวดผมที่อ่อนโยนต่อเส้นผม
  • สวมหมวกเพื่อหลีกเลี่ยงแสงแดดที่รุนแรง และสวมหมวกว่ายน้ำ เมื่อลงเล่นน้ำในสระว่ายน้ำ เพื่อป้องกันความเสียหายที่เกิดจากน้ำยาคลอรีน
  • หลีกเลี่ยงการสระผมด้วยน้ำร้อน เพราะอาจทำให้ผมหงอกได้
  • ควรดื่มน้ำให้เพียงพอวันละ 6-8 แก้ว
  • รับประทานอาหารที่ดีมีประโยชน์ต่อสุขภาพ อาหารที่อุดมด้วยไปด้วยแร่ธาตุและวิตามิน เช่น ผักและผลไม้
  • ใช้น้ำมันสมุนไพรจากพืชที่ช่วยกระตุ้นการไหลเวียนของเลือดบริเวณหนังศีรษะ
  • ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ พักผ่อนให้เพียงพอ และไม่ควรเครียดกับหน้าที่การงานมากเกินไป

มียาและการรักษาทางเคมีมากมายที่พร้อมจะแก้ปัญหาผมหงอก แต่บางครั้งการรักษาและยาเคมีเหล่านี้ สามารถทำลายสุขภาพของเส้นผม และอาจทำให้เกิดการติดเชื้อที่หนังศีรษะ ดังนั้นทางเลือกที่ง่ายและประหยัดในการรักษาผมหงอก คือการดูแลด้วยตนเอง และใช้ส่วนผสมจากธรรมชาติ วิธีการเหล่านี้จะมีประสิทธิภาพและปลอดภัยกว่าการย้อมผมด้วยเคมีบ่อยๆ นอกจากนี้หากมีปัญหาเส้นผมหรือหนังศีรษะที่ผิดปกติ ควรปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ ไม่ควรทำการรักษาด้วยตนเอง เพราะอาจทำให้เป็นอันตรายได้

จบบทความ 8 วิธีแก้ผมหงอกก่อนวัย เปลี่ยนผมขาวจากธรรมชาติไปแล้ว หากเพื่อนๆคนไหนมีวิธีการอื่นๆที่ช่วยแก้ปัญหาผมหงอกได้นอกจากวิธีที่แนะนำแล้วละก็ อย่าลืมคอมเม้นต์แชร์ประสบการณ์ให้เพื่อนๆท่านอื่นทราบบ้างนะคะ สำหรับวันนี้ขอตัวไปเลือกสูตรจาก 8 วิธีนี้บ้าง พบกันใหม่บทความหน้า สวัสดีค่ะ

รับชมวิดีโอ https://www.youtube.com/watch?v=CtMwRLM4KYw

9 ประโยชน์มังคุด

9 ประโยชน์มังคุด ต้านโรคสารพัด

มังคุดเป็นผลไม้ที่มีเปลือกสีม่วงแดงหรือม่วงเข้ม รู้จักกันดีว่าเป็นราชินีแห่งผลไม้ ถิ่นกำเนิดมิได้ระบุชัดเจน แต่กล่าวกันว่าเป็นถิ่นที่อยู่ในประเทศแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ไทย พม่า อินเดียและเวียดนาม มังคุดเป็นผลไม้ที่ช่วยให้สุขภาพดี อุดมด้วยน้ำ พลังงาน โปรตีน คาร์โบไฮเดรตและเส้นใย มีสารอาหารที่สำคัญไม่ว่าจะเป็นแคลเซียม เหล็ก แมกนีเซียม ฟอสฟอรัส โพแทสเซียม โซเดียม สังกะสี ทองแดงและแมงกานีส มีวิตามินซี วิตามินบี6 วิตามินบี12 และวิตามินเอ นอกจากนี้ยังมีโฟเลต กรดโฟลิค แคโรทีน ไรโบฟลาวิน ไนอะซิน กรดแพนโทเทนิก มีวิตามินและแร่ธาตุมากมายขนาดนี้

ประโยชน์ของมังคุด สรรพคุณดีต่อสุขภาพ

ประโยชน์และสรรพคุณมังคุด

1.  ประโยชน์มังคุด ต้านมะเร็ง

เปลือกมังคุดมีสารแซนโทนที่สามารถออกฤทธิ์ต้านมะเร็ง ต่อต้านการอักเสบและป้องกันแบคทีเรีย สร้างภูมิคุ้มกันให้แก่ร่างกาย ยับยั้งการเจริญเติบโตของเซลล์ในมะเร็งลำไส้ใหญ่ สามารถใช้ร่วมกับยาต้านมะเร็งได้อีกด้วย

[related-post id=”276″]

2.  ต้านการอักเสบ

สารสกัดจากมังคุดมีคุณสมบัติต่อต้านภูมิแพ้และต้านการอักเสบ ยับยั้งการปล่อยฮีสตามีนซึ่งเป็นสารเคมีประเภทโปรตีนชนิดหนึ่ง ที่เซลล์ในระบบภูมิคุ้มกันต้านทานโรคของร่างกายสร้างขึ้น เมื่อร่างกายได้รับสารก่อภูมิแพ้ ซึ่งสารโพรสตาแกลนดินเป็นสารประกอบหนึ่งของไขมัน ที่มีบทบาทสำคัญในการส่งเสริมและสลายการอักเสบที่เกิดขึ้นภายในร่างกาย

[related-post id=”869″]

3. ดูแลผิว

เปลือกมังคุดมีคุณสมบัติต้านการอักเสบป้องกันแบคทีเรีย เชื้อรา ต่อต้านภูมิแพ้และต่อต้านอนุมูลอิสระ ช่วยลดความเสี่ยงต่อสภาวะต่างๆ เช่น การอักเสบของผิวหนังและการติดเชื้อแบคทีเรีย ในงานวิจัยมีหลักฐานยืนยันว่า เปลือกของมังคุดนี้มีคุณสมบัติที่สามารถดูแลผิวพรรณ และป้องกันโรคมะเร็งผิวหนังได้ นอกจากนี้ผลิตภัณฑ์ป้องกันผิวจากแสงแดดที่มีส่วนผสมของแมงโกสตินในปริมาณร้อยละ 20 ก็สามารถช่วยปกป้องผิวจากแสงแดดได้อีกด้วย

[related-post id=”85″]

4.  เพิ่มความเร็วในการรักษาบาดแผล

ด้วยสรรพคุณที่มีฤทธิ์ต้านเชื้อแบคทีเรียและต้านการอักเสบ เมื่อนำมังคุดมาทำเป็นเครื่องดื่มสมุนไพร โดยการใช้ใบและเปลือกแห้งของมังคุดมาต้มดื่ม จะช่วยรักษาบาดแผลได้อย่างรวดเร็ว ทำให้แผลมีการฟื้นตัวได้เร็วขึ้น

5.  บรรเทาอาการท้องร่วง

เปลือกมังคุดมีสารแทนนินที่เป็นรสฝาด ช่วยบรรเทาอาการท้องร่วง ท้องเสียเรื้อรัง บรรเทาอาการผิดปกติของกระเพาะอาหาร ยับยั้งการเจริญเติบโตของแบคทีเรียในช่องท้อง โดยการใช้เปลือกแห้งของมังคุด ½ ผล ย่างไฟให้เกรียม นำมาฝนกับน้ำปูนใส ½ แก้วแล้วดื่ม

[related-post id=”478″]

6.  ดูแลปัญหาเกี่ยวกับประจำเดือน

น้ำต้มรากมังคุด ช่วยในการรักษาอาการประจำเดือนไม่ปกติ

[related-post id=”20742″]

7.  ปกป้องสุขภาพหัวใจ

สารแซนโทนที่อยู่ในมังคุดมีประโยชน์ต่อระบบหัวใจและหลอดเลือด ป้องกันการเกิดออกซิเดชั่นของไขมัน ลดความเสี่ยงของโรคหลอดเลือดสมองหรือกล้ามเนื้อหัวใจตาย ลดความเสี่ยงต่อการเกิดหลอดเลือดอุดตัน โดยป้องกันการเกิดไขมันชนิดเลว

8.  ช่วยในระบบย่อยอาหาร

ชาวบราซิลนิยมดื่มชามังคุดเพื่อช่วยให้ระบบย่อยอาหารทำงานได้ดีขึ้น และยังช่วยให้ระบบขับถ่ายเป็นปกติ บำรุงแก้อาการอ่อนเพลีย ไม่มีแรง กระตุ้นระบบย่อยอาหารให้ทำหน้าที่ได้อย่างสมบูรณ์

9.  ควบคุมเบาหวาน

โรคเบาหวานเป็นภาวะทางการแพทย์ที่พบได้ทั่วไปในสังคมยุคใหม่ แม้ว่าจะสามารถดูแลจัดการได้โดยการใช้ยาที่กำหนดไว้ แต่นั่นอาจเป็นความเสี่ยงต่อสุขภาพ โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากไม่ได้ใช้มาตรการป้องกันอย่างเพียงพอ ซึ่งมังคุดเป็นสารสกัดจากธรรมชาติที่มีประสิทธิภาพในการจัดการและรักษาระดับน้ำตาล โดยการควบคุมปริมาณน้ำตาลในเลือด นอกจากนี้ยังมีส่วนช่วยในการบรรเทาโรคต่างๆที่เกี่ยวข้องกับน้ำตาล เช่น โรคความดันโลหิต โรคหลอดเลือดหัวใจ เป็นต้น

[related-post id=”518″]

มังคุดมีประโยชน์มากมายต่อร่างกาย ดังที่ยกตัวอย่างข้างต้นไว้ 9 ประโยชน์มังคุด สามารถนำมาดูแลป้องกัน รักษา และบรรเทาปัญหาที่เรามีหรือเป็นได้ แต่ไม่ว่าเราจะมีสุขภาพเช่นไร ก็ไม่ควรกินผักผลไม้ชนิดเดียว ควรรับประทานผักผลไม้ให้หลากหลาย เพื่อให้ได้รับสารอาหารและผลลัพธ์ที่มากด้วยคุณประโยชน์ต่อร่างกายในหลายๆด้าน รู้ถึงคุณประโยชน์แล้วก้อย่าลืมศึกษาโทษของผักผลไม้ที่เรารับประทานด้วยนะ เพราะอะไรก็ตามถึงแม้จะดีและมีประโยชน์มากมายมหาศาล แต่หากเราบริโภคมากเกินความจำเป็น จากสิ่งดีๆที่เราได้รับอาจกลายเป็นโทษมหันต์ต่อตัวเราได้เช่นกัน เลือกกินแบบทางสายกลางนะ กินพอดีพอดี ไม่มากไป ไม่น้อยไป รับรองเลยว่า ดีต่อสุขภาพและไม่เป็นอันตรายอย่างแน่นอน

รับชมวิดีโอ https://www.youtube.com/watch?v=PQtnNGWM-jM

9 ประโยชน์ชาสมุนไพรเพื่อสุขภาพอบเชย

ชาอบเชยเป็นชาสมุนไพรเพื่อสุขภาพที่อร่อยและทำได้ง่ายไม่ยุ่งยาก มีสารออกฤทธิ์ซินนามาลดีไฮด์ที่เป็นสารให้กลิ่นและรสชาดในอบเชย มีคุณสมบัติเป็นสารต้านจุลินทรีย์ แบคทีเรีย ราและปรสิต

ผู้คนส่วนใหญ่มักรู้จักคุ้นเคยกับอบเชยในมุมของเครื่องปรุงที่มีรสหวาน ใช้สำหรับทำเมนูพะโล้ มัสมั่นเนื้อ ไก่ตุ๋นยาจีน ก๋วยเตี๋ยวหมูตุ๋น เป็นต้น ซึ่งอบเชยนี้เป็นเครื่องเทศที่มีประสิทธิภาพสูงและเต็มเปี่ยมไปด้วยประโยชน์ที่ดีต่อร่างกาย นอกจากนำมาใช้เป็นส่วนหนึ่งของอาหารแล้ว ยังสามารถนำมาทำเป็นชาเพื่อสุขภาพได้อีกด้วย

อบเชยสรรพคุณ

วิธีการทำชาสมุนไพรอบเชยมีดังนี้ เพียงแค่นำไม้อบเชย ต้มในน้ำประมาณ 15-20 นาที หลังจากนั้นรอจนน้ำเดือดและปล่อยให้น้ำงวดลงอีก 10 นาที หรือนานกว่านั้น จะทำให้สารสำคัญในอบเชยออกฤทธิ์ได้ดีมากขึ้น จากนั้นจึงนำมาดื่มซึ่งไม่จำเป็นต้องเพิ่มน้ำตาลลงไป เพื่อสุขภาพที่ดีเป็นการลดการบริโภคน้ำตาลไปในตัว หลังจากรู้วิธีการชงชาอบเชยกันไปแล้ว ลองมาดูประโยชน์จากการดื่มชาอบเชยกันบ้าง

1.  ควบคุมน้ำตาลในเลือด

ชาอบเชยช่วยให้ระดับน้ำตาลในเลือดลดลง กระตุ้นการทำงานของตับอ่อน ป้องกันเลือดจับตัวเป็นก้อนให้ร่างกายใช้อินซูลินเพื่อสันดาปกลูโคสได้ดีขึ้น และยังสามารถช่วยป้องกันภาวะที่เกี่ยวข้องได้อีกด้วย เช่น โรคอ้วน หรือปัญหาเกี่ยวกับหัวใจและหลอดเลือด

[related-post id=”861″]

2.  ลดน้ำหนักด้วยชาสมุนไพรอบเชย

ชาอบเชยถือได้ว่าเป็นชาสมุนไพรเพื่อสุขภาพความงามเพราะช่วยให้ร่างกายเก็บไขมันน้อยลง โดยใช้หลักการลดปริมาณอินซูลินที่ถูกผลิตขึ้น จะช่วยลดน้ำตาลในเลือด จึงทำให้ร่างกายเก็บไขมันน้อยลง และค่อยๆลดน้ำหนักลงไปด้วย สิ่งที่คุณต้องทำก็คือ การบริโภคชาอบเชย 1-2 ถ้วยต่อวัน เพื่อให้ได้ผลลัพธ์ตามที่คุณต้องการ

[related-post id=”20749″]

3.  ชาสมุนไพรลดระดับคอเลสเตอรอล

อบเชยมีผลต่อระดับน้ำตาลในเลือดและระดับไขมันในร่างกาย โดยการลดระดับคอเลสเตอรอล ลดโอกาสในการเป็นโรคหลอดเลือดหัวใจตีบหรืออาการหัวใจวาย และโรคหลอดเลือดสมองได้ การรักษาระดับคอเลสเตอรอลให้ต่ำจึงเป็นสิ่งสำคัญสำหรับการควบคุมน้ำหนักและป้องกันโรคหลอดเลือดหัวใจ นอกจากนี้ยังมีชาสมุนไพรแก้ความดันสูงตัวอื่น ที่มีประโยชน์ในการลดระดับคอเลสเตอรอล

[related-post id=”320″]

4.  เพิ่มระบบภูมิคุ้มกัน

สารอินทรีย์หลายชนิดที่พบในอบเชยมีฤทธิ์ต้านไวรัส เชื้อราและฆ่าเชื้อโรค จากคุณสมบัตินี้จะทำให้ชาอบเชย เป็นหนึ่งในเครื่องดื่มที่ดีที่สุดสำหรับการดูแลการทำงานของระบบภูมิคุ้มกัน ซึ่งสารต้านอนุมูลอิสระที่อยู่ในอบเชยจะฆ่าเชื้อโรคที่เกิดจากการติดเชื้อหรือเจ็บป่วยในร่างกาย

5.  ป้องกันโรคเรื้อรัง

อบเชยมีความเข้มข้นของสารต้านอนุมูลอิสระสูงรวมไปถึงสารออกฤทธิ์ซินนามาลดีไฮด์ คาเทชิน ไซยาไนด์และสารประกอบที่สำคัญอื่นๆ สารต่อต้านอนุมูลอิสระเหล่านี้ เหมาะอย่างยิ่งสำหรับการทำลายอนุมูลอิสระ ที่เป็นผลพลอยได้จากการเผาผลาญของเซลล์ และป้องกันความเครียดจากออกซิเจนในร่างกาย สามารถป้องกันโรคเรื้องรังบางชนิด เช่น โรคมะเร็งที่อาจเกิดขึ้นเมื่อเรามีอายุมากขึ้น

6.  ช่วยในการย่อยอาหาร

อบเชยเป็นสารช่วยในการย่อยอาหารมีฤทธิ์กระตุ้นน้ำย่อยในกระเพาะอาหารและกรดในกระเพาะอาหาร ทำให้การย่อยอาหารมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น นอกจากนี้การอักเสบของลำไส้ที่เกิดจากลำไส้แปรปรวน หรือลำไส้ทำงานผิดปกติและอาการเบื่ออาหาร ก็สามารถใช้ชาอบเชย ดูแลบรรเทาอาการเหล่านี้ได้โดยไม่มีผลข้างเคียง

[related-post id=”956″]

7.  ลดการอักเสบ

การอักเสบทั่วร่างกายสามารถเกิดขึ้นได้หลายรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นอาการคัน ระคายเคืองต่อผิวหนังในลำคอ ปวดเมื่อยตามข้อต่อและกล้ามเนื้อ ชาอบเชยช่วยลดการอักเสบและอาการปวดตามร่างกาย ช่วยให้ร่างกายและกล้ามเนื้อผ่อนคลาย บรรเทาอาการปวดตามข้อ กล้ามเนื้อไม่มีกำลัง

8.  รักษาอาการปวดประจำเดือน

อบเชยมีฤทธิ์ลดอาการระคายเคืองและต้านการแข็งตัวของเลือด ซึ่งหมายความว่าสามารถลดอาการปวดและการเป็นตะคริวในช่วงมีประจำเดือนได้

[related-post id=”478″]

9.  เพิ่มประสิทธิภาพให้กับสมอง

การวิจัยพบว่าอบเชยไม่เพียงแต่มีความสำคัญต่อร่างกายเท่านั้น แต่ยังรวมไปถึงมีผลต่อจิตใจด้วย อบเชยจะช่วยกระตุ้นการเจริญเติบโตของเส้นประสาทใหม่ๆ รักษาภาวะอัลไซเมอร์ ช่วยให้เลือดหมุนเวียนในสมองได้ดี เพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของสมองให้ดียิ่งขึ้น

[related-post id=”729″]

คำแนะนำ

ชาอบเชยแม้ว่าจะเป็นชาสมุนไพรเพื่อสุขภาพมีประโยชน์ที่น่าประทับใจมากมาย แต่ก็มีผลข้างเคียงด้วย หากบริโภคในปริมาณที่มากเกินไป อาจทำให้เป็นอันตรายต่อตับ และอาจทำให้เกิดความล้มเหลวของตับที่เกิดจากสารออกฤทธิ์ที่เรียกว่า คูมาริน สารป้องกันเลือดแข็งตัวในเส้นเลือด นอกจากนี้ถึงแม้จะมีหลักฐานระบุว่าอบเชยสามารถช่วยควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด สำหรับผู้ที่เป็นโรคเบาหวานชนิดที่ 2 แต่ก็ไม่ควรใช้แทนอินซูลิน หากมีปัญหาสุขภาพก่อนการใช้ชาอบเชยควรปรึกษาแพทย์ทุกครั้ง

หมายเหตุ

หากคุณต้องการรับประทานชาควรเลือกซื้อจากแหล่งที่น่าเชื่อถือได้ เช่น ชาสมุนไพรโครงการหลวง นอกจากชาอบเชยแล้วยังมีสูตรชาสมุนไพรอีกหลายสูตรให้คุณได้เลือกซื้อเพื่อให้เหมาะกับสุขภาพของคุณค่ะ

รับชมวิดีโอ https://www.youtube.com/watch?v=Z-XFFs5zcY8

9 อาหารที่ทำให้เกิดสิว อยากหน้าใส ให้เลี่ยงรับประทาน

ไม่อยากเป็นสิวให้เลี่ยง อาหารที่ทำให้เกิดสิว บทความนี้มาดูกันว่า อาหารที่ห้ามคนเป็นสิวกินมีอะไรบ้าง อาหารพวกนี้ทำไมห้ามกินเวลาเป็นสิว เรามีคำตอบ

คุณมีปัญหาเกี่ยวกับสิวหรือไม่ ดูๆแล้วเหมือนไม่มีอะไรที่จะช่วยแก้ปัญหาสิวได้เลย บางคนถึงกับเครียดมากมายเวลาเป็นสิว พยายามหายา ครีมสารพัดมาใช้แต่ก็ยังไม่สามารถแก้ไขปัญหาสิวได้สักที นอกจากการใช้ผลิตภัณฑ์ดูแลสิวภายนอกแล้ว คุณรู้หรือไม่ว่าอาหารที่รับประทานบางชนิดก็สามารถทำให้เกิดปัญหาสิวบนผิวของคุณได้ แน่นอนว่า การตอบสนองต่ออาหารบางประเภทกับสภาพผิวของแต่ละบุคคลนั้นให้ผลลัพธ์ที่แตกต่างกัน และไม่ว่าผลลัพธ์จะออกมาอย่างไร แต่อย่างน้อยเราก็ควรรู้ถึงประเภทของอาหารที่ควรหลีกเลี่ยง เพื่อเป็นการป้องกันปัญหาสิวที่อาจจะเกิดขึ้น เราขอแนะนำ

9 อาหารที่ทำให้เกิดสิว ควรเลี่ยง เพื่อหน้าใส

อาหารที่ทำให้เกิดสิว

1.  น้ำอัดลมแบบไดเอท (มีสารให้ความหวานแทนน้ำตาล)

น้ำอัดลมประเภทไดเอทหรือน้ำอัดลมผสมโซดานี้มีฤทธิ์ทำให้เกิดการอักเสบต่อร่างกายได้ เนื่องจากมีส่วนผสมของสารที่ให้ความหวานแทนน้ำตาล ที่อาจช่วยเพิ่มปริมาณสิวให้กับผิวได้

2.  น้ำตาลห้ามกินเวลาเป็นสิว

อาหารที่มีดัชนีค่าน้ำตาลสูงอาจก่อให้เกิดสิวได้ น้ำตาลไม่ว่าจะอยู่ในรูปแบบใดก็ตาม อาจทำให้เกิดการกระตุ้นของฮอร์โมนในการผลิตสิว เพื่อให้ได้ผิวที่ปราศจากสิว คุณต้องหลีกเลี่ยงน้ำตาลให้ได้มากที่สุด

3.  นม

นมวัวมีสารอาหารหลายชนิดรวมไปถึงฮอร์โมนที่อยู่ในน้ำนมด้วย ฮอร์โมนเหล่านี้จะทำให้ร่างกายผลิตฮอร์โมนแอนโดรเจนที่กระตุ้นให้เกิดสิว เพราะจะกระตุ้นต่อมไขมันของเราให้ทำงานมากขึ้น ส่งผลให้ผิวมันและเป็นสิวตามมา

4.  กลูเตนอาหารที่ห้ามคนเป็นสิวกิน

กลูเตนเป็นไกลโครโปรตีนที่พบได้ในข้าวสาลี ข้าวบาร์เล่ย์ ข้าวโพด ฯลฯ อาจทำให้เกิดการอักเสบของระบบย่อยอาหาร เมื่อร่างกายมีการอักเสบบริเวณใดบริเวณหนึ่ง อาจส่งผลให้ฮอร์โมนไม่สมดุลและอาจทำให้เป็นสิวได้ ดังนั้นหากไม่แน่ใจว่ากลูเตนมีส่วนทำให้ผิวของคุณเป็นสิวหรือไม่ ควรหลีกเลี่ยงอาหารที่มีส่วนผสมนี้

อาหารที่ทําให้เกิดสิว

ผักและผลไม้เป็นอาหารดีมีประโยชน์เป็นการฟื้นฟูผิวจากภายในสู่ภายนอก งดอาหารที่ทําให้เกิดสิวเพื่อผิวหน้าที่ใสเนียน

5.  น้ำมันพืช

ไขมันทรานส์และน้ำมันพืชแปรรูป เป็นปัจจัยสำคัญที่ก่อให้เกิดสิว ผดผื่นบริเวณผิวหนัง ยกตัวอย่างเช่น น้ำมันข้าวโพด น้ำมันคาโนล่า อาจกระตุ้นให้เกิดการอักเสบ ดังนั้นหากต้องการผิวใส ไร้สิว ควรหลีกเลี่ยงน้ำมันเหล่านี้ และใช้น้ำมันมะพร้าวหรือน้ำมันมะกอกบริสุทธิ์ในการปรุงอาหารแทน

[related-post id=”307″]

6.  ลูกอม

ลูกอมหรือลูกกวาดที่เต็มไปด้วยน้ำตาลอาจก่อให้เกิดสิวริ้วรอยและผิวที่ไม่แข็งแรงได้ เพราะน้ำตาลจะเข้าไปทำลายเส้นใยคอลลาเจน และอีลาสตินที่มีประโยชน์ในการช่วยกระชับผิว และทำให้ผิวดูอ่อนเยาว์ นอกจากนี้อาจทำให้ผิวแห้ง เกิดริ้วรอยก่อนวัยอันควรและทำให้ผิวไม่สดใส หย่อนคล้อยอีกด้วย

7.  อาหารที่ทําให้เกิดสิว อาหารรสจัด

การบริโภคอาหารรสเผ็ดมากเกินไป อาจเป็นอันตรายต่อระบบทางเดินอาหารของคุณ นอกจากนี้ยังอาจก่อให้เกิดการอักเสบของผิวหนัง ส่งผลให้เกิดสิวบนผิวคุณ ดังนั้นผู้ที่เป็นสิวอยู่แล้วควรรับประทานอาหารรสเผ็ดในปริมาณที่พอเหมาะ และดูแลผิวให้เหมาะสม เพื่อควบคุมไม่ให้เกิดความรุนแรงของสิวมากไปกว่าเดิม

8. คาเฟอีน

สารคาเฟอีนนี้มักพบได้ในชา ช๊อคโกแลต กาแฟ หรือเครื่องดื่มที่ให้พลังงาน คาเฟอีนจะช่วยกระตุ้นต่อมอะดรีนาลิน ซึ่งเป็นเหตุให้เพิ่มระดับความเครียดในร่างกายและคาเฟอีน ยังสามารถรบกวนการนอนหลับของคุณ โดยทำให้คุณไม่สามารถหลับไปถึงในระยะที่ลึกที่สุดของการนอนหลับ เมื่อคุณหลับลึกไม่พอ หรือนอนไม่หลับ ร่างกายจะไม่ได้ซ่อมแซมและล้างพิษออกจากร่างกาย ปัจจัยเหล่านี้อาจก่อให้เกิดความเครียดและปัญหาสิวที่อาจจะตามมาได้

ประโยชน์คาเฟอีนที่อยู่ในกาแฟมีอะไรบ้างไปดูกัน

[related-post id=”518″]

9.  อาหารแปรรูปเป็นอาหารที่ทำให้เกิดสิวได้

อาหารแปรรูปมีกระบวนการผลิตที่ซับซ้อนหลากหลายขั้นตอน ซึ่งเมื่อรับประทานเข้าไปอาจก่อให้เกิดการแพ้และอักเสบของผิว เนื่องจากเต็มไปด้วยสารเติมแต่งรสและสารเคมีอื่นๆที่กระตุ้นอาการแพ้ อาหารแปรรูปเหล่านี้มักจะมีปริมาณไขมันและน้ำตาลสูง นอกจากอาจทำให้เกิดโรคเบาหวาน ไขมันส่วนเกินหรืออาการอักเสบของผิวแล้ว ยังส่งผลให้อาจเป็นสิวบนผิวหนังได้

[related-post id=”1016″]

อาหารที่ยกตัวอย่างมาเหล่านี้อาจไม่ได้เป็นอาหารที่ทำให้เกิดสิวเสมอไป แต่หากคุณมีปัญหาเรื่องสิวหรือมีแนวโน้มว่าจะเป็นสิวได้ง่าย เป็นสิวควรทานอาหารแบบไหนลองพิจารณาข้อมูลเหล่านี้ดูก่อน เพราะอาหารเหล่านี้ก็ไม่ค่อยมีประโยชน์ต่อสุขภาพร่างกายเท่าที่ควรอยู่แล้ว ถ้าต้องการผิวสวย ไร้สิว ก็ควรเลือกกินอาหารที่มีประโยชน์ หลีกเลี่ยงอาหารที่อาจเป็นปัจจัยกระตุ้นสิว ออกกำลังกายสม่ำเสมอ รักษาความสะอาดของผิวหนัง ดูแลสุขลักษณะเรื่องการขับถ่าย ควบคุมอารมณ์รักษาสภาพจิตใจให้เหมาะสม และนอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ เพียงเท่านี้ก็จะสามารถมีผิวดี ห่างไกลสิวอย่างแน่นอน

รับชมวิดีโอ https://www.youtube.com/watch?v=iFH9KZat8DA

ประโยชน์กาแฟ

7 ประโยชน์กาแฟต่อสุขภาพ ดื่มเป็นประจำป้องกันได้หลายโรค

หลายคนอาจจะชงกาแฟดื่มในตอนเช้า เพราะคิดว่าเป็นการกระตุ้นร่างกายให้ตื่นตัว เพื่อพร้อมรับมือกับงานและกิจกรรมต่างๆได้ทั้งวัน หรือบางคนอาจจะติดในกลิ่นที่หอมหวล รสชาดที่คุ้นเคยยามเช้าจากคาเฟอีนในกาแฟ ดื่มแล้วช่วยให้รู้สึกกระปรี้กระเปร่า สดชื่น กระตุ้นการทำงานของระบบประสาท ทำให้รู้สึกสมองโลดแล่นและพร้อมจะออกไปเผชิญกับสิ่งต่างๆในวันใหม่ นอกจากจะช่วยกระตุ้นความรู้สึกในด้านต่างๆแล้ว กาแฟยังมีประโยชน์ในด้านอื่นๆอีกมากมาย ซึ่งในบทความนี้รู้ไว้ดอทคอมขอยกตัวอย่าง 7 ประโยชน์กาแฟที่ดีต่อสุขภาพร่างกายของเรามาฝาก มีอะไรกันบ้าง ตามมาดูกันเลยค่ะ

ประโยชน์กาแฟ มีมากมาย
นี่คือสรรพคุณกาแฟบางส่วน

1.  ช่วยรักษาสมดุลของอารมณ์

สำหรับท่านที่เป็นคอกาแฟ จะสังเกตุได้ว่าเวลาที่ดื่มกาแฟนั้น มักจะมีอารมณ์ที่ผ่อนคลาย มีความสุข ดื่มด่ำกับรสชาดที่ชื่นชอบและสดชื่นกับกลิ่นที่คุ้นเคย มีความหงุดหงิดน้อยลง นั่นเป็นเพราะการดื่มกาแฟไปช่วยกระตุ้นการสร้างสารเคมีในสมอง คือเซโรโทนิน Serotoninโดพามีน Dopamine และ นอร์อิพิเนฟริน Norepinephrine สารเหล่านี้มีบทบาทสำคัญในการทำงานของระบบประสาท มีการศึกษาค้นพบว่า การดื่มกาแฟในระดับที่พอเหมาะจะช่วยลดการเกิดโรคซึมเศร้าได้ ลดความเสี่ยงในการฆ่าตัวตาย โดยการช่วยให้คุณอารมณ์ดีขึ้น ใจเย็นลง ทำให้รู้สึกผ่อนคลาย เรียกได้ว่ากาแฟนี้เป็นยากล่อมประสาททางด้านความรู้สึกที่อร่อยที่สุดในโลกก็ว่าได้

2.  ประโยชน์กาแฟ ป้องกันโรคอัลไซเมอร์ หรือความจำเสื่อม

การดื่มกาแฟไม่เพียงแต่จะช่วยรักษาสมดุลของอารมณ์แล้ว ยังช่วยให้เรามีความจำในระยะยาวที่ดีขึ้น ช่วยให้เรามีสมองที่ปลอดโปร่งและสามารถมีสมาธิจดจ่อกับกิจกรรมต่างๆที่กำลังทำได้มากขึ้น นอกจากนี้วารสารเกี่ยวกับโรคอัลไซเมอร์ได้เผยแพร่ข้อมูลว่า การดื่มกาแฟอย่างน้อย 3 ถ้วย ต่อวัน สามารถป้องกันการเกิดโรคอัลไซเมอร์ และช่วยลดความเสี่ยงของโรคพาร์คินสัน Parkinson ได้มากถึง 25%

[related-post id=”729″]

3.  กาแฟป้องกันโรคเบาหวาน

นับได้ว่าเป็นข่าวดีสำหรับคอกาแฟ เมื่อได้รู้ว่า การดื่มกาแฟช่วยป้องกันโรคเบาหวานได้ เพราะกาแฟจะช่วยเพิ่มสาร อดิโพเนคทิน Adiponectin ซึ่งฮอร์โมนชนิดนี้จะช่วยกระตุ้นกระบวนการออกซิเดชันเพื่อเปลี่ยนไขมันสะสมกลับไปเป็นพลังงาน ช่วยควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดและระดับอินซูลิน เมื่อสารนี้จับคู่กับแร่ธาตุแมกนีเซียมและสารต้านอนุมูลอิสระแล้ว ก็จะสามารถช่วยป้องกันโรคเบาหวานได้อย่างมีประสิทธิภาพ ข้อมูลนี้เหมาะสำหรับผู้ที่ไม่ได้เป็นโรคเบาหวานและต้องการป้องกัน แต่หากผู้ที่เป็นโรคเบาหวานแล้ว ควรปรึกษาแพทย์ผู้ดูแลก่อนดื่มกาแฟ เนื่องจากกาแฟมีผลต่อระดับน้ำตาลในเลือด ซึ่งจะให้ผลลัพธ์แตกต่างกันไปในแต่ละบุคคลค่ะ

[related-post id=”861″]

ประโยชน์กาแฟ เพียงดื่มวันละ 2 - 3 แก้ว

การดื่มกาแฟเพื่อให้ได้ประโยชน์ควรดื่่มกาแฟดำ หรือกาแฟที่ใส่น้ำตาลเพียงเล็กน้อย สรรพคุณที่อยู่ในกาแฟดำ มีความเข้มข้นมากกว่ากาแฟโดยทั่วไป

4.  ดูแลสุขภาพหัวใจและหลอดเลือด

จากคำบอกเล่าว่ากาแฟไม่ดีต่อหัวใจนั้น ปัจจุบันนี้คงต้องเปลี่ยนทัศนคติกันใหม่แล้วหล่ะ เพราะในการศึกษาและวิจัยมีการค้นพบว่า กาแฟเป็นพันธมิตรที่มีประสิทธิภาพต่อสุขภาพของหัวใจและหลอดเลือด การดื่มกาแฟ 3-5 ถ้วยต่อวัน จะช่วยลดความเสี่ยงในการเป็นโรคหลอดเลือดสมอง โรคหัวใจล้มเหลว โรคหลอดเลือดหัวใจตีบและลดความเสี่ยงต่อการเกิดหัวใจวายฉับพลันได้

[related-post id=”503″]

5.  กาแฟป้องกันโรคตับ

หากคุณเป็นคนที่ชื่นชอบการสังสรรค์ ดื่มเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอลล์อยู่เป็นประจำ นี่อาจจะเป็นข่าวดีสำหรับคุณ เพราะการดื่มกาแฟจะไปช่วยฟื้นฟูตับให้ดีขึ้น เพียงดื่มกาแฟ 2 ถ้วยต่อวัน ก็จะสามารถลดความเสี่ยงจากการเสียชีวิตจากโรคตับได้ถึงร้อยละ 50 เลยทีเดียว จากข้อความนี้นั้น ไม่ได้สนับสนุนให้ดื่มแอลกอฮอลล์ในปริมาณที่มากและดื่มกาแฟตามเพื่อเป็นการดูแลตับของคุณ เพราะหากดื่มแอลกอฮออล์อย่างหนักหน่วง ก็ไม่แน่ใจว่ากาแฟจะสามารถดูแลตับที่เสียหายไปแล้วได้มากน้อยเพียงใด ฉะนั้นหากต้องการป้องกันโรคตับ ก็ควรใส่ใจดูแลสุขภาพโดยการดื่มเท่าที่จำเป็นในปริมาณที่พอเหมาะหรือเมื่อออกงานสังสรรค์ก็พอแล้วค่ะ

6.  ดูแลสุขภาพของดวงตา

สารต้านอนุมูลอิสระในกาแฟที่ชื่อว่า กรดคลอโรเจนิค Chlorogenic acid (CGA) มีประสิทธิภาพในการป้องกันการเสื่อมของจอประสาทตา ซึ่งในเมล็ดกาแฟ 1 เมล็ดนี้ จะมีสาร CGA อยู่ 7-9% นอกจากจะมีประโยชน์กับดวงตาแล้วยังสามารถชะลอการหลั่งกลูโคสเข้าสู่กระแสเลือด ช่วยป้องกันโรคหลอดเลือดตีบในหัวใจได้อีกด้วย

วิธีการดูแลดวงตา

[related-post id=”866″]

7.  กาแฟลดน้ำหนัก

กรดคลอโรจีนิคนี้ นอกจากจะดูแลสุขภาพดวงตาแล้ว ยังยับยั้งการดูดซึมของคาร์โบไฮเดรท ไขมัน และเพิ่มการเผาผลาญไขมันในร่างกาย ช่วยในการลดน้ำหนักได้ดี เพียงแค่คุณดื่มกาแฟดำ ไม่ใส่น้ำตาลและออกกำลังกายควบคู่กันไป เพียงเท่านี้ก็จะสามารถเผาผลาญไขมันส่วนเกินโดยไม่ต้องพึ่งยาลดน้ำหนักเลยค่ะ

[related-post id=”20869″]

จะเห็นได้ว่าประโยชน์ของกาแฟนั้นดีต่อสุขภาพหลากหลายด้าน แต่ไม่ว่าอย่างไรก็ตามควรดื่มกาแฟในปริมาณที่เหมาะสมในแต่ละวัน และควรดื่มเพื่อเป็นการป้องกันไม่ใช้การดื่มเพื่อเป็นการรักษาโรค และหากมีโรคประจำตัวควรปรึกษาแพทย์ก่อนการดื่มกาแฟ ในช่วงท้ายนี้รู้สึกดวงตาเริ่มล้าแล้ว ขอตัวไปชงกาแฟมาดื่มเพื่อป้องกันการเสื่อมของจอประสาทตาบ้างนะคะ สวัสดีค่ะ

รับชมวิดีโอ https://www.youtube.com/watch?v=ZQxQvdglrts

7 วิธีแก้ขอบตาดำ รอยคล้ำใต้ตา

ปัจจุบันหลายคนต้องการ วิธีแก้ขอบตาดำ รอยคล้ำใต้ตาตั้งแต่อายุยังน้อย ซึ่งก็ไม่ใช่เรื่องแปลกอะไร เพียงแค่เวลาที่เกิดปัญหาแล้ว อาจจะแก้ไขได้ยาก ความหมองคล้ำหรือรอยดำที่เกิดขึ้นใต้ดวงตานี้ สามารถเกิดขึ้นได้ทุกเพศ ทุกวัย ตั้งแต่วัยเด็กจนถึงผู้สูงอายุ ถึงแม้ว่าจะมีเรื่องโครงสร้างทางพันธุกรรมาเกี่ยวข้อง

ปัญหาขอบตาดำ สาเหตุขอบตาดำ

รอยคล้ำใต้ตา ส่วนใหญ่แล้วมักเกิดจาก

 

วิธีแก้ขอบตาดำ

  • การใช้ชีวิตประจำวันที่ไม่เหมาะสม
  • ขอบตาดำรอยคล้ำใต้ตานี้ มีแนวโน้มว่าจะแย่ลงเรื่อยๆเมื่ออายุเพิ่มมากขึ้น
  • น้ำหนักที่ลดลง
  • การสูญเสียไขมันใต้ผิวหนังอาจมีผลต่อปัญหาดังกล่าว

นอกจากนี้ปัจจัยอื่นๆ อาทิเช่น

  • การสูบบุหรี่ที่มากเกินไป
  • การนอนหลับพักผ่อนที่ไม่เพียงพอ
  • การรับประทานอาหารที่ไม่ถูกสุขลักษณะ
  • การดื่มเครื่องดื่มที่มีส่วนผสมของคาเฟอีนและแอลกอฮอลล์
  • มลพิษต่างๆที่มากระทบอาจก่อให้เกิดโรคภูมิแพ้
  • ความไม่สมดุลของฮอร์โมนในช่วงตั้งครรภ์ หรือในช่วงมีประจำเดือนและวัยหมดประจำเดือน

ปัจจัยเหล่านี้สามารถนำไปสู่ปัญหาขอบตาดำ รอยคล้ำใต้ตาได้ไม่ข้อใดก็ข้อหนึ่ง

มีผลิตภัณฑ์เครื่องสำอางค์ครีมแก้ขอบตาดำในท้องตลาดมากมายที่ออกแบบมาเพื่อลดและแก้ไขปัญหาขอบตาดำ รอยคล้ำใต้ตา แต่ส่วนใหญ่ผลิตภัณฑ์เหล่านี้ มีราคาแพง และมีส่วนผสมของสารเคมี ที่อาจเป็นอันตรายต่อผิวบอบบางบริเวณรอบดวงตา เมื่ออ่านมาถึงตรงนี้ทำไมคุณไม่ลองใช้วิธีแก้ปัญหาขอบตาดำ รอยคล้ำใต้ตาด้วยตัวเองจากธรรมชาติดูบ้าง รู้ไว้ดอทคอมมี 7 วิธีแก้ขอบตาดำ รอยคล้ำใต้ตามาฝาก ไปศึกษาพร้อมๆกันเลยค่ะ

1.  น้ำกุหลาบแก้ขอบตาดำ

น้ำกุหลาบสามารถช่วยรักษาขอบตาดำ-ขอบตาคล้ำ

น้ำกุหลาบเป็นวัตถุดิบจากธรรมชาติที่อ่อนโยนและมีประโยชน์มากมายต่อผิวอย่างไม่น่าเชื่อ สามารถช่วยคลายความหมองคล้ำลดปัญหาขอบตาดำ รอยคล้ำใต้ตาได้ดีไม่แพ้เคมีเลย เป็นแหล่งอุดมไปด้วยสารต้านอนุมูลอิสระ ช่วยเสริมสร้างเซลล์ผิวกระตุ้นการสร้างเซลล์ผิวใหม่ และช่วยฟื้นฟูผิวบริเวณรอบดวงตา เพียงแค่คุณใช้น้ำกุหลาบหยดลงบนสำลีให้ชุ่มและนำไปวางไว้บนดวงตาของคุณ ทิ้งไว้ 15 นาที จากนั้นล้างออกด้วยน้ำอุ่นให้สะอาดและทาครีมบำรุงตามปกติ สามารถใช้วิธีนี้ในตอนเช้าและตอนเย็นได้ทุกวัน ทำเป็นประจำอย่างน้อยสองสัปดาห์ก็จะเห็นความเปลี่ยนแปลงของดวงตาคู่ใหม่บนใบหน้าของคุณได้ค่ะ

2.  ขอบตาคล้ำน้ำมันอัลมอนด์ช่วยได้

น้ำมันอัลมอนด์มีประสิทธิภาพในการลดเมลานินของผิวบริเวณรอบดวงตา โดยไม่ทำลายน้ำหล่อเลี้ยงผิวตามธรรมชาติ อุดมไปด้วยวิตามินและแร่ธาตุบำรุงผิว การใช้น้ำมันอัลมอนด์สามารถเติมเต็ม ฟื้นฟูผิวบอบบาง ริ้วรอยตื้นๆและให้ความชุ่มชื่นแก่ผิวบริเวณดวงตาได้ โดยไม่ก่อให้เกิดการระคายเคือง วิธีการใช้ หยดน้ำมันอัลมอนด์ลงบนฝ่ามือ 5-6 หยด วอร์มน้ำมันให้อุ่นแล้วใช้นิ้วนางนวดวนเบาๆบริเวณถุงใต้ตา เพื่อลดปัญหาขอบตาดำ รอบคล้ำใต้ตา ในช่วงก่อนเข้านอน ทิ้งไว้ข้ามคืนและล้างออกด้วยน้ำเย็นในเช้าวันรุ่งขึ้น สามารถใช้วิธีนี้ได้ทุกวันจนกว่าปัญหาขอบตาดำ รอยคล้ำใต้ตาจะหมดไป

น้ำมันอัลมอนด์สามารถช่วยแก้ผมหงอกได้

[related-post id=”647″]

3.  มันฝรั่ง

มันฝรั่งมีคุณสมบัติในการปรับผิวให้กระจ่างใสอย่างเป็นธรรมชาติ สามารถลดความหมองคล้ำและลดอาการบวมรอบดวงตา ในการแก้ไขปัญหาขอบตาดำ รอยคล้ำใต้ตา เราจะใช้มันฝรั่งจำนวน 2 ลูก นำมาล้างให้สะอาดปอกเปลือกทิ้งแล้วขูดมันฝรั่งให้ละเอียด นำไปแช่ตู้เย็น 1 ชั่วโมง จากนั้น นำมันฝรั่งออกมาพอกบริเวณขอบตาหรือถุงใต้ตาที่มีรอยคล้ำ อาจใช้วิธีนี้ในช่วงกลางคืนก่อนเข้านอน พอกทิ้งไว้ข้ามคืนและล้างออกในตอนเช้าด้วยน้ำอุ่น สามารถใช้วิธีนี้ได้ทุกวัน เมื่อทำเป็นประจำประมาณ 1 สัปดาห์ขึ้นไปก็จะสามารถแก้ไขปัญหาขอบตาดำ รอยคล้ำใต้ตาได้อย่างแน่นอน

4.  ถุงชาเขียว

ถุงชาแขียวแก้ขอบตาดำ

ในชาเขียวอุดมด้วยสารต้านอนุมูลอิสระและวิตามินที่ช่วยลดความหมองคล้ำของผิว มีสารแทนนินที่ช่วยลดอาการบวมและลดริ้วรอยบริเวณถุงใต้ตาได้ วิธีการไม่ยุ่งยากเลยค่ะ ต้มน้ำให้เดือดและนำถุงชาเขียวแช่ทิ้งไว้ 10 นาที ปล่อยให้เย็นจากนั้นนำถุงชาเขียวไปแช่ในตู้เย็นประมาณครึ่งชั่วโมง แล้วนำออกมาประคบหรือวางลงบนดวงตาประมาณ 15 นาที ทำตามวิธีนี้ 2 ครั้งต่อวันเป็นเวลาอย่างน้อย 10 วัน เพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่ดียิ่งขึ้น

[related-post id=”20749″]

5.  สะระแหน่ วิธีแก้ขอบตาดําด้วยสมุนไพร

ด้วยความเย็นของใบสะระแหน่ สามารถลดและบรรเทาความเหนื่อยล้าของดวงตาได้ทันทีที่ใช้ คุณสามารถนำใบสดของสะระแหน่มาผสมกับน้ำมะนาวและปั่นให้ละเอียด กรองนำแต่น้ำมาใช้ นำสำลีมาจุ่มและวางลงบนดวงตา 10 -15 นาที จากนั้นนำสำลีออกและใช้นิ้วนางนวดวนเบาๆบริเวณดวงตาและถุงใต้ตาให้ทั่วประมาณ 5 นาที แล้วล้างออกด้วยน้ำอุ่น ใช้ผ้าเนื้อนุ่มซับเบาๆให้แห้งและทาครีมบำรุงตามปกติ สามารถใช้วิธีนี้ได้ทุกวัน เพื่อดวงตาคู่สวยที่ไร้ปัญหาขอบตาดำ ปราศจากรอยคล้ำใต้ตา

6.  นมสด

นมสดมีกรดแลคติคที่ช่วยให้ผิวบริเวณถุงใต้ตานุ่มและชุ่มชื่น มีโปรตีนเอนไซม์กรดอะมิโนและสารต้านอนุมูลอิสระที่จำเป็นต่อการเสริมสร้างความแข็งแรงของผิว ช่วยรักษาบรรเทาผิวบอบบางใต้ดวงตา โดยการใช้นมสดเย็นแก้ปัญหาขอบตาดำรอยคล้ำใต้ตา นำนมสดรสจืดแช่ตู่เย็นอย่างน้อย 1 ชั่วโมง แล้วนำสำลีมาจุ่มนมสดและวางไว้บนดวงตาจนคลายความเย็น แล้วล้างออกด้วยน้ำเย็น เพื่อกระตุ้นความสดชื่นให้แก่ผิว สามารถใช้วิธีนี้ได้สัปดาห์ละ 3-4 ครั้ง เพื่อบรรเทาและแก้ไขปัญหาโดยไม่ต้องพึ่งพาเคมี

7.  วิธีแก้ขอบตาดําด้วยแตงกวา

แตงกวาแก้ขอบตาดำคล้ำ

แตงกวามีคุณสมบัติในการให้ความเย็นและความชุ่มชื่นแก่ผิวใช้สมานผิวลดความบวมของผิว ช่วยเพิ่มการไหลเวียนของเลือดบริเวณดวงตาและถุงใต้ตา โดยการหั่นแตงกวาให้เป็นชิ้นหนาสักนิดหนึ่ง แล้วนำไปแช่ตู้เย็น 30 นาที จากนั้นนำออกมาวางบริเวณดวงตา ใช้เวลา 10-15 นาที ในขั้นตอนนี้ และล้างออกด้วยน้ำอุ่นให้สะอาด สามารถทำวิธีนี้วันละ 2 ครั้ง เป็นเวลาอย่างน้อย 1 สัปดาห์ ก็จะเห็นได้ถึงความเปลี่ยนแปลงที่ชัดเจน นอกจากนี้คุณยังสามารถนำแตงกวามาล้างให้สะอาด แล้วนำไปปั่นให้ละเอียด กรองเอาแต่น้ำมาแช่ตู้เย็นไว้สักครู่ ใช้สำลีจุ่มน้ำแตงกวาที่นำออกมาจากตู้เย็นและนำไปวางพอกไว้บริเวณดวงตา ปล่อยให้ผิวดูดซึมวิตามินจากน้ำแตงกวาประมาณ 15 นาที จากนั้นล้างออกด้วยน้ำอุ่น สามารถทำได้วันละ 2 ครั้งต่อสัปดาห์ ซึ่งหลังการล้างดวงตา อย่าลืมทาครีมบำรุงบริเวณขอบตาหรือถุงใต้ตาอีกครั้ง เพื่อเป็นการรักษาความชุ่มชื่นให้แก่ผิวรอบดวงตาการรักษาขอบตาดำด้วยวิธีธรรมชาติ

ช่วงท้ายนี้คิดว่าเพื่อนๆคงอยากจะรีบไปหาวัตถุดิบมาทำเพื่อแก้ไขปัญหาขอบตาดำ รอยคล้ำใต้ตากันแล้วใช่ไหมคะ เอาหล่ะเลือกสูตรที่ชอบ วิธีที่ใช่แล้วไปหาซื้อวัตถุดิบและอุปกรณ์มาทำกันเลยค่ะ ปัญหาขอบตาแพนด้าไม่ใช่เรื่องล้อเล่นนะคะ อย่าปล่อยให้แพนด้าลอยนวลอยู่บนใบหน้า เพราะนานวันไปแพนด้าอาจกลายเป็นแรคคูนได้ค่ะ ทดลองทำแล้วได้ผลอย่างไรอย่าลืมแวะมาคอมเม้นแชร์ประสบการณ์ด้านล่างให้ทราบกันบ้างนะคะ หมดเวลาเคล็ดลับ 7 วิธีแก้ปัญหาขอบตาดำ รอยคล้ำใต้ตา จากรู้ไว้ดอทคอมแล้วค่ะ พบกันใหม่ในบทความหน้า รอติดตามนะคะ สวัสดีค่ะ

รับชมวิดีโอ https://www.youtube.com/watch?v=_toN7PEsRcw

10 สูตรรักษาส้นเท้าแตก แก้ได้ด้วยวิธีธรรมชาติ

ส้นเท้าแตกเป็นปัญหาโลกแตกที่เกิดขึ้นกับคนทั่วโลก ซึ่งปัญหานี้สร้างความหงุดหงิด รำคาญใจให้กับคนที่มีอาการส้นเท้าแตกเป็นอย่างมาก หากคุณกำลังเจอปัญหานี้ไม่ควรปล่อยปละละเลย เพราะนั่นอาจทำให้เกิดปัญหาอื่นๆตามมาได้ ส้นเท้าแตกอาจทำให้คุณรู้สึกขาดความมั่นใจและรู้สึกอายเมื่อต้องไปตามสถานที่ต่างๆที่ต้องถอดรองเท้า เพื่อโชว์เท้าอันเปลือยเปล่า หรืออาจทำให้รู้สึกกังวลเวลาไปเลือกซื้อรองเท้าและต้องถอดรองเท้า เพื่อทดลองสวมใส่รองเท้าคู่ใหม่ที่จะซื้อต่อหน้าผู้คน ในบทความนี้ รู้ไว้ดอทคอม มีเคล็ดลับดีๆ มาฝาก เพื่อช่วยเรียกคืนความมั่นใจให้กับเท้าของคุณอีกครั้ง

10 วิธีรักษาส้นเท้าแตกด้วยตัวเอง จากธรรมชาติ

1.  น้ำมันพืช

น้ำมันพืชชนิดต่างๆ สามารถใช้รักษาและป้องกันอาการส้นเท้าแตกได้ เช่น น้ำมันมะกอก น้ำมันงา น้ำมันมะพร้าว ซึ่งวิธีการใช้เพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่ดีที่สุด ควรใช้วิธีการรักษาด้วยน้ำมันเหล่านี้ก่อนเข้านอน เพื่อให้ผิวบริเวณส้นเท้ามีเวลาเพียงพอในการซึมซาบน้ำมันเข้าสู่ผิวได้อย่างเต็มที่ ขัดเท้าด้วยหินขัดและแช่เท้าในน้ำสบู่ ล้างเท้าให้สะอาด หลังจากนั้นใช้น้ำมันที่คุณชื่นชอบ ทาลงบนส้นเท้าและฝ่าเท้าของคุณ ใส่ถุงเท้าที่สะอาดและทิ้งไว้ข้ามคืน เมื่อตื่นมาในตอนเช้าคุณจะพบว่าส้นเท้าของคุณนุ่มขึ้นได้อย่างชัดเจน

[related-post id=”307″]

2.  ใบสะเดาสมุนไพรรักษาส้นเท้าแตก

ใบสะเดาช่วยบรรเทาผิวแห้งระคายเคืองและกำจัดเชื้อรา ที่เป็นสาเหตุให้เท้าคันและติดเชื้อ นำใบสะเดามาผสมกับผงขมิ้น 3 ช้อนชา ผสมให้เข้ากันและนำมาพอกบริเวณส้นเท้าแตก ทิ้งไว้ 30 นาที และล้างออกด้วยน้ำอุ่นให้สะอาด ใช้ผ้าซับให้แห้ง

นอกจากนี้ใบสะเดายังสามารถนำมาไล่เห็บหมัดบนตัวสุนัขได้อีกด้วยค่ะ

[related-post id=”1000″]

3.  ผงข้าว

ผงข้าวช่วยขจัดสิ่งสกปรกที่ตกค้างบนผิวของคุณ สามารถนำมาใช้เป็นส่วนหนึ่งของการขัดผิวบริเวณส้นเท้าได้ เพียงนำเมล็ดข้าวมาบดให้ละเอียด ผสมกับน้ำผึ้ง ½ ช้อนชา และผสมน้ำแอ๊ปเปิ้ลไซเดอร์ 2-3 ช้อนชา คลุกเคล้าให้เข้ากัน หรือหากผิวหนังบริเวณส้นเท้าแตกมาก สามารถเพิ่มน้ำมันมะกอกหรือน้ำมันอัลมอนด์ลงไปได้ ก่อนขัดส้นเท้าแนะนำให้แช่เท้าในน้ำอุ่นเป็นเวลา 10 นาที จากนั้นค่อยๆใช้ผงข้าวที่เตรียมไว้ขัดเบาๆให้ทั่วและล้างออกให้สะอาด

ส้นเท้าแตก หายได้ด้วยน้ำมะนาว

รักษาส้นเท้าแตกด้วยมะนาว เป็นหนึ่งในหลายวิธีแก้ส้นเท้าแตกที่ได้ผลดี และง่าย

4.  รักษาส้นเท้าแตกด้วยมะนาว

กรดในมะนาวมีประสิทธิภาพในการดูแลผิวที่หยาบกร้านให้นุ่มเนียนขึ้นได้ แค่แช่เท้าของคุณไว้ในน้ำอุ่นผสมน้ำมะนาวประมาณ 10-15 นาที จากนั้นล้างเท้าให้สะอาดและซับเท้าให้แห้ง

5.  กลีเซอรีนและน้ำกุหลาบ

ส่วนผสมของกลีเซอรีนและน้ำกุหลาบจะช่วยให้ผิวบริเวณส้นเท้าแตกนุ่มขึ้น อุดมด้วยสารต้านอนุมูลอิสระ ช่วยต้านการอักเสบของผิวและช่วยฆ่าเชื้อโรค เพียงผสมกลีเซอรีนและน้ำกุหลาบในอัตราส่วน 1:1 แล้วนำไปทาบริเวณส้นเท้าแตกทุกวันก่อนเข้านอน ทิ้งไว้ข้ามคืน จึงล้างออกให้สะอาดในเช้าวันรุ่งขึ้น

ดูประโยชน์น้ำกุหลาบเพิ่มเติมว่าทำอะไรได้บ้างค่ะ 

[related-post id=”198″]

6.  พาราฟินแว๊กซ์

หากคุณมีปัญหารอยแตกบนส้นเท้าอย่างรุนแรง การใช้พาราฟินแว๊กซ์สามารถช่วยรักษาอาการนี้ได้อย่างรวดเร็ว อีกทั้งยังช่วยให้ผิวนุ่มขึ้นอีกด้วย ละลายขี้ผึ้งพาราฟินผสมกับน้ำมันมัสตาร์ดหรือน้ำมันมะพร้าว 2 ช้อนโต๊ะในหม้อตุ๋น เมื่อละลายได้ที่แล้ว ปล่อยทิ้งไว้จนอุณหภูมิลดลง สังเกตุดูว่ามีชั้นบางๆของขี้ผึ้งลอยอยู่ด้านบน ขั้นตอนนี้นำเท้าลงไปแช่ประมาณ 5-10 วินาทีแล้วยกเท้าขึ้น และทำซ้ำอีกจนกว่าชั้นของขี้ผึ้งที่เท้าจะหนาจนคุณพอใจ หลังจากนั้นพันพลาสติกหรือแร๊พไว้ให้ทั่วเท้า ทิ้งไว้ 30 นาที แล้วจึงลอกพลาสติกและขี้ผึ้งออกจากเท้า สามารถใช้วิธีนี้ 1 -2 ครั้งต่อสัปดาห์

คำแนะนำ ไม่ควรแช่เท้าลงไปในขณะที่ขี้ผึ้งมีความร้อนสูง และไม่ควรใช้วิธีนี้ในผู้ป่วยที่เป็นโรคเบาหวานหรือมีภาวะการไหลเวียนของเลือดที่ไม่ปกติ

7.  ดีเกลือ

การใช้ดีเกลือดูแลผิวบริเวณส้นเท้าที่แตก จะช่วยให้ส้นเท้าชุ่มชื่นและกระตุ้นการไหลเวียนของเลือดบริเวณเท้าให้ดีขึ้น ผสมดีเกลือ ½ ถ้วยในอ่างที่ผสมน้ำอุ่นและแช่เท้าลงไปประมาณ 10 นาที นำเท้าขึ้นมาขัดด้วยหินขัดเพื่อขจัดเซลล์ผิวหนังที่ตายแล้วให้หลุดออกไป และแช่เท้าทิ้งไว้อีก 10 นาที ล้างเท้าให้สะอาดซับให้แห้ง

8.  กล้วย

ด้วยคุณสมบัติจากกล้วยที่สุกจะช่วยให้ส้นเท้าที่แตกกลับมานุ่มชุ่มชื่นอีกครั้ง บดกล้วยสุกให้ละเอียด หลังจากนั้นล้างเท้าให้สะอาด แล้วนำกล้วยที่บดมาพอกทิ้งไว้ให้ทั่วประมาณ 10 -15 นาที ล้างเท้าให้สะอาดด้วยน้ำอุ่นและแช่เท้าในน้ำเย็น 5-10 นาที สามารถใช้สูตรนี้ได้ทุกวัน เพียงไม่กี่สัปดาห์ก็จะสามารถเห็นความเปลี่ยนแปลงของส้นเท้าอย่างแน่นอน

[related-post id=”20214″]

9.  น้ำผึ้ง

น้ำผึ้งมีคุณสมบัติในการให้ความชุ่มชื่นและต้านเชื้อแบคทีเรีย เพียงเทน้ำผึ้ง 1 ถ้วยผสมลงในอ่างที่มีน้ำอุ่น และนำไปแช่เท้า 15-20 นาที จากนั้นขัดเท้าให้สะอาด แล้วล้างออกด้วยน้ำเย็น

[related-post id=”20558″]

10.  ปิโตรเลียมเจลลี่

คุณสามารถใช้ปิโตรเลียมเจลลี่เป็นเหมือนครีมทาส้นเท้าแตกได้  เพื่อช่วยให้ผิวที่หยาบกร้านมีความชุ่มชื่นกับผิวบริเวณส้นเท้าด้านได้ ขัดเซลล์ผิวเก่าบริเวณส้นเท้าให้ทั่ว แช่เท้าในน้ำอุ่นที่ผสมน้ำมะนาว 1 ช้อนชา แช่ทิ้งไว้ 15 นาที ล้างออกและซับเท้าให้แห้ง นำปิโตรเลียมเจลลี่ทาให้ทั่วบริเวณส้นเท้า ใส่ถุงเท้าเพื่อเพิ่มความชุ่มชื่นและเพื่อป้องกันการเลอะเทอะของเท้ากับพื้น สามารถทำได้ทุกวันในช่วงก่อนนอน เพื่อรักษาอาการส้นเท้าแตกให้ได้ผลอย่างมีประสิทธิภาพ

วิธีรักษาส้นเท้าแตกมากในช่วงแรก ควรใช้วิธีการบำบัดรักษาด้วยธรรมชาติ เพื่อคืนความอ่อนนุ่มและเรียบเนียนให้กับส้นเท้า นอกจากนี้แนะนำให้ดื่มน้ำในปริมาณที่เหมาะสม เพื่อรักษาความชุ่มชื่นและรักษาสมดุลของน้ำหล่อเลี้ยงภายในผิวและร่างกาย กินอาหารที่มีประโยชน์อย่างถูกสุขลักษณะและอย่าลืมกินอาหารที่มีกรดไขมันโอเมก้า 3 เพื่อดูแลป้องกันผิวไม่ให้ทรุดโทรม ช่วยรักษาความชุ่มชื่นของผิวหนัง กระตุ้นการผลิตคอลเจนและเส้นใยอีลาสติน ช่วยให้ผิวแข็งแรงยืดหยุ่นและสมดุล

นอกจากนี้ หากคุณมีปัญหาส้นเท้าแตกอย่างรุนแรง เป็นโรคเบาหวานหรือมีการไหลเวียนของเลือดที่ไม่สมบูรณ์ ไม่ควรทำการรักษาอาการส้นเท้าแตกด้วยตนเอง ควรปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านเท้าโดยเฉพาะ เพื่อป้องกันอันตรายที่อาจเกิดขึ้นได้จากความรู้เท่าไม่ถึงการณ์ของเรา เพื่อนๆท่านไหนมีวิธีการแก้ไขปัญหาส้นเท้าแตกวิธีอื่นๆ ก็สามารถแชร์ประสบการณ์หรือแนะนำได้ในคอมเม้นด้านล่างได้ค่ะ

รับชมวิดีโอ https://www.youtube.com/watch?v=LHSHh2Nn-pI

ประโยชน์ของบร๊อคโคลี่

11 ประโยชน์ของบร๊อคโคลี่

บร๊อคโคลี่หรือกะหล่ำดอกอิตาลี เป็นผักที่มีสีเขียวหรือสีม่วง เป็นญาติสนิทของกะหล่ำปลีและกะหล่ำดอก ส่วนที่นิยมนำมารับประทานมากที่สุด คือส่วนของดอกอ่อน ลักษณะของดอกจะมีรูปร่างเหมือนต้นไม้ บร๊อคโคลี่มีอยู่หลายพันธุ์ แต่มี 3 สายพันธุ์หลักที่เป็นที่นิยมรับประทานทั่วโลก คือพันธุ์เดซิกโก ซากาต้า และกรีนโคเมท สามารถรับประทานได้ทั้งสุกและดิบ มีคุณค่าทางอาหารสูง อุดมด้วยสารต้านอนุมูลอิสระ เส้นใยอาหาร เบต้าแคโรทีน วิตามินซี และสารประกอบอินทรีย์แร่ธาตุวิตามินอื่นๆ อีกทั้งยังช่วยดูแลสุขภาพในด้านอื่นๆอีกมากมาย ประโยชน์ดีๆรออยู่ทั้ง 11 ข้อแล้ว ไปดูพร้อมกันเลยค่ะ

ประโยชน์ของบร๊อคโคลี่
บร๊อคโคลี่มีสรรพคุณอะไรบ้าง

1.  รักษามะเร็ง

บร๊อคโคลี่มีสารซัลโฟราเฟน ช่วยให้ตับขับสารพิษ ยับยั้งการเจริญเติบโตของเนื้องอก และสามารถต่อต้านมะเร็ง ป้องกันอนุมูลอิสระทำลายเซลล์และดีเอ็นเอ

ผักอื่นๆที่มีความสามารถในการป้องกันมะเร็ง

[related-post id=”276″]

2.  ดีท๊อกซ์ร่างกาย

วิตามินซี ซัลเฟอร์และกรดอะมิโนที่อยู่ในบร๊อคโคลี่ เป็นสารต้านอนุมูลอิสระที่ช่วยขับสารพิษต่างๆ เช่น กรดยูลิคออกจากร่างกาย ทำให้เลือดไหลเวียนได้ดีขึ้น บรรเทาอาการทางผิวหนัง เช่น โรคกลาก และรักษาปัญหาที่เกี่ยวกับโรคเกาต์ โรคไขข้ออักเสบ

การชงผงชาเขียวมัทฉะดื่มก็เป็นการดีท๊อกซ์ร่างกายอีกวิธีหนึ่งที่มีประสิทธิภาพและทำได้ง่ายค่ะ

[related-post id=”500″]

3.  ดูแลผิว

ด้วยเบตาแคโรทีนและวิตามินซี รวมไปถึงผู้ช่วยอื่นๆ เช่น วิตามินบีคอมเพล็กซ์ วิตามินอี วิตามินเอและเค กรดไขมันโอเมก้า3 กรดอะมิโนและโฟเลต ช่วยในการดูแลผิวให้ผิวเปล่งประกาย อ่อนเยาว์ สดใสและมีสุขภาพดี

การรับประทานวิตามินอย่างถูกวิธี ก็สามารถทำให้เรามีผิวที่สวยได้

[related-post id=”85″]

4.  ปกป้องผิวจากรังสียูวี

สารกลูโคโรฟานิน เป็นส่วนหนึ่งในสารอาหารที่พบปริมาณมากในบร๊อคโคลี่ ช่วยปกป้องผิวของคุณให้ห่างไกลจากรังสียูวี

5.  รักษาความผิดปกติของกระเพาะอาหาร

เส้นใยที่อยู่ในบร๊อคโคลี่จะเพิ่มความหนาแน่นของมวลอาหาร ช่วยเก็บกักน้ำ และก่อให้เกิดการเคลื่อนไหวของลำไส้ที่แข็งแรง นอกจากนี้แมกนีเซียมและวิตามินที่มีอยู่ในบร๊อคโคลี่ยังรักษาความเป็นกรด ช่วยให้การย่อยและการดูดซึมสารอาหารสมดุล

[related-post id=”956″]

6.  ป้องกันโรคหัวใจ

นอกเหนือจากสารต้านอนุมูลอิสระที่กล่าวข้างต้นแล้ว ปริมาณเส้นใยที่สูงมากพร้อมด้วยเบต้าแคโรทีน กรดไขมันโอเมก้า3 และวิตามินอื่นๆ ยังสามารถช่วยลดคอเลสเตอรอลที่ไม่ดี ทำให้หัวใจทำงานได้ดีขึ้น โดยการควบคุมความดันโลหิต แร่ธาตุโพแทสเซียมก็คือผู้ช่วยขยายหลอดเลือด เพิ่มออกซิเจนและการไหลเวียนโลหิต โดยการผ่อนคลายความตึงเครียดของเส้นเลือดและหลอดเลือด

[related-post id=”861″]

7.  ดูแลดวงตา

ซีแซนทิน สารอาหารที่ช่วยปกป้องดวงตา เบต้าแคโรทีน วิตามินเอ ฟอสฟอรัสและวิตามินอื่นๆที่พบในบร๊อคโคลี่นั้นดีต่อสุขภาพดวงตามาก เนื่องจากสารเหล่านี้ช่วยปกป้องดวงตาจากการเสื่อมสภาพและป้องกันต้อกระจก อีกทั้งยังช่วยซ่อมแซมความเสียหายที่เกิดจากรังสียูวีได้อีกด้วย

[related-post id=”866″]

8.  ดูแลกระดูก

บร๊อคโคลี่อุดมด้วยแคลเซียม ในปริมาณ100กรัม มีแคลเซียมประมาณ 47 มิลลิกรัม รวมไปถึงมีสารอาหารอื่นๆ เช่น แมกนีเซียม สังกะสีและฟอสฟอรัส สารอาหารที่มีประโยชน์เหล่านี้ ช่วยดูแลสุขภาพกระดูก ในผู้คนหลากหลายวัยไม่ว่าจะเป็นเด็ก วัยสูงอายุ หญิงตั้งครรภ์หรือให้นมบุตร บุคคลเหล่านี้มีแนวโน้มที่จะเป็นโรคกระดูกพรุน ดังนั้นควรบริโภคแคลเซียมให้เพียงพอ เพื่อป้องกันการขาดแคลเซียม

นอกจากบร๊อคโคลี่แล้ว มะรุมก็ยังมีสารที่ดูแลกระดูกและฟันของเราให้แข็งแรงอีกด้วย

[related-post id=”793″]

9.  ช่วยในการตั้งครรภ์

สารอาหารที่จำเป็นสำหรับหญิงตั้งครรภ์มีมากมาย เช่น โปรตีน แคลเซียม วิตามิน เหล็ก ฟอสฟอรัส และสารอาหารอื่นๆ ในบร๊อคโคลี่อุดมไปด้วยเส้นใยที่ช่วยขจัดอาการท้องผูกและมีโฟเลตที่ช่วยป้องกันการบกพร่องของเส้นประสาท ซึ่งเป็นปัญหาสำคัญสำหรับคุณแม่ที่ตั้งครรภ์ที่อาจขาดกรดโฟลิคในอาหาร

10.  ควบคุมความดันโลหิต

แร่ธาตุโครเมี่ยมที่อยู่ในบร๊อคโคลี่ มีหน้าที่ช่วยในการทำงานของอินซูลินที่เหมาะสม ควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด ซึ่งจะช่วยควบคุมความดันโลหิตด้วย เมื่อรวมตัวกับวิตามิน เส้นใยอาหารและกรดไขมันโอเมก้า3 ก็จะช่วยควบคุมความดันโลหิตได้มากยิ่งขึ้น

11.  รักษาโรคโลหิตจาง

ภาวะโลหิตจางเกี่ยวข้องโดยตรงกับการขาดธาตุเหล็กและโปรตีนบางชนิด บร๊อคโคลี่อุดมไปด้วยทั้งสองสิ่งนี้ จึงเป็นผักที่ยอดเยี่ยมในการดูแลโรคโลหิตจาง นอกจากนี้ ธาตุเหล็กและทองแดงที่อยู่ในบร๊อคโคลี่ยังเป็นอีกแร่ธาตุที่สำคัญในการผลิตเซลล์เม็ดเลือดแดงอีกด้วย

คำแนะนำ

ถึงแม้ว่าบร๊อคโคลี่จะมีประโยชน์ต่อสุขภาพมากมาย แต่ก็มีข้อควรระวัง เพราะสารประกอบบางชนิดที่อยู่ในผัก อาจก่อให้เกิดการระคายเคืองต่อผิวหนัง คุณควรรับประทานด้วยความระมัดระวัง ไม่ควรรับประทานมากเกินไป หรือหากมีอาการของโรคบางชนิด ควรปรึกษาแพทย์ก่อนการรับประทาน เพื่อความปลอดภัยของสุขภาพของตัวคุณเอง

รับชมวิดีโอ https://www.youtube.com/watch?v=Rr2PoJ1aHXA