คลังเก็บหมวดหมู่: สุขภาพฟัน

ประโยชน์เม็ดมะขาม

ประโยชน์เม็ดมะขาม เอามาคั่ว เอามาบด ทำได้หลายอย่าง สรรพคุณดีไม่น่าเชื่อ

มะขามผลไม้เนื้อสีน้ำตาล ที่ให้รสชาดทั้งหวานเปรี้ยว สามารถนำมากินเป็นของว่าง หรือนำมาประกอบอาหารในเมนูของคาวและหวานได้อย่างหลากหลาย ซึ่งนอกจากจะมีเนื้อที่ให้ความอร่อยแล้ว เม็ดมะขามก็เป็นสิ่งที่ไม่ควรมองข้าม เพราะสามารถนำมาประยุกต์ใช้และก่อให้เกิดประโยชน์ต่อสุขภาพดังนี้

1. เม็ดมะขามแก้ปวดเข่า
ด้วยคุณสมบัติจากเม็ดมะขาม ที่สามารถใช้ในการลดการอักเสบ และปวดเมื่อย เราสามารถใช้เมล็ดมาทำเป็นยาแก้ปวดได้โดยการนำเมล็ดมะขามมาแช่น้ำทิ้งไว้ 2-3 ชั่วโมง ครบเวลานำมาตำหรือบดให้ละเอียด และนำมาผสมกับขมิ้นชัน 2 ช้อนโต๊ะและเกลือนิดหน่อย นำมาคั่วบนกระทะให้ร้อน รอให้ส่วนผสมเย็นตัวลง และนำมาพอกบริเวณหัวเข่า ก็จะสามารถบรรเทาอาการปวดเข่าให้ดีขึ้นได้

2. เม็ดมะขามย่อยอาหารแก้ท้องผูก
ท้องผูก หรือการที่ร่างกายไม่สามารถขับของเสียออกมาได้ตามปกติ มักเป็นอาการที่ส่งผลกระทบถึงอวัยวะภายในช่องท้องหลายส่วน ทำให้กระเพาะอาหารย่อยช้าลง ลำไส้ไม่ทำงาน ขับของเสียได้ช้าและยาก ลำดับต่อไปอาจมีปัญหาริดสีดวงร่วมด้วย การนำเม็ดมะขามมาทำเป็นเครื่องดื่ม สามารถช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของน้ำดีในตับ ช่วยยับยั้งคอเลสเตอรอล ลดการอักเสบของลำไส้ บรรเทาอาการท้องผูก ช่วยให้การขับถ่ายทำได้ง่ายและคล่องตัวมากขึ้น

3. เม็ดมะขามดีต่อหัวใจ
การป้องกันโรคหัวใจที่ดี คือการรับประทานอาหารที่มีส่วนช่วยในการต้านอนุมูลอิสระ ตัวการของสาเหตุการเกิดโรค สารฟลาโวนอยด์ในเม็ดมะขาม สามารถช่วยเพิ่มปริมาณของไขมันชนิดดีและลดไขมันชนิดไม่ดี เมื่อไตรกลีเซอไรด์ลดลงก็ส่งผลดีต่อหัวใจ ทำให้หัวใจทำงานได้เต็มประสิทธิภาพ ลดความเสี่ยงต่อการเกิดโรคความดันผิดปกติ และความดันโลหิตสูง

4. เม็ดมะขามลดริ้วรอย
ผิวหน้าเต่งตึง ไม่มีริ้วรอยเป็นสิ่งที่ผู้คนส่วนใหญ่ปรารถนา กรดไฮยาลูโรนิกในเม็ดมะขามสามารถช่วยให้ผิวคุณมีผลลัพธ์นี้ได้ นำเม็ดมะขามมาบดเป็นผงให้ละเอียดเหมือนแป้ง แล้วนำมาผสมโยเกิร์ตหรือน้ำผึ้ง และนำมาใช้ขัดพอกผิว วิธีนี้จะช่วยให้ผิวมีความกระชับ ชุ่มชื่น ลดริ้วรอยเล็ก ๆ ให้จางลง อีกทั้งยังปรับสีผิวสว่าง ลดผดผื่นได้อีกด้วย

5. เม็ดมะขามต้านโรคมะเร็งลำไส้
กรดทาร์ทาริก ที่ทำหน้าที่เป็นสารต้านอนุมูลอิสระในเม็ดมะขาม สามารถช่วยปกป้องร่างกายให้ห่างไกลจากโรคมะเร็งลำไส้ได้ ช่วยลดความเครียดของเซลล์ ปกป้องมิให้เซลล์ถูกทำลาย เสริมสร้างภูมิต้านทานได้ดีไม่แพ้วิตามินแพงๆเลย

6. เม็ดมะขามลดน้ำตาลในเลือด
โรคเบาหวาน มักเกิดจากภาวะน้ำตาลในเลือดสูง หากปล่อยไว้ไม่ควบคุมอาจส่งผลก่อให้เกิดโรคแทรกซ้อนอื่น ๆ ตามมาอีกหลายรายการ การรับประทานเม็ดมะขามสามารถช่วยดูแล และลดระดับน้ำตาลในเลือดให้ลดลงได้ด้วยสารโพลีแซ็กคาไรด์ที่ช่วยเสริมระบบภูมิคุ้มกันของร่างกาย คุณสามารถนำเม็ดมะขามมาคั่วและนำมาชงดื่ม ก็จะช่วยบรรเทาอาการให้ดีขึ้นได้

7. เม็ดมะขามแก้ไอเจ็บคอ
โรคหวัด ไอ และอาการเจ็บคอ มักมาพร้อม ๆ กัน เมื่อร่างกายคุณเริ่มติดเชื้อ อาการเหล่านี้อาจส่งผลให้ต่อมทอลซิลมีการอักเสบ กลืนน้ำลายลำบากและเจ็บในลำคอ คุณสามารถนำเม็ดมะขามมาคั่ว แล้วนำมาผสมกับอบเชย และขิง ใส่น้ำต้มสุกแล้วนำมาไว้ใช้บ้วนปาก หลังแปรงฟัน หรือขณะที่มีอาการ ด้วยส่วนผสมนี้จะช่วยบรรเทาอาการให้ลดลง แก้เจ็บคอ และฆ่าเชื้อโรคในช่องปาก

8. เม็ดมะขามขัดฟันขาว
หากคุณสูบบุหรี่หรือดื่มชากาแฟเป็นประจำ แน่นอนว่าคราบนิโคติน หรือคราบเหลืองบนผิวฟันย่อมเป็นสิ่งหลีกเลี่ยงไม่ได้ การนำเม็ดมะขามไปคั่ว และนำมาบดผงแล้วนำมาใช้แปรงฟันจะสามารถช่วยแก้ไขปัญหานี้ได้ นอกจากจะทำให้ฟันขาวขึ้น ยังช่วยให้เหงือกแข็งแรงและป้องกันปัญหาฟันผุได้อีกด้วย

8 ประโยชน์จากเม็ดมะขาม จะเห็นได้ว่า หลังกินเนื้อมะขามแล้ว ไม่ควรทิ้งเม็ดมะขามเลยจริง ๆ เพราะเม็ดมะขามแทบจะสามารถดูแลร่างกายครอบคลุมและให้คุณประโยชน์ที่ดี ครั้งหน้าหากได้กินอย่าลืมล้างทำความสะอาดและเก็บไว้ให้ดีถึงเวลาเจ็บป่วยเล็ก ๆ น้อย ๆ ก็สามารถนำมาใช้รักษาอาการเบื้องต้นได้ทันที ไม่ต้องไปหาซื้อให้ยุ่งยาก กินเอง เก็บเอง มีประโยชน์อย่างแน่นอน

ดูคลิปประโยชน์เม็ดมะขาม https://www.youtube.com/watch?v=ia1DSivFNWE

วิธีแก้นอนกัดฟัน

5 สาเหตุนอนกัดฟัน 3 ผลกระทบ 3 วิธีแก้นอนกัดฟัน

ปัญหาเกี่ยวกับการนอนไม่ได้มีเพียงแค่​ นอนหลับยาก​ นอนไม่หลับ​ หรือหลับไม่สนิทเท่านั้น​ แต่ยังมีอีกหนึ่งอาการที่รบกวนการพักผ่อนของตนเอง​ และคนข้างๆ​ นั่นก็คือ​ การนอนกัดฟันนั่นเอง​  ซึ่งสาเหตุของการนอนกัดฟันนั้นคืออะไร​ มีผลเสียหรือไม่​ และจะแก้ไขได้อย่างไร​ บทความนี้มีคำตอบค่ะ

สาเหตุของการนอนกัดฟัน

1.​ มีฟันขึ้นใหม่

ในช่วงวัยเด็ก​ เป็นช่วงที่ร่างกายมีพัฒนาการและมีการเปลี่ยนแปลงได้มา​ก​ เมื่อมีฟันกรามจะงอกขึ้นมาใหม่​ ทำให้เกิดการกระทบกันของสันนูนด้านฟันบดเคี้ยว​ จึงอาจทำให้มีอาการนอนกัดฟันในช่วงที่นอนหลับ

2.​ มีความเครียด

การทำงานหนัก​ หรือใช้ชีวิตประจำวันที่เคร่งเครียดมากเกินไป​ อาจส่งผลกระทบให้นอนกัดฟัน​ โดยที่เราไม่รู้สึกตัว

3.​ ฟันซ้อน​ ฟันเก

ผู้ที่มีปัญหาฟันซ้อน​ ฟันเก​ จะส่งผลให้มีการสบฟันที่ผิดปกติ​ ฟันเกบางซี่จะมีบางส่วนที่สูงกว่าระดับปกติ​ ซึ่งจะเป็นจุดกระทบกระแทกกับฟันซี่ตรงข้ามก่อนฟันซี่อื่น​ ซึ่งอาจเป็นสาเหตุให้นอนกัดฟันได้

4.​ โรคปริทันต์

ผู้ที่เป็นโรคเหงือกอักเสบรุนแรง​ หรือโรคปริทันต์​ ตัวฟันอาจมีการโยกคลอน​ และลอยตัวจากเบ้ากระดูกที่รองรับฟัน​ ทำให้เกิดการสบฟันที่ผิดปกติ​ ส่งผลให้อาจเกิดการนอนกัดฟันได้

5.​ ขากรรไกรมีความผิดปกติ

การนอนกัดฟัน​ อาจเกิดขึ้นได้กับผู้ที่มีความผิดปกติของขากรรไกร​ เช่น​ ขากรรไกรค้างบ่อย​ การสึกของกระดูกรองรับข้อต่อขากรรไกร​ อาจทำให้ขากรรไกรเคลื่อนที่มาชิดกัน​ จึงส่งผลให้ฟันมีการกระทบกัน​ หรือกัดฟันในเวลาที่นอนหลับได้

ผลเสียการนอนกัดฟัน

1.​ รบกวนการนอนหลับทั้งตนเองและคนใกล้ตัว

บางรายเมื่อนอนกัดฟันมาก ๆ​ อาจทำให้เกิดอาการปวดเมื่อยกล้ามเนื้อที่บริเวณใบหน้า​ เมื่อตื่นมาอาจรู้สึกว่าเหมือนนอนหลับไม่สนิท​ รู้สึกเมื่อยล้าบริเวณขากรรไกร​ นอกจากนี้เสียงกระทบกันของฟันก็ยังรบกวนคนใกล้ตัวอาจทำให้พาลนอนไม่หลับ​ หรือหลับไม่สนิทไปด้วย

2.​ ฟันสึกกร่อน​ เสียวฟัน

เมื่อนอนกัดฟันบ่อย ๆ เข้า​ ฟันจะเกิดการสึกกร่อนได้เร็วกว่าปกติ​ อาจก่อให้เกิดเสียวฟันตามมา

3.​ ปวดขากรรไกร

เวลานอนได้มีการกัดฟันเป็นเวลาหลายชั่วโมง​ จะส่งผลกระทบถึงบริเวณข้อต่อขากรรไกร​ ทำให้มีอาการปวด​ ปวดทั้งเวลาที่เคี้ยวอาหาร​ หรือ​ เวลาปกติที่ไม่ได้รับประทานอะไร

วิธีแก้ไขนอนกัดฟัน

1.​ ลดความเครียด

ควรออกกำลังกายวันละนิดวันละหน่อย​ เพื่อช่วยบรรเทาความเครียดให้ลดลง​ หรือก่อนนอน​ หาเวลาทำสมาธิ​ นั่งสมาธิครั้งล่ะ​ 15-30​ นาที​ การฝึกจิตจะช่วยให้เรามีสติบรรเทาความคิดฟุ้งซ่าน​ และลดความเครียดลงได้

2.​ พบทันตแพทย์

หากมีปัญหาเกี่ยวกับฟันที่ใช้บดเคี้ยว​ หรือฟันมีรูปการสบฟันที่ผิดปกติ​ ควรพบทันตแพทย์เพื่อวินิจฉัยและทำการรักษาฟัน

3.​ ยางกัดฟัน

ในบางรายอาจมีการใช้ยางกัดฟันร่วมด้วย​ เพื่อลดการกัดกระแทกในเวลานอน

การนอนกัดฟัน​ หากไม่ได้รับการรักษาอาจทำให้เป็นอาการเรื้อรังที่ส่งผลกระทบต่อการใช้ชีวิตประจำวัน​ อาการนี้สามารถรักษาได้​ หากใครนอนกัดฟัน​ ให้รีบแก้ไข​ จะได้มีความสุขในการนอนหลับพักผ่อนที่ดีขึ้น

ดูคลิปนอนกัดฟัน : https://www.youtube.com/watch?v=E8aurb0cFv4

13 สมุนไพรแก้ปวดฟัน ไม่เชื่อต้องลอง

สาเหตุของการปวดฟันนั้น มีมากมายหลากหลายสาเหตุ ไม่ว่าจะเป็นโรคฟันผุ เหงือกอักเสบหรือบวม โรคปริทันต์ เป็นต้น อาการปวดฟันที่เกิดขึ้นก็อาจทำให้มีผลกระทบต่อชีวิตประจำวัน ทำให้รู้สึกรับประทานอาหารลำบาก ไม่อร่อย หรืออาจทำให้รู้สึกว่าปวดฟันจนไม่สามารถทำงานได้ เมื่อเกิดภาวะเช่นนี้ ก็ต้องไปพบทันตแพทย์ เพื่อทำการรักษา แต่หากอาการไม่รุนแรงมาก และต้องการบรรเทาอาการเบื้องต้นด้วยตนเองก่อน ก็สามารถใช้เคล็ดลับ ที่รู้ไว้ดอทคอมนำมาฝากกัน แก้อาการชั่วคราวก่อนได้ค่ะ

13 สมุนไพรแก้ปวดฟัน

1. น้ำมันกานพลู

หนึ่งในสมุนไพรที่ช่วยแก้อาการปวดฟันอย่างได้ผล นั่นก็คือ น้ำมันกานพลู โดยวิธีนำมาใช้ก็แสนจะง่าย เพียงนำน้ำมันกานพลูมาทาบริเวณที่มีอาการปวดฟัน ก็จะสามารถช่วยลดอาการปวดให้ทุเลาลงได้ หรือหากไม่สะดวกที่จะใช้น้ำมัน ก็สามารถใช้กานพลูแบบเป็นชิ้น นำมาอมไว้ในปาก โดยวางไว้ใกล้บริเวณจุดที่ปวด ก็จะทำให้เกิดการชาและลดอาการปวดได้ดีขึ้นโดยใช้เวลาไม่นาน

กานพลูนอกจากจะช่วยบรรเทาอาการปวดฟันแล้ว-กานพลูยังช่วยขจัดคราบหินปูนได้ดีอีกด้วย

กานพลูนอกจากจะช่วยบรรเทาอาการปวดฟันแล้ว กานพลูยังช่วยขจัดคราบหินปูนได้ดีอีกด้วย

[related-post id=”35″]

2. ว่านหางจระเข้

นำว่านหางจระเข้สดมาปอกเปลือกและล้างยางให้สะอาด จากนั้นหั่นเนื้อวุ้นว่านหางออกเป็นชิ้นเล็กๆ ขนาดประมาณชิ้นละ 2 เซนติเมตร และนำวุ้นที่ได้มาวางบริเวณที่มีอาการปวดฟัน ทิ้งไว้สักครู่ คายทิ้งและบ้วนปากให้สะอาด วิธีนี้จะช่วยลดอาการปวดฟันและช่วยฆ่าเชื้อโรค บรรเทาอาการที่เป็นอยู่ก่อนไปพบทันตแพทย์

3. เกลือ

ใช้น้ำอุ่น 1 แก้วผสมเกลือ 2 ช้อนชา คนให้เกลือละลายจนหมด แล้วนำน้ำที่ได้มาอมไว้สักครู่ แล้วบ้วนทิ้ง ทำวิธีนี้ทุกๆ 1 ชั่วโมง ก็จะช่วยบรรเทาอาการปวดฟันให้ลดลงได้

4. ข่า

หากมีอาการปวดฟัน เนื่องจากฟันผุ ฟันเป็นรู ให้นำข่ามาตำผสมกับเกลือเล็กน้อยให้ละเอียด และนำส่วนผสมที่ได้มาอุดบริเวณที่ฟันผุเป็นรู เพียงเวลาไม่นานอาการปวดฟันก็จะบรรเทาลงได้

5. น้ำมันละหุ่ง

นำน้ำมันละหุ่งมาทาบริเวณแก้มด้านที่มีอาการปวดฟัน และใช้พลาสเตอร์สีขาวแก้ปวดหรือกอเอี๊ยะ ติดลงบนแก้ม แล้วนำผ้าขนหนูชุบน้ำอุ่นบิดหมาดๆ มาประคบบริเวณที่ติดพลาสเตอร์ โดยประคบไปเรื่อยๆ อาการปวดฟันก็จะค่อยๆดีขึ้นตามลำดับ

6. น้ำมันกระเทียม

น้ำมันกระเทียมมีคุณสมบัติที่ดีในการช่วยบรรเทาอาการปวดฟัน เพียงนำสำลีชุบน้ำมันกระเทียมแล้วนำมาทาบริเวณที่ปวดฟัน ทิ้งไว้สักครู่ อาการปวดก็จะดีขึ้น แต่วิธีนี้จะช่วยบรรเทาอาการได้เพียงชั่วคราว เหมาะสำหรับผู้ที่มีอาการปวดฟันไม่มาก

7. รากมะระ

มะระมีฤทธิ์เย็น ช่วยขับพิษและรากของมะระสามารถนำมาใช้รักษาอาการปวดฟันได้ วิธีการเพียงแค่นำรากมะระสดมาตำหรือปั่นให้พอแหลก และนำมาพอกบริเวณฟันที่มีอาการปวด ทิ้งไว้สักครู่แล้วคายทิ้ง อาการปวดก็จะค่อยๆหายไปอย่างช้าๆ

8. ผักบุ้งนา

เมื่อพูดถึงผักบุ้งนา เมนูส่วนใหญ่ที่นึกถึงก็คือส้มตำ ผักชนิดนี้นิยมนำมาเป็นผักเคียง นอกจากมีรสที่อร่อย ยังสามารถนำมาใช้เป็นสมุนไพรแก้อาการปวดฟันได้ โดยการใช้รากสด ล้างให้สะอาด และนำมาปั่นให้ละเอียด กรองนำมาใช้เฉพาะน้ำ นำน้ำที่กรองได้มาผสมกับน้ำส้มสายชู แล้วนำมากลั้วปาก และอมทิ้งไว้ 5 นาที จึงบ้วนทิ้งและล้างปากให้สะอาด อาการปวดที่เป็นอยู่ก็จะค่อยๆทุเลาลง

[related-post id=”20862″]

9. เมล็ดกุยช่าย

นำเมล็ดกุยช่ายมาคั่วให้เกรียมจนดำ แล้วนำมาทุบให้แหลกหรือบดให้ละเอียด จากนั้นนำไปละลายในน้ำมันยาง ผสมให้เข้ากัน และนำส่วนผสมที่ได้มาชุบด้วยสำลี แล้วนำไปอุดบริเวณที่ปวดฟันหรือฟันผุ ปล่อยทิ้งไว้ข้ามคืนก็จะช่วยฆ่าเชื้อแบคทีเรียและบรรเทาอาการปวดฟันได้

10. ดอกดาวเรือง

ใช้ดอกดาวเรืองแห้งประมาณ 7 ดอก ต้มกับน้ำสะอาดในปริมาณที่พอเหมาะ และนำน้ำที่ได้จากการต้มมาดื่มทั้งวัน ก็จะสามารถช่วยขับอาการร้อนในจากในร่างกายและบรรเทาอาการปวดฟันได้โดยไม่ต้องพึ่งยาแก้ปวดเลย

ดาวเรือง บรรเทาอาการปวดฟัน

ดาวเรือง ไม้ดอกไม้ประดับ ที่นอกจากจะปลูกเพื่อความสวยงามแล้ว ยังช่วยบรรเทาอาการปวดฟันในยามฉุกเฉินได้ดีอีกด้วย

11. ชาดำ

ใบชาดำช่วยลดการอักเสบและลดอาการบวมของเหงือก บรรเทาอาการปวดเหงือก ปวดฟันได้ เพียงนำใบชาแห้งแช่ลงในน้ำร้อน 30 นาที และปล่อยทิ้งไว้จนน้ำชาอุ่น นำน้ำชาอุ่นที่ได้มาใช้ในการบ้วนปากบ่อยๆ จะช่วยให้อาการปวดเหงือก ปวดฟันลดน้อยลง ซึ่งหลังจากบ้วนน้ำชาทิ้งแล้ว ก็อย่าลืมบ้วนน้ำสะอาดตามทุกครั้ง เพื่อลดปัญหาคราบหินปูนที่อาจเกิดขึ้นภายหลังได้

[related-post id=”320″]

12. ข่อย

ข่อยมีสรรพคุณช่วยให้ฟันทนทาน แข็งแรง ไม่ผุง่าย และลดอาการปวดฟันได้ วิธีแก้อาการปวดฟันเพียงนำกิ่งข่อยสดขนาดยาว 5-6 นิ้ว หั่นเป็นชิ้นเล็กๆและนำมาต้มผสมกับน้ำใส่เกลือลงไปเล็กน้อย ต้มเคี่ยวไปเรื่อยๆจนน้ำงวดเหลือเพียงแค่ครึ่งเดียว แล้วนำน้ำที่ได้มาอมบ้วนปาก เช้าเย็นเป็นประจำทุกวัน ในไม่ช้าอาการปวดฟันก็จะหายไป

13. ผักคราดหัวแหวน

สารสำคัญที่อยู่ในผักคราดหัวแหวน มีฤทธิ์เป็นยาชา สามารถช่วยบรรเทาอาการปวดฟันได้ โดยการนำต้นสดของผักคราดหัวแหวน 2 ต้น ตำผสมกับเหล้าขาวหรือน้ำส้มสายชูเล็กน้อย แล้วใช้สำลีชุบน้ำยาที่ได้ไปอุดฟันบริเวณที่ฟันเป็นรูหรือปวด ปล่อยทิ้งไว้สักครู่จะรู้สึกชา อาการปวดฟันก็จะลดลงและหายไปในที่สุด

การใช้สมุนไพรแก้ปวดฟัน เป็นอีกหนึ่งทางเลือกสำหรับผู้ที่ต้องการบรรเทาอาการปวดฟันเบื้องต้น แต่อย่างไรก็ตามหากมีอาการปวดฟัน ควรตรวจหาสาเหตุที่แท้จริงให้พบ เพื่อที่จะได้ทำการรักษาให้ถูกวิธี เพราะหากปล่อยทิ้งไว้จากแค่อาการปวดฟันเพียงเล็กน้อย อาจนำไปสู่การสูญเสียฟันหรือมีปัญหาอื่นๆตามมาได้ และเพื่อเป็นการป้องกันเราควรใส่ใจดูแลสุขภาพเหงือกและฟันให้สะอาดแข็งแรงอยู่เสมอ จะได้ไม่ต้องพบเจอกับอาการปวดฟันที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต

รับชมวิดีโอ https://www.youtube.com/watch?v=-UIk4WLhGKI

7 วิธีทำให้ฟันขาวแบบธรรมชาติ ฟอกฟันขาว ฟอกสีฟันเหลือง เห็นผลเร็ว

7 วิธีฟอกฟันขาว ฟอกสีฟัน แก้ฟันเหลือง ดัวยตัวเอง

เชื่อว่าเพื่อนๆ หลายคนไม่ว่าใครต่างก็อยากจะมีฟันขาวไว้อวดยิ้มหวานโปรยเสน่ห์กันทั้งนั้นจริงมั้ยเอ่ย แต่เพราะพฤติกรรมการใช้ชีวิต และอาหารหลายๆ อย่างที่เรารับประทานกันเข้าไปมันล้วนแล้วแต่สร้างประสบการณ์อันเลวร้ายให้กับฟันของเราทั้งนั้นเลย เพราะไม่ว่าจะเป็นชา กาแฟ หรือแม้แต่แต่เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ทุกอย่างที่คนไทยชื่นชอบ มันเป็นตัวการทำให้ฟันเหลืองทั้งสิ้น เพราะฉะนั้นจึงไม่แปลกที่คนส่วนใหญ่จะมีปัญหาเรื่องสุขภาพฟันนั่นเอง แต่จะให้ไปฟอกสีฟันตามคลินิกก็คงจะไม่ไหว เพราะค่าใช้จ่ายแพงสุดๆ ดังนั้นวันนี้เราเลยเอาเคล็ดลับวิธีทำให้ฟันขาวแบบง่ายๆ ด้วย “7 สูตรฟอกฟันขาว” จากรู้ไว้ดอทคอมค่ะ

1.  ถ้าอยากฟันขาวใช้สตอเบอรี่สิคะ

strawberry ฟอกสีฟันเหลืองให้ขาว

สตอเบอรี่มีกรดมาลิก เป็นสารประกอบที่ได้มาจากธรรมชาติที่มีรสเปรี้ยว ซึ่งเหมาะสำหรับการขจัดคราบไวน์แดงและคราบชาบนฟัน โดยการใช้สตอเบอรี่สด 1-2 ลูกบดให้ละเอียดและผสมเบคกิ้งโซดา 1 ช้อนชา แล้วนำส่วนผสมนี้ไปถูบนฟันของคุณประมาณ 3-5 นาที แล้วล้างออกให้สะอาด หรือนำใบสดของสตอเบอรี่มาแช่น้ำทิ้งไว้ข้ามคืน ในตอนเช้าจึงนำน้ำที่แช่ไว้มาบ้วนปากหลังแปรงฟัน จะสามารถช่วยรักษาสุขภาพของเหงือกและฟันให้แข็งแรงได้


2.  วิธีทำให้ฟันขาวด้วยกล้วย

กล้วยฟอกสีฟัน

คุณสามารถใช้เปลือกกล้วยซึ่งอุดมไปด้วยโพแทสเซียม แมกนีเซียม แมงกานีสและแร่ธาตุอื่นๆมาขัดฟันให้ขาวได้ เพราะแร่ธาตุที่อยู่ในกล้วยนั้น จะถูกดูดซึมเข้าสู่ผิวเคลือบฟันของคุณ มีผลทำให้ฟันขาวขึ้นอย่างเป็นธรรมชาติ หลังการแปรงฟันเสร็จแล้วคุณควรใช้เปลือกกล้วยด้านในถูลงบนฟันไปมาให้ทั่วทั้งปากประมาณ 2 นาที แล้วล้างออกให้สะอาดด้วยน้ำเปล่าอีกครั้งหนึ่ง เพียงเท่านี้คุณก็จะสามารถมีฟันขาวกระจ่างใส ยิ้มมั่นใจ โชว์ฟันขาวได้อย่างเต็มที่เลยค่ะ


3.  น้ำส้มสายชูแอ๊ปเปิ้ลไซเดอร์

น้ำส้มสายชูน้ำยาบ้วนปากทำให้ฟันขาว

การเจือจางน้ำส้มสายชูแอ๊ปเปิ้ลไซเดอร์แล้วนำมาผสมยาสีฟันนั้น วิธีการนี้ได้รับการพิสูจน์แล้วว่า มีผลช่วยให้ฟันขาวได้ เพียงแค่นำน้ำส้มสายชูแอ๊ปเปิ้ลไซเดอร์ 1 ส่วน ผสมน้ำเปล่า 3ส่วน และนำมาผสมกับยาสีฟันที่คุณใช้แล้วนำไปแปรงฟันตามปกติ ด้วยวิธีการง่ายๆนี้จะช่วยให้คุณมีฟันขาวสะอาดและประหยัดเงินในกระเป๋าโดยไม่ต้องพึ่งสารเคมีเลย


4.  ผงถ่าน ขัดฟันขาว

ผงถ่านขัดฟันขาวด้วยตัวเอง

ผงถ่านมีประโยชน์ในเรื่องของการล้างและขับสารพิษ โจเซฟ แบคเคอร์ ทันตแพทย์แห่งรัฐนิวเจอร์ซีย์ได้กล่าวไว้ว่า ผงถ่านมีความพรุนมาก จึงทำให้มีผลต่อการดึงและดูดซับแบคทีเรียที่ผิวฟัน สามารถช่วยให้ฟันขาวขึ้นได้ แต่ไม่ควรใช้ทุกวันเพราะอาจทำให้เนื้อของฟันบางลงได้

วิธีการใช้ ผสมผงถ่านกับน้ำเปล่าให้เข้ากัน แล้วนำไปแปรงฟัน แปรงให้ทั่วประมาณ 2 นาที แล้วล้างออกให้สะอาดด้วยน้ำเปล่า จนไม่เหลือถ่านเกาะติดอยู่ที่ฟัน เพียงเท่านี้ก็จะสามารถดูดซับสิ่งสกปรกหรือคราบเหลืองจากชา กาแฟ และบุหรี่ที่ติดอยู่บนผิวฟันได้อย่างง่ายดาย

ยาสีฟัน ฟันขาว ผงถ่านชาร์โคล ช่วนให้ฟันขาว ดับกลิ่นปากลมหายใจหอมสดชื่น


5.  น้ำมันมะพร้าว วิธีแก้ฟันเหลือง

น้ำมันมะพร้าวช่วยให้ฟันขาวขึ้นได้

 

น้ำมันมะพร้าวมีกรดไขมันและเอนไซม์ที่ช่วยให้ฟันขาวได้ เพียงแค่คุณนำน้ำมันมะพร้าวมาอมไว้ในปาก แล้วกลั้วน้ำมันไปมาให้ทั่วทั้งปากเป็นเวลา 20-30 นาที น้ำลายและกรดไขมันเหล่านี้จะรวมตัวกันทำลายคราบสกปรกบนฟันและสารอนุมูลอิสระที่ทำให้ฟันเหลือง เมื่อครบเวลาก็บ้วนทิ้งในถุงพลาสติกและแปรงฟันให้สะอาดอีกครั้งหนึ่ง หรือใช้น้ำมันมะพร้าว 1 ถ้วย ผสมโซดา 2 ช้อนชา และหยดน้ำมันหอมระเหยรสมินท์ลงไป 5 -10 หยด คนผสมให้เข้ากันแล้วนำไปอมกลั้วปากเช่นกัน สูตรนี้จะช่วยปรับสภาพสีฟันจากเหลืองให้ขาวขึ้น และต้านเชื้อจุลินทรีย์ในช่องปาก ช่วยให้เหงือกมีสุขภาพดีมากขึ้น

นอกจากจะทำให้ฟันขาวได้แล้ว น้ำมันมะพร้าวยังช่วยขจัดคราบหินปูนในช่องปากได้อีกด้วยค่ะ


6. ฟอกฟันขาวด้วยมะนาว

มะนาวฟอกสีฟันตามธรรมชาติ

หลายๆ คนอาจจะไม่เคยรู้มาก่อนว่าฟันของเราที่เหลืองนั้น ไม่จำเป็นต้องไปรักษาถึงคลินิกดังให้เสียเงิน เสียทอง เสียเวลา และเสียอารมณ์ (เพราะต้องรอคิว) ซึ่งสำหรับใครที่อยากฟันขาว ก็เพียงเข้าครัวไปหยิบมะนาวมาหนึ่งลูก ก็สามารถช่วยให้ฟันขาวได้อย่างไม่ยากเย็น เพราะมะนาวนั้นเป็นกรด ซึ่งทำหน้าที่เหมือนสารฟอกขาว ที่จะช่วยทำให้ฟันขาวขึ้นได้แบบเป็นธรรมชาติ เพียงนำเปลือกมะนาวมาถูกับฟันทุกซี่อาทิตย์ละ 2 ครั้ง ก็จะช่วยลดคราบเหลือง ที่เกาะตามฟันให้หมดไป ภายในไม่กี่สัปดาห์

แต่ขอแนะนำว่าอย่าทำเกินอาทิตย์ละ 2 ครั้งเด็ดขาดนะ เพราะจากที่จะช่วยให้ฟันขาว ก็อาจจะกลายเป็นฟันผุแทนได้ เนื่องจากกรดของมะนาวนั้นมันแรงพอสมควรเลยล่ะ


7. เกลือ ยาสีฟัน ฟันขาว สูตรโบราณ

เกลือ-ยาสีฟัน-ฟันขาว

เป็นอีกหนึ่งสมุนไพรประจำบ้านที่ไม่ว่าบ้านไหนๆ ก็ต้องมี นั่นก็คือ เกลือ นั่นเอง ซึ่งหลายๆ คนอาจสงสัยว่าเกลือจะช่วยให้ฟันขาวได้ยังไง ตรงนี้บอกเลยว่าได้แน่นอน เพราะเกลือนั้นจะช่วยให้เกิด Osmatic Action ที่จะเข้าไปทำให้พวกเศษอาหารหลุดออกจากซอกฟัน แถมยังปกป้องไม่ให้หินปูนมาสร้างความรำคาญ กลายเป็นคราบเหลืองเต็มไปหมดอีกด้วย นอกจากนี้เกลือยังช่วยฆ่าเชื้อโรคในช่องปาก ทำให้ปากสะอาด มีกลิ่นหอมสดชื่นอีกด้วย

โดยวิธีการก็คือ หลังจากแปรงฟันเรียบร้อยแล้ว ให้ผสมเกลือป่นกับน้ำเปล่า แล้วนำมากลั้วปาก 1-2 นาที หลังจากนั้นให้เอาเกลือมาโรยบนแปรงสีฟัน และทำการแปรงปกติอีกครั้งหนึ่ง เสร็จแล้วทิ้งไว้สักพัก เพื่อให้เกลือได้กัดเชื้อโรค และคราบเหลืองให้หลุดไป แล้วค่อยบ้วนปากด้วยน้ำสะอาด


💡 สำหรับช่วงท้ายนี้ ไม่ว่าฟันของคุณจะมีสีเหลืองจากสาเหตุใดก็ตาม คุณควรที่จะหาสาเหตุที่แท้จริง เพื่อที่จะได้ทำการดูแลรักษาได้ถูกวิธี หากปล่อยไว้นานอาจทำให้เสียบุคลิกภาพ ขาดความมั่นใจในตัวเอง และไม่กล้าที่จะพูดคุยกับผู้อื่น เพราะสีฟันที่ไม่ชวนมอง ซึ่งรู้ไว้ดอทคอมได้แนะนำ 7 วิธีฟอกสีฟันด้วยธรรมชาติ  ไว้ข้างต้นแล้ว อย่างไรลองเลือกมาใช้กันดู หวังว่าเพื่อนๆคงชอบวิธีใดวิธีหนึ่งที่แนะนำไปแล้ว แอดมินขอตัวไปขัดฟันให้ขาวจั๊วะบ้างแล้วหล่ะ สวัสดีค่ะ

รับชมรับฟัง 7 วิธีทำให้ฟันขาวแบบธรรมชาติ ฟอกฟันขาว ฟอกสีฟันเหลือง เห็นผลเร็ว ในรูปแบบคลิปวิดีโอ >>> https://www.youtube.com/watch?v=ojVhfCak8aQ

วิธีขจัดคราบหินปูน

10 วิธีขจัดคราบหินปูนด้วยตัวเอง โดยวิธีธรรมชาติ ไม่ต้องหาหมอ

ราบหินปูน เกิดจากคราบจุลินทรีย์ทับถมกัน และแข็งตัว ซึ่งแผ่นคราบจุลินทรีย์นี้ เมื่อมีหลายชั้นและทับถมกันเป็นเวลานาน เมื่อเวลารวมตัวกับแร่ธาตุที่อยู่ในน้ำลาย ก็จะแข็งตัวและกลายเป็นหินปูน แบคทีเรียในช่องปากนั้นกินน้ำตาลจากอาหารที่คุณกิน เมื่อมีเศษอาหารเหลือในกระบวนการนี้ ก็จะก่อให้เกิดกรดที่ผิวฟัน ซึ่งจะทำลายฟัน และนำไปสู่ปัญหาคราบหินปูน ฟันผุ โรคเหงือกหรือโรคปริทันต์อีกด้วย

มีหลายปัจจัยที่ทำให้เกิดปัญหาต่างๆในช่องปาก เช่น การดูแลสุขอนามัยของช่องปากที่ไม่เหมาะสม การแปรงฟันที่ไม่ทั่วถึง การใช้แปรงสีฟันที่มีขนาดใหญ่หรือเล็กเกินไป การเลือกขนแปรงที่ใช้ ลักษณะทางพันธุกรรม และการปล่อยปละละเลยปัญหา เป็นต้น

10 วิธีขจัดคราบหินปูน ด้วยวิธีธรรมชาติ

เพราะเมื่อหินปูนเกิดขึ้นแล้ว ก็จะกำจัดออกได้ยากมาก แต่อย่างไรก็ตาม หากคุณดูแลสุขอนามัยของช่องปากและฟันได้ดีเพียงพอ ก็จะช่วยลดปัญหาคราบหินปูนและฟันผุได้อย่างแน่นอน ลองมาดูกันว่า “วิธีกำจัดหินปูนที่ฟัน” มีอะไรกันบ้าง

ขจัดคราบหินปูนในช่องปาก

คราบหินปูน รูปภาพจาก wikimedia.org

1.   การทำออยล์พูลลิ่ง (การใช้น้ำมันดูดสารพิษ)

การทำออยล์พูลลิ่งหรือการใช้น้ำมันดึงคราบสกปรก คราบจุลินทรีย์ออกจากฟันนี้ เป็นวิธีที่ปฏิบัติกันมายาวนานแล้ว น้ำมันมะพร้าวบริสุทธิ์ เหมาะสำหรับการใช้ทำออยล์พูลลิ่ง เนื่องจากมีกรดแลคติคสูง มีฤทธิ์ต้านการอักเสบและต้านเชื้อจุลินทรีย์

จากผลการศึกษาในปี 2015 ที่ตีพิมพ์ในวารสารการแพทย์ของประเทศไนจีเรีย ชี้ให้เห็นว่า การใช้น้ำมันมะพร้าวในการดูดสารพิษและลดการเกิดคราบจุลินทรีย์หรือหินปูนที่ฟันนั้น สามารถทำได้อย่างดีและมีประสิทธิภาพมาก

วิธีการใช้น้ำมันมะพร้าวเพื่อขจัดคราบจุลินทรีย์และหินปูนที่ฟัน

  • ใช้น้ำมันมะพร้าว 1 ช้อนโต๊ะ และอมไว้ในปากประมาณ 15-20 นาที ระหว่างนี้ให้กลั้วน้ำมันไปมาให้ทั่วทั้งปาก
    รอจนน้ำมันมะพร้าวเปลี่ยนสี จากสีใสกลายเป็นน้ำสีขาวขุ่นหรือสีเหลือง
  • บ้วนน้ำมันทิ้งลงในถุงพลาสติก ไม่ควรบ้วนทิ้งในอ่างล้างหน้าหรือชักโครก เพราะสารพิษที่ถูกดูดออกมาจากฟันจะติดอยู่ที่อ่างล้างหน้า
  • จากนั้นแปรงฟันให้สะอาดตามปกติ สามารถทำซ้ำได้ในตอนเช้าของทุกวัน นอกจากนี้คุณยังสามารถใช้น้ำมันมะพร้าวนวดเหงือกเพื่อสุขภาพเหงือกที่ดีได้อีกด้วย

 

2.  เบคกิ้งโซดาหรือผงฟู

ผงฟูหรือโซเดียมไบคาร์บอเนต เป็นส่วนผสมที่นิยมใช้ทำอาหารและเบเกอรี่ นอกจากนี้ยังสามารถนำมาใช้ในการขจัดคราบจุลินทรีย์ที่ฟันได้ ช่วยลดปริมาณของแบคทีเรียที่เป็นอันตรายในช่องปากและช่วยให้ฟันขาวสะอาด จากวารสารคลีนิคทันตกรรมที่ตีพิมพ์ในปี 2008 ได้มีการศึกษาและวิเคราะห์ผล ซึ่งสรุปได้ว่า ผงฟูสามารถกำจัดคราบจุลินทรีย์ที่ฟันได้อย่างปลอดภัยและมีประสิทธิภาพ

วิธีการใช้มีดังนี้

  • นำผงฟูปริมาณเล็กน้อยเทลงบนแปรงสีฟันที่เปียกและแปรงฟันให้ทั่ว เมื่อสะอาดดีแล้ว ล้างปากและฟันด้วยน้ำอุ่น
  • หรือผสมผงฟู 2 ช้อนชาและเกลือ 1 ช้อนชาคนให้เข้ากัน
  • และใช้แปรงสีฟันที่เปียกหมาดๆจุ่มลง และแปรงฟันด้วยส่วนผสมนี้อย่างเบามือ สามารถใช้สูตรนี้ได้สัปดาห์ละ 1 ครั้ง

ข้อควรระวัง ไม่ควรใช้ผงฟูในปริมาณมากเกินไป เพราะอาจทำให้ผิวเคลือบฟันสึกหรอได้

3.  ฝรั่ง

ผลฝรั่งและใบฝรั่งมีสารต้านฤทธิ์ลดอาการอักเสบได้อย่างดีเยี่ยม ช่วยขจัดคราบจุลินทรีย์ที่สะสมบนฟันและเหงือก  ลดอาการปวดบวมของเหงือก ผลการศึกษาจากวารสารนานาชาติในปี 2014 ด้านจุลชีววิทยาและวิทยาศาสตร์ประยุกต์  พบว่าสารสกัดจากใบฝรั่งช่วยลดการยึดติดของคราบจุลินทรีย์ในระยะเริ่มแรก  มีฤทธิ์ยับยั้งเชื้อแบคทีเรียและเชื้อจุลินทรีย์ที่เป็นสาเหตุของหินปูนและฟันผุได้อย่างดีเยี่ยม

วิธีการใช้มีดังนี้

  • ล้างใบฝรั่งให้สะอาดและเคี้ยวให้ละเอียดแล้วคายออก สามารถทำเช่นนี้ทุกวัน เพื่อลดความเสี่ยงต่อการเกิดคราบจุลินทรีย์บนผิวฟัน
  • นำเนื้อฝรั่งที่ยังไม่สุกดี โรยเกลือลงบนฝรั่งเล็กน้อย เคี้ยวช้าๆสัก 1-2 นาที ทำวันละ 1-2 ครั้ง สัปดาห์นึงประมาณ 2-3 วัน
    หากไม่สะดวกสำหรับสองวิธีแรกสามารถใช้น้ำยาบ้วนปากที่มีสารสกัดจากใบฝรั่งทดแทนได้

4.  ว่านหางจระเข้

ว่านหางจระเข้มีประสิทธิภาพในการจัดการกับโรคเหงือกที่เกิดจากคราบจุลินทรีย์ ช่วยฆ่าเชื้อแบคทีเรีย และช่วยดับกลิ่นปากได้ จากวารสารสุขภาพช่องปากและการจัดการทางทันตกรรมในปี 2014 พบว่าว่านหางจระเข้ สามารถดูแลปัญหาคราบจุลินทรีย์และโรคเหงือกอักเสบ โดยการออกฤทธิ์คล้ายน้ำยาบ้วนปากที่ผสมสารป้องกันแบคทีเรียได้อย่างมีประสิทธิภาพ

วิธีการใช้มีดังนี้

  • นำว่านหางจระเข้มาล้างน้ำให้สะอาด โดยล้างเมือกลื่นๆและยางออกให้หมด
  • นำเนื้อว่านหางจระเข้ที่ได้มาถูบริเวณฟันและแนวเหงือก ทิ้งไว้ประมาณ 10 นาทีแล้วล้างออกด้วยน้ำเย็น สามารถใช้วิธีนี้ได้วันละ 2 ครั้ง

5.  กานพลู

กานพลูนี้นิยมใช้กันอย่างแพร่หลายมานานหลายทศวรรษแล้ว เป็นสมุนไพรที่ใช้บรรเทาอาการปวดฟัน และใช้ในการกำจัดเชื้อจุลินทรีย์ในช่องปากที่เป็นสาเหตุให้เกิดคราบจุลินทรีย์และหินปูน จากผลการศึกษาในปี 2014 ของวารสารในประเทศอินเดียระบุว่า การล้างปากหรือบ้วนปากด้วยสมุนไพรที่มีส่วนผสมของกานพลู น้ำมันต้นชาและใบโหระพานั้น สามารถช่วยลดปริมาณเชื้อโรคของเชื้อจุลินทรีย์ในช่องปากได้

วิธีการทำก็ไม่ยุ่งยากเลยค่ะ

  • ใช้ผงกานพลู 1 ช้อนชา และน้ำมันมะกอกเล็กน้อย ผสมให้เข้ากัน
  • นำมาแปรงฟันแล้วล้างออกด้วยน้ำอุ่น สามารถทำแบบนี้ได้วันละ 2 ครั้ง เช้า – เย็น

นอกจากนี้ควรเคี้ยวกานพลู 1-2 ก้านเป็นประจำเพื่อสุขภาพที่ดีของช่องปาก ช่วยลดกลิ่นปากที่เกิดจากแบคทีเรียในช่องปากได้ดีทีเดียว

6.  น้ำส้มสายชูสีขาวใส

น้ำส้มสายชูแบบสีขาวใส มีกรดอะซิติกและแร่ธาตุที่สามารถช่วยป้องกันและลดการสะสมของคราบจุลินทรีย์ ช่วยเคลือบฟันและต้านเชื้อแบคทีเรียได้ จากการศึกษาในวารสารนานาชาติปี 2014 แสดงให้เห็นว่า ในน้ำส้มสายชูแบบสีขาวใส สามารถลดปริมาณจุลินทรีย์ลงได้ เมื่อเทียบกับน้ำกลั่นและลกีเซอรีนในปริมาณ 4 % เท่ากัน

วิธีการใช้สำหรับช่องปาก

  • ผสมน้ำส้มสายชู 2 ช้อนชาและเกลือ 1 ช้อนชา ในถ้วยน้ำอุ่น
  • นำส่วนผสมที่ได้ใช้บ้วนปากวันละ 1-2 ครั้ง

 7.  เปลือกส้ม

เปลือกส้มมักใช้บริเวณเปลือกมาช่วยในการขจัดคราบสกปรกที่ฟัน โดยการขัด ซึ่งวิธีนี้จะช่วยให้ฟันขาวสะอาดอย่างเป็นธรรมชาติ และสารในเปลือกสารส้มนั้นจะช่วยลดคราบจุลินทรีย์ โดยไม่ทำลายผิวเคลือบฟัน นอกจากนี้วิตามินซี ยังช่วยป้องกันการเจริญเติบโตของเชื้อจุลินทรีย์บนผิวฟัน

วิธีการใช้เปลือกส้มกับฟันของคุณ

  • ใช้ด้านในของเปลือกส้มสด นวดและถูเหงือกและฟันของคุณก่อนเข้านอน
  • ทิ้งไว้ข้ามคืนและล้างออกในเช้าวันรุ่งขึ้น
  • ทำซ้ำได้ตามต้องการ เพื่อให้ฟันขาวสะอาด สดชื่น

8.  น้ำมันหอมระเหยโรสแมรี่

น้ำมันหอมระเหยโรสแมรี่ ออกฤทธิ์คล้ายกับยาฆ่าเชื้อโรค ทำหน้าที่ขจัดแบคทีเรียในช่องปาก สามารถป้องกันการสะสมของคราบจุลินทรีย์ที่เป็นสาเหตุให้เกิดฟันผุและยังสามารถช่วยกำจัดกลิ่นปากได้อย่างมีประสิทธิภาพ

จากวารสารจุลชีววิทยาประยุกต์ที่ตีพิิมพ์ในปี 2012 แสดงให้เห็นว่า สารสกัดที่ได้จากพืชโรสแมรี่นั้น สามารถยับยั้งการเจริญเติบโตของแบคทีเรียในช่องปากได้อย่างยอดเยี่ยม

วิธีการใช้มีดังนี้

  • ผสมน้ำมันหอมระเหยโรสแมรี่ 2-3 หยดลงในน้ำ
  • คนให้เข้ากัน แล้วนำมาอมทิ้งไว้ประมาณ 10 นาที
  • บ้วนทิ้งและแปรงฟันตามปกติ ไม่ควรกลืนลงไป
  • ทำซ้ำได้ทุกวัน วันละ 2 ครั้ง
  • หากไม่มีน้ำมันหอมระเหยโรสแมรี่ สามารถใช้น้ำมันหอมระเหยสะเดาหรือโหระพาแทนได้

9.  ชาดำ

ด้วยคุณสมบัติที่ต้านอนุมูลอิสระ และต้านเชื้อจุลินทรีย์ ชาดำสามารถควบคุมแบคทีเรียในช่องปาก  และช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดคราบจุลินทรีย์ได้  และนอกจากนี้ชาดำยังเป็นแหล่งที่อุดมไปด้วยสารฟลูออไรด์ แร่ธาตุที่อยู่ในชาดำยังช่วยป้องกันฟันผุ ช่วยเคลือบฟันให้ฟันมีความแข็งแรง และลดความเป็นกรดที่เป็นสาเหตุของฟันผุได้อย่างมีประสิทธิภาพ

วารสารทันตแพทย์ศาสตร์ มหาวิทยาลัยวิทยาศาสตร์การแพทย์แห่งประเทศเตหะราน แสดงให้เห็นว่า มีฟลูออไรด์อยู่ในชาดำและชาเขียว จากคุณสมบัตินี้จะช่วยต้านเชื้อแบคทีเรียในปากและฟันได้

วิธีใช้ชาดำกับฟันของคุณ

  • เทผงชาดำลงในน้ำร้อน ทิ้งไว้ประมาณ 5 นาที
  • กรองเอาแต่น้ำ เพื่อให้ได้ฟลูออไรด์ที่เข้มข้น ปล่อยทิ้งไว้ให้เย็น
  • นำมาบ้วนปาก วันละ 1 ครั้ง เพื่อป้องกันการสะสมของคราบจุลินทรีย์

10.  ชีส

การกินชีสช่วยสร้างชั้นป้องกันบริเวณผิวฟันและโคนรอบฟัน ช่วยลดกรดแบคทีเรียและมีแคลเซียมฟอสเฟต ช่วยฟื้นฟูฟันของคุณเมื่อฟันมีปัญหา

จากวารสารทันตกรรมสำหรับเด็กในยุโรปปี 2012 ระบุว่า ชีสที่ไม่มีน้ำตาล สามารถป้องกันโรคฟันผุ โดยการเพิ่มความเข้มข้นของแคลเซียมและฟอสฟอรัสบริเวณตัวฟัน

คำแนะนำ ควรกินเนยแข็งเล็กน้อย หลังจากที่กินอาหารเสร็จเรียบร้อยแล้ว เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดคราบจุลินทรีย์ที่ผิวฟัน

 

เคล็ดลับเพิ่มเติม

  • การกินอาหารรสเผ็ดเป็นการกระตุ้นต่อมน้ำลายของคุณ น้ำลายจะช่วยทำความสะอาดฟันและเหงือกของคุณ เป็นการลดปัญหาโรคเหงือกและฟันผุ
  • เคี้ยวแอปเปิ้ลดิบหลังจากกินอาหารไปแล้ว 1 ชั่วโมง จะช่วยทำความทสะอาดฟันและรักษาเหงือก
  • การกินมะเดื่อสามารถช่วยเสริมสร้างฟันของคุณและกระตุ้นการไหลของน้ำลายให้มีประสิทธิภาพ ฉะนั้นควรเคี้ยวมะเดื่อให้ละเอียด เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดในการช่วยย่อยอาหารด้วยน้ำลาย
  • ควรจำกัดการบริโภคอาหารแปรรูปที่มีน้ำตาลและแป้ง เพื่อลดแบคทีเรียในช่องปาก
  • แปรงฟันด้วยยาสีฟันอย่างน้อยวันละ 2 ครั้ง โดยการเลือก ใช้แปรงไนล่อนขนอ่อน ที่มีลักษณะของขนแปรงแบบกลม และเวลาแปรงฟัน ควรกดแปรงลงประมาณ 45 องศาของแนวฟัน หลังการแปรงฟันควรแปรงลิ้นด้วยเช่นกัน เพราะลิ้นเป็นแหล่งสะสมเชื้อแบคทีเรียและคราบจุลินทรีย์
  • ควรใช้ไหมขัดฟัน เป็นประจำอย่างสม่ำเสมอ เพื่อทำความสะอาดเหงือกและโคนรอบๆฟัน
  • ควรพบทันตแพทย์ เพื่อตรวจดูแลรักษาปัญหาเหงือกและฟันอย่างน้อยปีละ 1-2 ครั้ง