คลังเก็บหมวดหมู่: ความรู้รอบตัว

ประโยชน์ปูนแแดง

7 ประโยชน์ปูนแดง ปูนกินหมาก ใช้ได้หลายอย่าง ไม่ผิดหวัง

ปูนแดงภูมิปัญญาไทยที่มากกว่าการนำมาใช้ในการกินหมากสามารถนำมาใช้ประกอบอาหารหรือดูแลพืช อีกทั้งยังช่วยในการกำจัดยุงลายโดยไม่ทำลายสิ่งแวดล้อม

1. ใช้ถนอมอาหาร


เมื่อทำอาหารประเภทฟักหรือฟักทอง และใช้ไม่หมดต้องการเก็บไว้ใช้ต่อในครั้งถัดไป ให้นำปูนแดงมาใช้ทาบริเวณรอยที่ถูกตัด วิธีนี้จะช่วยให้ฟักและฟักทองไม่ขึ้นรา หากต้องการนำส่วนที่เหลือมาใช้อีกครั้ง ก็ฝานส่วนที่เราทาปูนแดงทิ้งออกไป แล้วล้างให้สะอาดและนำมาทำอาหารต่อได้เลย

2. ห้ามเลือด

หากโดนปลิงหรือทากกัด ให้นำปูนแดงมาใช้ทาบาดแผล จะช่วยห้ามเลือดให้หยุดไหล เมื่อต้องเดินทางเข้าป่าหรือไปในสถานที่ที่มีสัตว์ชนิดนี้ แนะนำให้พกปูนแดงไว้ใช้ยามฉุกเฉิน

3. โดนพิษแมลง

อาการปวดบวมแดงจากพิษแมลงกัดต่อย ใช้ปูนแดงป้ายทาบริเวณที่มีอาการ จะช่วยลดความเจ็บปวดและอาการบวมให้ทุเลาลงได้

4. น้ำลายยุง

เมื่อโดนยุงกัดบางท่านอาจมีอาการแพ้น้ำลายยุง ทำให้มีตุ่มคันและบวม ใช้ปูนแดงเพียงเล็กน้อย แต้มบริเวณที่โดนยุงกัด จะช่วยลดอาการคันและไม่ทำให้เป็นตุ่มแดง

5. ดับพิษแมงกะพรุน

แมงกะพรุนเมื่อโดนกัดแล้ว จะทำให้เกิดแผลพุพองแสบและมีอาการคัน สามารถใช้น้ำปูนใสจากการทำปูนแดงมาราดหรือทาได้ จะช่วยลดอาการแสบร้อน ลดพิษที่ทำให้เกิดอาการคัน ช่วยให้แผลไม่ลุกลามมากขึ้น

6. กำจัดลูกน้ำยุงลาย

สาเหตุของโรคไข้เลือดออกคือมีแหล่งน้ำขัง และมียุงลายเพาะพันธุ์ในแหล่งน้ำที่ขังไม่ไหลเวียน สามารถใช้ทรายอะเบท เพื่อลดอัตราการเกิดของยุงลายได้ แต่การใช้ทรายอะเบทจะไม่สามารถนำน้ำมาใช้ได้ ภูมิปัญญาชาวบ้านจึงคิดค้นวิธีที่ช่วยกำจัดลูกน้ำในน้ำได้ และยังสามารถนำน้ำมาใช้ประโยชน์ได้ต่อ โดยการใช้ปูนแดง 4 กิโลกรัม ผสมกับน้ำขิง 5 ขีด คลุกผสมให้เข้ากัน แล้วนำมาปั้นเป็นก้อนขนาดประมาณลูกปิงปองตากไว้ 3 วัน เมื่อแห้งแล้วนำมาใช้ใส่โอ่ง ไม่มีกลิ่นเหม็น สามารถนำมาใช้กินใช้อาบได้ตามปกติ ไม่เหมือนกับทรายอะเบทที่ใช้กำจัดยุงลาย ได้เพียงอย่างเดียว

7. ล้างผักผลไม้

ด้วยความเป็นด่างของน้ำปูนใสจากปูนแดง สามารถนำมาใช้เพื่อทำความสะอาดผักผลไม้ ช่วยล้างสารเคมียาฆ่าแมลงและโลหะหนักที่ตกค้างได้ ทั้งนี้ไม่ควรแช่น้ำมากเกินไปเพราะอาจทำให้เปลือกผิวของผักผลไม้มีความแข็งกระด้างมากขึ้น

ปัจจุบันปูนแดงก็ยังได้รับความนิยมในการใช้ทำอาหารคาวหวานอยู่เสมอ หากบ้านใดมีได้ทำอาหารแต่ถ้ามีปูนแดงไว้ติดบ้าน เมื่อมีเหตุการณ์ที่ต้องใช้ก็สามารถนำมาใช้ได้ทันท่วงที ทั้งนี้สามารถหาซื้อได้ง่ายตามตลาดสดหรือร้านค้าออนไลน์

ประโยชน์สะเดา

9 ประโยชน์สะเดา สมุนไพรอินเดีย หลากหลายสรรพคุณ

หวานเป็นลมขมเป็นสะเดา มีใครรู้สึกแบบนี้บ้างเอ่ย สะเดาพืชที่มีความขม แต่แฝงไปด้วยสรรพคุณทางความยาที่ดี เป็นผักพื้นบ้านที่หากินได้ง่าย อีกทั้งยังดีต่อสุขภาพ ในความขมจะมีสิ่งใดซ่อนอยู่บ้าง รู้ไว้ดอทคอมนำข้อมูลมาฝากในบทความนี้แล้ว

1. ล้างพิษในร่างกาย นำใบสะเดามาต้มกับน้ำเปล่าให้เดือด แล้วนำน้ำมาใช้ดื่มอย่างน้อยวันละ 1 ครั้ง จะสามารถช่วยล้างสารพิษที่ตกค้างในร่างกาย ให้ขับออกไปทางเหงื่อและปัสสาวะ นอกจากนี้การดื่มน้ำใบสะเดา ยังส่งเสริมการทำงานของระบบเลือดให้ไหลเวียนได้ดีขึ้นอีกด้วย

 2. กระตุ้นการทำงานของน้ำดี ใบสะเดาเมื่อรับประทานคู่กับอาหาร สามารถกระตุ้นการทำงานของน้ำดี ส่งผลให้กระเพาะอาหารทำหน้าที่ย่อยได้เต็มประสิทธิภาพ โดยเฉพาะเมื่อรับประทานอาหารประเภทที่มีไขมันสูง ใบสะเดาจะช่วยให้อาหารชนิดนั้นถูกย่อยได้ดีขึ้น

 3. ดูแลช่องปาก สารสกัดจากสะเดาเมื่อนำมาใช้เป็นส่วนผสมในการทำผลิตภัณฑ์ดูแลช่องปาก ประเภทยาสีฟัน หรือน้ำยาบ้วนปาก จะช่วยลดปัญหาเรื่องเหงือกและฟัน เช่น โรคเลือดออกตามไรฟัน โรคเหงือก โรคปริทันต์ โรครำมะนาด ช่วยดับกลิ่นในช่องปาก ทำความสะอาดและลดการติดเชื้อในช่องปากจากแบคทีเรียที่ไม่พึงประสงค์

 4. ป้องกันโรคร้าย  สารโพลีแซคคาไรด์และสารลิโมนอยด์ที่พบใน ใบ ผลและเปลือกของสะเดา มีสรรพคุณช่วยลดความเสี่ยงต่อการเกิดเนื้องอกและโรคมะเร็ง

 5. โรคกระดูกและไขข้อ เปลือกและเมล็ดสะเดาเมื่อนำมาสกัดทำเป็นน้ำมันสะเดา สามารถนำมาใช้นวดทาเพื่อบรรเทาอาการปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ ปวดตามข้อ หรือปวดแผ่นหลังได้

 6. บรรเทาอาการไข้ หากมีไข้ตัวร้อนให้นำใบและก้าน 2-3 กำมือนำมาต้มกับน้ำเปล่าโดยใส่น้ำพอท่วมและต้มให้เดือดประมาณ 10 นาทีจากนั้นกรองดื่มแต่น้ำจะช่วยลดพิษไข้บรรเทาอาการอ่อนเพลียจากการป่วยได้เป็นอย่างดี

7. เบื่ออาหาร อาการไม่อยากข้าวกินได้น้อยลงเบื่ออาหาร ใช้ส่วนของช่อดอกสะเดานำมาลวกน้ำร้อน แล้วใช้กินคู่กับน้ำพริกหรือน้ำปลาหวาน จะช่วยให้รู้สึกเจริญอาหารและกินข้าวได้รู้สึกอร่อยมากขึ้น

 8. คลายเครียด เมื่อร่างกายมีความเครียดสูงมาก ส่งผลให้เกิดอาการนอนหลับยากหรือนอนไม่หลับ ให้นำใบพร้อมก้านสะเดาจำนวน 1 กำมือต้มกับน้ำเปล่าแล้วนำน้ำมาดื่มครั้งละ 1 แก้ว สารชีวภาพที่อยู่ในน้ำต้มสะเดา จะช่วยทำให้สมองรู้สึกผ่อนคลายลดความเครียด และช่วยให้นอนหลับได้ง่ายขึ้น

 9. รักษาโรคเรื้อน หากสุนัขมีปัญหาโรคผิวหนัง เช่น โรคเรื้อน ให้นำใบสะเดามาตำให้ละเอียดโดยไม่ต้องผสมน้ำ จากนั้นนำกากและน้ำที่ตำได้ มาใช้ทาชโลมให้ทั่วตัวสุนัข ตัวยาจากใบสะเดาจะช่วยรักษาโรคเรื้อน ลดอาการคันจากโรคผิวหนังของสุนัขให้ดีขึ้น

ประโยชน์ซุปกระดูก

5 ประโยชน์ซุปกระดูก น้ำต้มกระดูกหมู ของดีราคาถูก สรรพคุณสูง

หากเอ่ยถึงเมนูเพื่อสุขภาพ สำหรับผู้ที่ดูแลเรื่องอาหารการกินเป็นพิเศษ น่าจะคุ้นเคยกันดีกับน้ำต้มกระดูกหรือซุปกระดูก แต่บางท่านอาจยังไม่คุ้นเคย หรือทราบถึงประโยชน์ของซุปกระดูก ว่ามหัศจรรย์เพียงใด ในบทความนี้จะขอแนะนำถึงประโยชน์ของซุปกระดูกที่มีต่อร่างกาย ดังนี้

1. ดีต่อระบบย่อยอาหาร หากเราต้มกระดูกเป็นเวลานาน ความร้อนจะส่งผลให้โปรตีนที่อยู่ในกระดูกเสียสภาพ กรดอะมิโนจะถูกปล่อยออกมาในน้ำซุป เมื่อรับประทานเข้าไป ลำไส้สามารถดูดซึมนำไปใช้ได้ง่ายและรวดเร็ว ส่งผลดีต่อระบบย่อยอาหาร คือ ช่วยกระตุ้นการทำงานของน้ำดี ทำให้ย่อยอาหารได้ง่ายและไวขึ้น

2. ผิวเด้งเต่งตึง ผิวดีสร้างได้จากน้ำซุป ด้วยกรดอะมิโนที่ชื่อว่าโพรลีน ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพของเซลล์ ให้เก็บกักน้ำได้ดีขึ้น ดูแลรักษาความยืดหยุ่นของผิว ที่สำคัญช่วยเร่งกระตุ้นการสร้างคอลลาเจน เมื่อรับประทานเป็นประจำ จะช่วยทำให้ผิวพรรณแลดูสุขภาพดีเด้งกระชับ

3. พื้นฟูร่างกายสำหรับผู้ที่ป่วย ส่วนใหญ่มักมีอาการอ่อนเพลียไม่อยากอาหาร หากมีอาการเช่นนี้ แนะนำให้ต้มน้ำซุปกระดูกสดกับน้ำวิตามินแร่ธาตุต่าง ๆ รวมถึงกรดอะมิโนจะช่วยฟื้นฟูร่างกายให้แข็งแรงไวขึ้น ลดการอ่อนเพลีย กระตุ้นความอยากอาหาร ช่วยให้รับประทานอาหารอร่อยและได้ปริมาณมากขึ้น

4. หลับสบายคลายเครียด อาการนอนไม่หลับส่งผลต่อสุขภาพร่างกายในหลาย ๆ ด้าน โดยเฉพาะความเครียดที่ถูกสร้างขึ้นโดยไม่รู้ตัว ก่อนนอนแนะนำให้ซดน้ำซุปกระดูกอ่อน ๆ วิตามินในน้ำซุปจะช่วยลดความเครียดของสมอง เตรียมพร้อมเพื่อรับการพักผ่อน ช่วยให้นอนหลับสบาย และหลับสนิทมากขึ้น

5. บำรุงสมอง ในซุปกระดูกเป็นแหล่งรวมของวิตามินบี ที่มีส่วนช่วยในการบำรุงเซลล์ประสาท และช่วยเพิ่มประสิทธิภาพของการทำงานของระบบประสาทและสมอง ให้ทำงานได้ดีมีสมาธิ และจดจำสิ่งต่าง ๆ ได้แม่นยำมากขึ้น

ซุปกระดูกทำง่ายไม่ยุ่งยาก และให้ผลลัพธ์ที่ดีต่อสุขภาพมากมาย เมนูนี้เหมาะสำหรับทุกคนในครอบครัว รับประทานได้ตั้งแต่เด็กจนถึงผู้สูงอายุ ช่วยเพิ่มภูมิต้านทานให้ร่างกายได้เป็นอย่างดี โดยไม่ต้องพึ่งพาอาหารเสริม เพราะสารอาหารวิตามินแร่ธาตุล้วนมีอยู่ในซุปกระดูกแล้วทั้งสิ้น อยากสุขภาพดีไม่ป่วยง่าย ลองทำซุปกระดูกรับประทานกันดูนะคะ

โรคชิคุนกุนยา

โรคชิคุนกุนยา โรคจากยุงลาย ปวดข้อตามร่างกาย มีวิธีรักษา และการป้องกัน

โรคชิคุนกุนยา เป็นโรคที่ฟังดูแล้วไม่ค่อยคุ้นหูกันสักเท่าไหร่ ในบทความนี้จะขอขยายความโรคนี้ให้ได้รู้จักกันมากขึ้น

เกี่ยวกับโรคชิคุนกุนยา

โรคชิคุนกุนยาหรือโรคไข้ญี่ปุ่น หรือโรคไข้ปวดข้อยุงลาย เป็นโรคที่มียุงลายเป็นพาหะนำโรค ซึ่งการรักษาโรคนี้ไม่มีการรักษาจำเพาะ ส่วนใหญ่จะรักษาตามอาการที่เป็น สำหรับคนที่โดนยุงกัดแล้วได้รับเชื้อไวรัสชิคุนกุนยา จะมีอาการปวดข้อ เป็นไข้สูงเฉียบพลัน และอาจมีผื่นตามผิวหนังร่วมด้วย ปวดศีรษะมาก คลื่นไส้ อาเจียน อ่อนเพลีย แต่อาการไข้จะสามารถลดลงได้ในเวลา 2-3 วัน นอกจกานี้จะมีอาการปวดข้อตามข้อมือ  ข้อเท้า ข้อนิ้วมือ ข้อนิ้วเท้า การปวดตามข้อจะเปลี่ยนตำแหน่งที่ปวดไปเรื่อยๆ อาจมีผื่นขึ้นบริเวณกระพุ้งแก้ม หรือเพดานปาก และผื่นนี้จะหายได้เองในระยะเวลา 7 -10 วัน

การรักษาโรคชิคุนกุนยา

โรคนี้รักษาตามอาการ สามารถกินยาแก้ปวดเพื่อใช้ลดไข้ บรรเทาอาการปวดข้อ แต่ไม่ควรกินยาแอสไพรินลดไข้ เพราะจะทำให้เกิดเลือดออกได้ง่ายขึ้น นอกจากนี้ควรเช็ดตัวเป็นระยะในช่วงที่เป็นไข้ เพื่อให้ไข้ลดลง ควรดื่มน้ำมากๆและนอนหลับพักผ่อน เพื่อให้ร่างกายได้ฟื้นตัวเร็วขึ้น

การป้องกันโรคชิคุนกุนยา

วิธีป้องกันโรคชิคุนกุนยานี้ได้ดีที่สุด คือการป้องกันระวังมิให้โดนยุงกัด เช่น หลีกเลี่ยงการใส่เสื้อผ้าสีดำหรือโทนสีมืดๆ ทายากันยุงหรือป้องกันโดยการจุดยากันยุงเมื่อต้องอยู่ในพื้นที่ที่มีความเสี่ยงต่อฝูงยุง กำจัดแหล่งเพาะพันธุ์ยุง ไม่ให้มีพื้นที่สำหรับน้ำขัง เพื่อลดการแพร่พันธุ์ของยุงทุกชนิด รักษาความสะอาดของบ้านและที่อยู่อาศัย เพื่อจะได้ไม่เป็นที่ซ่อนตัวของยุงร้าย

ดูคลิป โรคชิคุนกุนยา https://www.youtube.com/watch?v=o-B5XwUKOU8

ประโยชน์อินทผลัม

อินทผลัม ผลไม้ที่เด็กกินได้ผู้ใหญ่กินดี แถมยังมีประโยชน์

อินทผลัมผลไม้ตระกูลปาล์มจากดินแดนตะวันออกกลาง เมื่อก่อนต้องนำเข้าแต่ปัจจุบันสามารถปลูกได้ในประเทศไทย หาซื้อได้ไม่ยาก มีประโยชน์และดีต่อสุขภาพในหลากหลายด้าน สามารถติดตามรายละเอียดของอินทผลัมได้ในช่วงถัดไป

1. อินทผลัม ไฟเบอร์สูง ไฟเบอร์หลักๆแล้วช่วยในการกระตุ้นให้ลำไส้เกิดการบีบตัว เพื่อขับถ่าย แต่อันที่จริงแล้วไฟเบอร์มิได้มีดีเพียงแค่เรื่องเดียว มันยังสามารถช่วยลดการดูดซึมของไขมันและคอเลสเตอรอล ลดการดูดซึมของน้ำตาลให้เข้าสู่กระแสเลือดช้าลง เมื่อคุณกินอินทผลัมจึงส่งผลดีในเรื่องนี้ อีกทั้งยังทำให้ไม่หิวบ่อยอีกด้วย

2. อินทผลัม ต้านอนุมูลอิสระคูณสาม โรคเรื้อรังบางชนิดเกิดจากการสะสมของอนุมูลอิสระ ส่งผลให้ภูมิต้านทานแย่ลง ต่อต้านเชื้อโรคได้ไม่ดีและป่วยในที่สุด สารฟลาโวนอยด์ แคโรทีนอยด์และกรดฟีนอลิกในอินทผลัมเป็นสารต้านอนุมูลอิสระที่มีศักยภาพสูง ช่วยลดการอักเสบ ลดความเสี่ยงของโรคเบาหวาน หัวใจ อัลไซเมอร์และโรคมะเร็งบางชนิด

3. อินทผลัม โรคโลหิตจาง หน้าที่ของธาตุเหล็กมีหลายอย่าง เช่น สร้างเม็ดเลือดแดง เพิ่มภูมิต้านทาน กำจัดสารพิษ ป้องกันโรคโลหิตจาง การรับประทานอินทผลัมมีธาตุเหล็ก สามารถช่วยดูแล บรรเทาอาการโลหิตจาง อีกทั้งยังลดอาการเพลีย เหนื่อยล้า ช่วยกระตุ้นร่างกายให้มีความสดชื่น และมีพลังได้ดีอีกด้วย

4. อินทผลัม ตาบอดกลางคืน การขาดวิตามินเอ สามารถเป็นเหตุให้เกิดโรคตาบอดกลางคืนได้ นอกจากนี้ยังอาจทำให้ตาแห้ง และเพิ่มความเสี่ยงของการติดเชื้อบริเวณดวงตา อินทผลัมอุดมด้วยวิตามินเอ เมื่อบริโภคเป็นประจำสามารถช่วยป้องกันโรคตาบอดกลางคืนได้

5. อินทผลัม ดูแลสมองและประสาท วิตามินบี3 และวิตามินบี6 ในอินทผลัม ช่วยดูแลการทำงานของประสาท พัฒนาสมอง อีกทั้งยังช่วยบำรุงผิว เพิ่มการไหลเวียนของเลือดในร่างกาย

6. อินทผลัม ต้านความชรา สัญญาณแห่งวัย ไม่ว่าจะเป็นผิวเหี่ยวย่น ไม่กระชับ ผิวกร้าน ขาดความชุ่มชื่น ริ้วรอยตามร่องแก้ม หน้าผาก และหางตา เป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงได้ยากเมื่อถึงวัย หรือต้องเผชิญมลภาวะที่รบกวนผิว สารไฟโตฮอร์โนในอินทผลัมที่มีคุณสมบัติ ต่อต้านริ้วรอย สามารถจัดการกับปัญหาเหล่านี้ได้ เมื่อนำมาทำเป็นสารสกัดที่ใช้สำหรับบำรุงผิว

7. อินทผลัม เบาหวาน พูดถึงโรคนี้ก็ต้องระมัดระวังในเรื่องของน้ำตาลที่แฝงอยู่ในอาหารการกิน รวมไปถึงผลไม้บางชนิดที่มีน้ำตาลสูง เช่น มะม่วง  แต่สำหรับอินทผลัมมีน้ำตาลที่เป็นประโยชน์ต่อร่างกาย สามารถช่วยควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดได้ เรียกว่าเป็นมิตรกับโรคเบาหวาน ซึ่งในผู้ป่วยเบาหวานเมื่อรับประทานอินทผลัม มิได้มีผลทำให้น้ำตาลในเลือดเพิ่มสูงขึ้น แต่ทั้งนี้ก็ควรรับประทานในปริมาณที่เหมาะสม ไม่รับประทานจนมากเกินความจำเป็น

ดูคลิป “ประโยชน์อินทผลัม” https://www.youtube.com/watch?v=GkFuvI4Z33Q

วิธีรักษาแผลน้ำร้อนลวก

แผลน้ำร้อนลวก เป็นแล้วทำอย่างไรดี วิธีปฐมพยาบาลเบื้องต้น

ในชีวิตอาจมีบ้างสักครั้งที่เราจะสัมผัสโดนกับของที่มีความร้อน อย่างเช่น โดนท่อไอเสีย โดนเตารีด หรือแผลจากน้ำร้อนลวก ส่วนใหญ่มักจะเกิดจากความไม่ได้ตั้งใจ ซึ่งเมื่อเป็นแผลก็มักจะหาวิธีที่จะช่วยบรรเทา หรือลดรอยแผลเป็นเหล่านั้นให้หาย โดยไม่ทิ้งร่องรอยไว้ให้ดูต่างหน้า บทความนี้จะขอแนะนำวิธีดูแลรักษาแผลน้ำร้อนลวก ซึ่งคุณสามารถนำไปประยุกต์ใช้ได้ตามความเหมาะสม แต่ก่อนจะไปดูวิธีรักษา คุณควรรู้จักกับระดับความเสียหายของผิวคุณเมื่อโดนน้ำร้อนลวกก่อนว่า มีความรุนแรงอยู่ในระดับใด เพื่อที่จะได้ประเมินสภาพผิวแผล และการรักษาตามอาการในลำดับถัดไป

ระดับที่ 1 ส่งผลต่อผิวหนังชั้นนอก หรือหนังกำพร้า อาการที่พบในระดับนี้คือ มีอาการแดง บวม และเจ็บปวด

ระดับที่ 2 ส่งผลต่อผิวหนังชั้นนอก และผิวหนังชั้นที่ 2 หนังแท้ อาการในระดับนี้จะส่งผลกระทบต่อเส้นประสาท รูขุมขนและหลอดเลือด ผิวของคุณจะมีสีชมพูอ่อน มีความรู้สึกเจ็บปวด และมีอาการพองเล็กน้อย

ระดับที่ 3 แผลไม้ลึก หรือ บางส่วนไหม้และมีความหนา ในระดับที่ 3 ผิวของคุณจะได้รับความเสียหายโดยมีสภาพผิวที่เปลี่ยนเป็นสีแดง มีอาการพุพอง บวม อาจรู้สึกเจ็บปวดแผล แสบ หรืออาจไม่ปวดแผลก็ได้ หนังกำพร้า หนังแท้ ต่อมเหงื่อ รูขุมขน จะเป็นตำแหน่งที่ได้รับผลกระทบ

ระดับที่ 4 ระดับนี้จะเป็นระดับที่ผิวได้รับผลกระทบจากการไหม้อย่างรุนแรงมากที่สุด โดยส่งผลเสียหายต่อผิวชั้นนอก หนังแท้ และใต้ผิวหนัง ในการผิวไหม้ของผิวระดับนี้ คุณต้องรีบไปพบแพทย์ เพื่อทำการรักษาอย่างทันที เพราะผิวของคุณเมื่อได้รับความรุนแรงในระดับนี้ จะทำให้เนื้อเยื่อเซลล์ผิวหนังของคุณเปลี่ยนเป็นสีผิวไหม้ดำคล้ำ ต้องได้รับการรักษาอย่างเร่งด่วน

วิธีรักษาแผลน้ำร้อนลวก

1. ประเมินสภาพแผลและทำการรักษาเบื้องต้น

ปิดเครื่องใช้ไฟฟ้าให้เรียบร้อย เพื่อป้องกันการบาดเจ็บเพิ่ม หากแผลไม่รุนแรงมากให้ใช้น้ำเย็นราดลงบนแผลอย่างน้อย 20 นาที ไม่ควรใช้น้ำแข็งกดแช่บริเวณแผล ให้ใช้น้ำเย็นแทน

2. หากแผลที่ถูกน้ำร้อนลวก ครอบคลุมบริเวณเป็นวงกว้าง ไม่ควรนำร่างกายไปแช่ในน้ำ เพราะอาจทำให้คุณสูญเสียความร้อนในร่างกาย และอาจทำให้แผลนั้นแย่ลง

3. ใช้ครีม เจล หรือโฟม ที่ทำให้ผิวเย็นตัวลงพร้อมให้ความชุ่มชื้น จากนั้นปิดแผลด้วยผ้าก๊อต เพื่อป้องกันการกระแทกและปกป้องผิวที่ยังอ่อนแออยู่

4. หมั่นรักษาความสะอาด และดูแลความชุ่มชื้นบริเวณแผล เพื่อให้แผลสมานและฟื้นตัวได้เร็วขึ้น นอกจากนี้หากมีอาการปวดแผลสามารถรับประทานยาแก้ปวดเพื่อบรรเทาอาการได้

5. หลักจากแผลหายสนิท สามารถทาครีมเพื่อลดรอยแผลเป็น ไม่ควรทาในระหว่างที่ยังเป็นแผลสด เพราะอาจทำให้เกิดการระคายเคือง

คำแนะนำ

1. ไม่ควรใช้ยาสีฟัน หรือยาหม่องทาบริเวณแผลน้ำร้อนลวก

2. ในเด็กเล็กและผู้สูงอายุ ไม่ว่าจะมีบาดแผลเล็กหรือใหญ่ ควรพบแพทย์เพื่อทำการรักษา หลังจากการปฐมพยาบาลเบื้องต้นแล้ว เพราะทั้งสองวัยนี้มีความเสี่ยงต่อการที่แผลจะติดเชื้อค่อนข้างสูง แผลที่เกิดควรอยู่ในความดูแลของแพทย์

3. ระมัดระวังภาวะแทรกซ้อน การดูแลความสะอาดของแผล เพื่อป้องกันโรคแทรกซ้อน

4. ช่วงที่มีบาดแผล ควรรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ เช่น เนื้อ นม ไข่ เพื่อเร่งการสร้างเนื้อเยื่อ และควรดื่มน้ำให้มากกว่าปกติ เพื่อรักษาความชุ่มชื้นของบาดแผล และอุณหภูมิของร่างกาย

ดูคลิป “วิธีปฐมพยาบาลแผลถูกน้ำร้อนลวก” https://www.youtube.com/watch?v=aQ7-dCuRznU

ประโยชน์กระบองเพชร

กระบองเพชรกินได้มั๊ย กินแล้วจะมีประโยชน์ หรือสรรพคุณดี ต่อเราอย่างไร

กระบองเพชรพืชแห่งทะเลทรายที่เต็มไปด้วยหนาม มีถิ่นกำเนิดจากประเทศเม็กซิโก นอกจากจะปลูกไว้เพื่อความสวยงาม สำหรับบางสายพันธุ์ยังสามารถนำมารับประทานได้อีกด้วย ซึ่งจะมีประโยชน์ต่อสุขภาพอย่างไรบ้าง ในบทความนี้นำมาฝาก 7 ข้อดังนี้

1. กระบองเพชรลดน้ำหนัก กระบองเพชรเป็นพืชอีกหนึ่งชนิดที่มีไฟเบอร์สูงมาก แคลอรี่ต่ำ อุดมด้วยกรดอะมิโน วิตามิน แร่ธาตุ สามารถช่วยควบคุมการอยากอาหารและดักจับไขมัน ลดการดูดซึมไขมันในร่างกาย ลดคอเลสเตอรอลและระดับไตรกลีเซอไรด์

2. ต้านอนุมูลอิสระ วิตามินเอและวิตามินซีในกระบองเพชร ช่วยต่อต้านอนุมูลอิสระ ลดการเกิดโรคต่าง ๆ เช่น โรคหลอดเลือดหัวใจ โรคไขมันในเส้นเลือด นอกจากนี้สารฟีนอลิกและฟลาโวนอยด์ในกระบองเพชร ยังช่วยชะลอการเติบโตของเซลล์มะเร็ง ปกป้องเซลล์จากการทำลายของอนุมูลอิสระ

3. โรคเบาหวาน ระดับน้ำตาลในเลือดที่เพิ่มมากขึ้น อาจนำไปสู่การเจ็บป่วยในหลายโรค เช่น โรคเบาหวาน โรคหัวใจ การรับประทานกระบองเพชร มีส่วนช่วยลดระดับน้ำตาลในเลือด และช่วยบรรเทาอาการของเบาหวานให้ดีขึ้น

4. ระบบช่องท้อง การรับประทานกระบองเพชรช่วยดูแลระบบการย่อย กำจัดของเสีย ช่วยให้ลำไส้ทำงานได้เต็มประสิทธิภาพ ดูแลระบบทางเดินอาหาร ลดปัญหาท้องผูกและโรคริดสีดวง

5. ปกป้องสมอง สารเควอซิทินและฟลาโวนอยด์ในกระบองเพชร ช่วยปกป้องสมองและเซลล์ประสาทจากอนุมูลอิสระ ช่วยให้ห่างไกลโรคอัลไซเมอร์ ต้านอนุมูลอิสระมิให้มารบกวนการทำงานของเซลล์สมอง

6. ลดการอักเสบ ด้วยประสิทธิภาพของฟลาโวนอยด์ วิตามิน และแร่ธาตุที่อยู่ในกระบองเพชร มีคุณสมบัติในการต่อต้าน ลดการอักเสบ ลดการบวมน้ำ ช่วยป้องกันความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นกับระบบหัวใจ หลอดเลือดและระบบทางเดินอาหาร อีกทั้งยังช่วยต้านการอักเสบจากโรคไขข้อ บรรเทาอาการปวดข้อ และลดความรุนแรงของโรคให้ลดลง

7. กระบองเพชรแก้อาการเมาค้าง หากคืนนี้คุณมั่นใจว่าหลังจบปาร์ตี้มีเมาแน่ ๆ แนะนำให้ดื่มน้ำกระบองเพชรก่อนการดื่มแอลกอฮอล์ จะช่วยลดอาการเมาค้างได้มากถึง 50% อีกทั้งยังช่วยบรรเทาอาการที่อาจเกิดขึ้นร่วมด้วย เช่น คลื่นไส้และอาเจียน

กระบองเพชร ต้นไม้ที่ปลูกและเลี้ยงง่าย ไม่ต้องรดน้ำบ่อย อีกทั้งยังสามารถนำมารับประทานโดยการนำมาอบ ผัด นึ่ง หรือปั่นคั้นดื่มเป็นน้ำเพื่อสุขภาพก็ได้ ขึ้นอยู่กับว่าสะดวกวิธีไหน สำหรับใครที่อยากรู้ อยากลองว่ารสชาติจะเป็นอย่างไร ก็ลองหามาปลูกและทำรับประทาน ซึ่งเมนูไหนจากกระบองเพชรที่คิดว่าเด็ด สามารถแนะนำเพื่อนๆท่านอื่นได้ที่คอมเม้นต์ด้านล่าง

ดูคลิปประโยชน์กระบองเพชร https://www.youtube.com/watch?v=XsEZ1RA18ms

โทษของผงชูรส ประโยชน์ผงชูรส

ผงชูรส กินมาก ๆ โทษระวังป่วย เสี่ยงเป็นโรค จริงหรือไม่มาหาคำตอบ

ลิ้นของคนเรา สามารถรับรสได้ 4 รสด้วยกัน รสหวาน รสเค็ม รสเปรี้ยวและรสขม รสเหล่านี้เป็นตัวที่กระตุ้นความรู้สึกของเราและบอกความแตกต่างของรสชาติอาหารที่เรากินเข้าไป ส่วนใหญ่การปรุงอาหารให้มีรสที่เหมาะสมก็แล้วแต่เมนูว่า เมนูนั้นจะเป็นอาหารประเภทใด เช่น ของหวานใส่น้ำตาล ยำใส่มะนาว อาหารผัด ทอด หมัก อาจใส่น้ำปลา หรือเกลือ นอกจากนี้ก็ยังมีผงชูรสที่จะสามารถนำมาใช้เป็นส่วนเสริมในการประกอบอาหาร หลายคนนำมาใช้เพื่อเพิ่มรสชาด แต่อาจยังไม่ทราบว่า ผงชูรสนั้นทำมาจากอะไร และมีประโยชน์หรือไม่ ติดตามรายละเอียดได้ในบทความนี้

ผงชูรสทำมาจากอะไร

ผงชูรสผลิตจากแป้งมันสำปะหลังและผ่านกระบวนหมักด้วยสารเคมี เช่น กรดกำมะถัน กรดเกลือ โซดาไฟ เป็นต้น

ผงชูรสมีประโยชน์หรือไม่

ถึงแม้ใส่ผงชูรสลงไปในอาหารแล้วจะรู้สึกว่ารสชาติดี อร่อยถูกปากมากขึ้น แต่ผงชูรสนั้นมิได้มีประโยชน์อันใดต่อร่างกาย ไม่มีคุณค่าทางสารอาหาร และหากรับประทานมากเกินไป อาจก่อให้เกิดอันตรายได้อีกด้วย

โทษของผงชูรส

1. ภูมิคุ้มกันบกพร่องและลดลง ผงชูรสมีองค์ประกอบเช่นเดียวเกลือแกง มีโซเดียมที่มาจากโซดาไฟ แต่แตกต่างกันตรงรสชาติเกลือแกงเมื่อใส่แล้วจะรู้สึกได้ถึงรสเค็ม ซึ่งผงชูรสไม่มีรสชาติ ใส่มากก็ยังไม่รู้สึกถึงความเค็ม ทั้งนี้ในผงชูรสมีโทษแฝงในเรื่องของโซเดียม หากรับประทานมากและบริโภคเป็นประจำจะมีส่วนทำให้ภูมิคุ้มกันบกพร่อง การต้านทานโรคทำได้ไม่ดีเท่าที่ควร

2. อาการแพ้ สำหรับผู้ที่มีอาการแพ้ผงชูรส อาจมีอาการชาที่ลิ้น ริมฝีปากใบหน้า ต้นคอ หลังคอ แผ่นหลัง แน่นหน้าอก แสบร้อนตามผิวหนัง หรืออาจมีผื่นแดงตามตัว หายใจไม่สะดวก ท้องเสีย อาเจียน

3. ไตเสื่อม อาการของโรคมิได้มีความรุนแรงตั้งแต่แรกเริ่ม แต่จะมีการสะสมของอาการเพิ่มมากขึ้นเรื่อย ๆ จนถึงระยะรุนแรง ทั้งนี้ควรใส่ใจในเรื่องรสชาติของอาหาร โดยเฉพาะปริมาณโซเดียม เพราะหากรับประทานโซเดียมในปริมาณสูงเป็นประจำ อาจกระตุ้นให้โรคมีความรุนแรง มีอาการบวมตามส่วนต่าง ๆ ของร่างกายและไตเสื่อมในที่สุดได้

4. ผลข้างเคียง นอกจากอาการสามข้อเบื้องต้นที่กล่าวมาแล้ว การรับประทานอาหารที่มีโซเดียมสูง ยังอาจส่งผลให้มีอาการคอแห้ง ปากแห้ง ริมฝีปากแตก หิวน้ำมากกว่าปกติ

ผงชูรสแม้จะใช้วัตถุดิบจากธรรมชาติเป็นหนึ่งในส่วนประกอบของการผลิต ไม่มีสารอาหารและประโยชน์ต่อสุขภาพเท่าที่ควร แต่ก็ยังเป็นสิ่งที่ผู้คนมักใช้ในการปรุงอาหาร ทั้งนี้หากรับประทานในปริมาณที่เหมาะสมก็อาจมิได้ต่อให้เกิดโทษร้ายแรงใด ๆ แต่หากรับประทานเกินความพอดี ปริมาณโซเดียมที่แฝงอยู่ในผงชูรสอาจทำให้มีปฏิกิริยาบางอย่างเกิดขึ้นกับร่างกายได้

ดูคลิป ผงชูรส มีประโยชน์หรือไม่ ทำมาจากอะไร โทษของผงชูรส https://www.youtube.com/watch?v=vMZzD6SyyDs

ดับกลิ่นห้องน้ำ

วิธีดับกลิ่นในห้องน้ำ กำจัดกลิ่นเหม็น ได้ผลชะงัด

กลิ่นที่ไม่พึงประสงค์ที่ลอยออกมาจากห้องน้ำ กลายเป็นสิ่งที่ทำลายบรรยากาศไปทั่วทุกส่วนของบ้าน  เมื่อห้องน้ำมีกลิ่นอับหรือเหม็น คุณต้องหาสาเหตุให้เจอว่ากลิ่นเหล่านี้มีเหตุมาจากที่ใดกันแน่ ต้นตอมาจากท่อ จากถังขยะ หรือการทำความสะอาดที่ไม่ทั่วถึง หรือคราบสกปรกที่ฝังแน่นจากเชื้อรา คราบไคลของสบู่ และเพื่อเป็นการลดหรือป้องกันกลิ่นเหม็นจากห้องน้ำที่อาจจะเกิดขึ้น บทความนี้ขอเสนอวิธีกำจัดและดับกลิ่นในห้องน้ำแบบง่ายๆ ซึ่งมีรายละเอียดดังนี้

1. การระบายอากาศ ห้องน้ำควรเป็นสถานที่ที่สามารถระบายอากาศได้ดี อากาศควรถ่ายเทได้สะดวก ควรเปิดหน้าต่างเพื่อรับแสงและให้มีลมผ่านเข้าออกได้ แต่หากไม่มีหน้าต่างในห้องน้ำ ควรติดตั้งพัดลมดูดอากาศ เพื่อเป็นการระบายอากาศให้หมุนเวียนและไม่ทำให้ห้องน้ำมีกลิ่นอับ

2. การระบายน้ำ หมั่นสังเกตท่อระบายน้ำว่า การไหลเวียนของน้ำนั้นไหลได้สะดวกดีหรือไม่ เพราะกลิ่นที่มาจากห้องน้ำ บางครั้งสาเหตุอาจมาจุดนี้ ท่อระบายน้ำที่อ่างล้างหน้า ท่อระบายน้ำทิ้งออกสู่ด้านนอก หรือแม้แต่ฝักบัวที่ใช้อาบ หากมีสิ่งสกปรกอุดตัน สะสม ก็อาจเป็นเหตุให้เกิดกลิ่นเหม็นได้เช่นกัน

3. ม่านกั้นห้องน้ำ หากห้องน้ำของคุณมีการใช้ม่าน นี่อาจเป็นอีกหนึ่งสาเหตุที่ทำให้เกิดการสะสมของเชื้อราและแบคทีเรียที่ม่านกั้น ควรนำม่านไปซักทำความสะอาดและผึ่งลมในที่ที่มีแสงแดดอ่อนๆ

4. น้ำยาขจัดเชื้อโรค ใช้น้ำยาขจัดเชื้อโรค 1 ฝา ผสมน้ำ 1 ถัง ไว้ใช้ทำความสะอาดโถปัสสาวะ ชักโครก อ่างล้างหน้า ฝักบัวและขั้นตอนสุดท้าย อาจผสมน้ำยาขจัดเชื้อโรคกับน้ำแบบเข้มข้นสักหน่อย แล้วนำมาเทราดลงท่อระบายน้ำอีกครั้ง โดยไม่ต้องราดน้ำเปล่าซ้ำ

5. กลิ่นจากโถปัสสาวะ ถ้าห้องน้ำมีการแบ่งแยกโถปัสสาวะของผู้ชายแยกไว้คนละส่วน คุณสามารถนำน้ำแข็งก้อนมาวางไว้ในโถ เพื่อช่วยดับกลิ่นไม่พึงประสงค์ จะช่วยลดกลิ่นแอมโมเนียได้เป็นอย่างดี อีกทั้งไม่ทิ้งคราบเหลืองไว้ให้ดูต่างหน้าอีกด้วย

6. สมุนไพรดับกลิ่นตัวช่วยจากธรรมชาติ มะกรูดถือเป็นพืชที่มีคุณประโยชน์หลากหลายด้าน และต้นของมันก็ยังนำมาใช้งานได้แทบทุกส่วนเลยก็ว่าได้ ในข้อนี้เราจะใช้ผลมะกรูดสด นำมาฝานเป็นแว่นๆ แล้วนำไปวางไว้ในห้องน้ำ กลิ่นหอมสดชื่นของมะกรูดจะช่วยดับกลิ่นเหม็นที่อยู่ในห้องน้ำได้ดีไม่แพ้สเปรย์ดับกลิ่นเลย

7. เกลือผสมเบคกิ้งโซดา บริเวณชักโครกเป็นแหล่งที่สะสมของสิ่งสกปรก เชื้อโรคและต้นเหตุของกลิ่น เพียงผสมเบคกิ้งโซดาและเกลือในปริมาณที่เท่ากัน แล้วเทลงไปในชักโครก ปล่อยทิ้งไว้ 1 ชั่วโมงแล้วค่อยกดน้ำ จะช่วยให้ชักโครกสะอาดพร้อมกับลดกลิ่นเหม็นได้

8. ใช้จุลินทรีย์บำบัด ใช้น้ำจุลินทรีย์หรืออีเอ็ม นำมาราดที่โถชักโครก อ่างล้างหน้า ท่อระบายน้ำ ปล่อยทิ้งไว้ 30 นาที แล้วอาจราดน้ำตามหรือไม่ราดก็ได้ วิธีนี้เป็นการกำจัดกลิ่นได้ค่อนข้างดี และดับกลิ่นได้นานกว่าวิธีอื่นๆ นอกจากนี้จุลินทรีย์ในน้ำยังช่วยย่อยเศษสิ่งสกปรก ของเสีย ไขมันคราบไคลจากการชำระล้างร่างกาย และทำให้ท่อระบายน้ำสะอาด น้ำไหลผ่านได้สะดวก

8 วิธีที่แนะนำเป็นวิธีที่ทำได้ง่ายๆ แต่ต้องหมั่นทำเป็นประจำ เพราะเราไม่ได้ใช้เคมีในการแก้ไขปัญหา จึงอาจต้องใช้ความสม่ำเสมอและความใส่ใจในรายละเอียด มาลดปัญหากลิ่นที่มาจากห้องน้ำ ซึ่งไม่ว่าจะเกิดจากสาเหตุใดก็ตาม ถ้าหมั่นทำความสะอาดอยู่เสมอก็จะลดการสะสมของเชื้อโรค เชื้อรา แบคทีเรียและกลิ่นไม่พึงประสงค์ได้อย่างแน่นอน

ดูวิธีดับกลิ่นห้องน้ำ https://www.youtube.com/watch?v=04_MEo1Wygw

ประโยชน์ตำลึง

7 ประโยชน์ตำลึง โตเร็ว มีให้กินได้ไม่จำกัด

ตำลึงผักริมรั้ว ไม่อยากปลูกก็ยังเลื้อยมาให้กิน หากินได้ง่าย แถมยังมีให้กินได้ตลอดทั้งปี ไม่ต้องรอตามฤดูกาล นำมาทำอาหารได้หลากหลายเมนู ทั้งนี้ก็เป็นพืชอีกหนึ่งชนิดที่นิยมรับประทาน เพื่อบำรุงร่างกาย ซึ่งจำให้คุณค่าทางสารอาหาร และประโยชน์ในด้านใดบ้าง ติดตามรับชมกันได้เลย

1. ตำลึงบำรุงสายตา
การใช้งานดวงตาเป็นเวลานานติดต่อกันโดยไม่พักสายตาเลย อาจก่อให้เกิดการล้าหรือตาพร่ามัวได้ การรับประทานพืชอย่างเช่น ตำลึง สามารถช่วยบำรุงและปรับปรุงสุขภาพดวงตาได้ ซึ่งคุณจะได้รับเบต้าแคโรทีน และวิตามินเอ จากผักชนิดนี้ ช่วยต้านอนุมูลอิสระ พร้อมทั้งดูแลปกป้องดวงตาให้ห่างไกลจากอาการตาล้า ลดความเสี่ยงของโรคจอประสาทตาเสื่อม ส่งผลให้ดวงตาทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น

2. ตำลึง โรคเบาหวาน
โรคเบาหวาน เมื่อเป็นแล้วหากไม่ดูแลรักษาให้ดี อาจส่งผลให้เกิดโรคแทรกซ้อนอย่างอื่นตามมาได้ การนำตำลึงมาคั้นน้ำ และนำน้ำมาดื่มจะช่วยทำให้น้ำตาลในเลือดลดลงได้ โดยการดื่มวันละ 2 ครั้ง เช้าเย็น

3. ตำลึง โรคมะเร็ง
สารต้านอนุมูลอิสระที่อยู่ในตำลึง สามารถยับยั้งการทำงานของเซลล์มะเร็ง กระตุ้นการทำงานของเอนไซม์และดักจับสารพิษในระบบทางเดินอาหาร เมื่อรับประทานเป็นประจำช่วยลดความเสี่ยงของการเป็นมะเร็งในระบบทางเดินอาหารได้

4. ตำลึงแก้พิษได้
หากโดนใบไม้บางชนิดแล้วมีอาการคันที่ผิวหนัง หรือโดนหนอนใบไม้ สามารถใช้ใบตำลึงสด 5 ใบ ขยี้ให้ละเอียด แล้วนำมาทาบริเวณที่มีอาการคัน จะช่วยให้อาการเหล่านั้นดีขึ้น

5. ตำลึงแก้ท้องผูก
การทำงานของลำไส้ที่ดี ควรมีการขับถ่ายของเสียได้ตามปกติ หากลำไส้ไม่สามารถขับของเสียและถูกหมักหมมไว้ในลำไส้ อาจส่งผลให้เกิดการท้องผูกและเป็นริดสีดวงได้ ในตำลึงมีเอนไซม์อะไมเลสที่ช่วยย่อยอาหารประเภทแป้ง อีกทั้งยังมีไฟเบอร์สูง ช่วยกระตุ้นการทำงานของลำไส้ ทำให้ขับถ่ายได้ตามปกติ

6. ตำลึงบำรุงกระดูก
ใบตำลึงมีแคลเซียมสูง และร่างกายสามารถดูดซึมและนำไปใช้งานได้อย่างรวดเร็ว หากคุณต้องการแคลเซียมเพื่อใช้ในการดูแลกระดูก แต่แพ้แลคโตสนมวัว คุณสามารถหันมารับประทานตำลึงแทนได้

7. ตำลึงพอกหน้า
การทำครีมพอกหน้าโดยไม่ต้องใช้สารเคมีนั้น ทำได้ง่ายมาก เพียงแค่ใช้ยอดตำลึงและน้ำผึ้งแท้ อย่างละ ½ ถ้วย นำมาปั่นให้ละเอียด แล้วนำมาพอกหน้าให้ทั่ว ปล่อยทิ้งไว้ 20 นาที จากนั้นล้างออกให้สะอาด ก็จะสามารถฟื้นฟูผิวให้กระชับ คืนความสดชื่นพร้อมผิวที่นุ่มเรียบเนียนได้ทันทีหลังการใช้

ตำลึง พืชที่ปลูกง่าย ชอบแสงแดด และไม่ต้องการการดูแลมาก แถมยังมีประโยชน์ต่อร่างกาย ปลูก ๆ ทิ้งไว้แป๊บ ๆ ก็เลื้อยแตกใบให้เราได้นำมาทำอาหารกินได้หลากหลายเมนู หากชอบกินผัก และไม่ค่อยมีเวลาดูแล ปลูกตำลึงไว้ รับรองตอบสนองความต้องการในข้อนี้ได้อย่างแน่นอน

ดูคลิป ประโยชน์ตำลึง https://www.youtube.com/watch?v=tBHjOsWJ-uk