คลังเก็บหมวดหมู่: ความงาม

ประโยชน์มะขามเทศ

6 ประโยชน์มะขามเทศ สรรพคุณผลไม้ชมพูแดง

มะขามเทศผลไม้ที่มีความทนทานต่อสภาพอากาศและสิ่งแวดล้อม ไม่ต้องการการดูแลมากและปลูกได้เกือบทุกฤดูกาล อีกทั้งยังสามารถนำมาใช้เป็นสมุนไพรรักษาโรคได้อีกด้วย ติดตามข้อมูลประโยชน์ของมะขามเทศได้ในบทความนี้

1. เหมาะสำหรับผู้ที่ชอบดื่มแอลกอฮอล์

สารต้านอนุมูลอิสระในมะขามเทศมีส่วนช่วยในการบำรุงตับและป้องกันความเสียหายที่เกิดกับตับ ผู้ที่ชอบดื่มแอลกอฮอล์เป็นประจำ ควรหมั่นดูแลตับ เพราะเมื่อตับอ่อนแอ อาจส่งผลให้ป่วยเป็นโรคไวรัสตับ ไขมันพอกตับ หรือโรคตับอักเสบได้

 2. เหมาะสำหรับวัยทอง

เมื่ออายุเพิ่มมากขึ้น สภาพร่างกายและฮอร์โมนก็จะถูกปรับเปลี่ยนตามไปด้วย ผู้ที่เข้าสู่วัยทองมักพบปัญหาเกี่ยวกับกระดูก ปวดเมื่อยตามกระดูก กระดูกเปราะบางและขาดความยืดหยุ่น การรับประทานมะขามเทศมีแคลเซียมที่สามารถช่วยดูแลกระดูกบำรุงกระดูกมิให้เปราะหักง่าย

3. ป้องกันโรคริดสีดวง

การเพิ่มกากใยอาหารให้แก่ลำไส้ถือเป็นเรื่องที่ดีที่ควรทำ เพราะนอกจากจะช่วยลดภาระการทำงานของลำไส้แล้ว ยังดีต่อการกำจัดของเสียที่ตกค้าง มะขามเทศเต็มเปี่ยมไปด้วยเส้นใยที่สามารถละลายน้ำได้และละลายน้ำไม่ได้ มีคุณสมบัติช่วยในการเพิ่มกากใยอาหาร และช่วยให้ลำไส้ลำเลียงของเสียออกไปทิ้งได้อย่างง่ายดาย

4. บรรเทาอาการท้องเสีย

สารประกอบทางชีวภาพในมะขามเทศ ออกฤทธิ์คล้ายกับยาปฏิชีวนะ จึงเป็นผลดีกับอาการท้องเสีย ในประเทศอินเดียเนปาลและประเทศไทย มีการนำมะขามเทศมาใช้ในการรักษาอาการท้องเสีย โดยการนำเปลือกของต้นมะขามเทศมาต้มกับน้ำเปล่า และนำมาใช้ดื่มเพื่อบรรเทาอาการท้องเสีย

5. สร้างคอลลาเจน

นอกจากความอร่อย มะขามเทศยังสามารถช่วยกระตุ้น การเร่งสร้างคอลลาเจนในผิวได้เป็นอย่างดี สามารถนำเนื้อมะขามเทศมาปั่นให้ละเอียดและผสมกับน้ำผึ้งหรือโยเกิร์ต แล้วนำมาใช้พอกผิว วิตามินเอ วิตามินซีและน้ำที่อยู่ในมะขามเทศ จะกระตุ้นให้ผิวสร้างคอลลาเจน มอบความชุ่มชื่นและฟื้นฟูสภาพผิวได้เป็นอย่างดี

6. ดับกลิ่นปาก

หากมีปัญหากลิ่นปากและต้องการหลีกเลี่ยงการใช้น้ำยาบ้วนปากแบบเคมี สามารถใช้เปลือกของต้นมะขามเทศครึ่งกิโลต้มกับน้ำเปล่า 1 ลิตรใส่เกลือ 3-4 เคี่ยวจนเหลือน้ำเพียงครึ่งลิตร กรองนำแต่น้ำมาใช้บ้วนปากหลังอาหาร วิธีนี้จะช่วยดับกลิ่นปากป้องกันฟันผุ เพิ่มความแข็งแรงให้กับเหงือกและฟันได้เป็นอย่างดี

ในช่วงท้ายมีคำแนะนำในการเก็บมะขามเทศไว้รับประทานแบบง่ายๆมาฝาก โดยการแกะเปลือกมะขามเทศออกและนำเนื้อที่ได้ ใส่กล่องถนอมอาหารแล้วนำไปแช่ในตู้เย็น หากไม่แกะเปลือกออกแล้วนำไปแช่ตู้เย็น อาจทำให้เกิดราเน่าเสียได้ใช้วิธีแกะเนื้อใส่กล่องไว้ ก็จะช่วยยืดอายุของมะขามเทศออกไปได้อีกระยะเวลาหนึ่ง

ประโยชน์มะเดื่อ

8 ประโยชน์มะเดื่อ หรือลูกฟิกส์ FIG สรรพคุณเข้มข้น เต็มเปี่ยมด้วยคุณค่า

มะเดื่อเป็นผลไม้ที่อยู่ในตระกูลหม่อน มีรสชาติและเนื้อสัมผัสที่เป็นเอกลักษณ์ มีถิ่นกำเนิดในประเทศอินเดียและตุรกี มีหลากหลายสายพันธุ์ อุดมไปด้วยคุณค่าทางโภชนาการ และนี่คือประโยชน์ของลูกฟิกส์หรือมะเดื่อที่มีต่อสุขภาพ

1. ดูแลระบบทางเดินอาหาร 

สามารถนำมะเดื่อจำนวน 3-5 ชิ้น แช่ลงในน้ำในขวดแก้ว ปล่อยทิ้งไว้ข้ามคืน และนำมาดื่มในตอนเช้าพร้อมกับรับประทานเนื้อรวมไปด้วย ไฟเบอร์ในมะเดื่อจะช่วยบรรเทาอาการท้องผูก ทำให้ลำไส้มีการเคลื่อนไหวขับของเสียออกได้อย่างง่ายดาย

2. ดูแลหัวใจ 

ไตรกลีเซอไรด์เป็นอนุภาคไขมันในเลือด ที่อาจเป็นต้นเหตุนำไปสู่โรคหัวใจ การรับประทานมะเดื่อที่มีสารฟีนอลและกรดไขมันโอเมก้า 3 โอเมก้า 6 จะช่วยในการกำจัดอนุมูลอิสระที่ปิดกั้นหลอดเลือดหัวใจ และทำให้เกิดโรคหลอดเลือดหัวใจ

3. ลดคลอเรสเตอรอล 

เส้นใยเพคตินในมะเดื่อเป็นเส้นใยที่ละลายน้ำได้ สามารถช่วยลดระดับคอเลสเตอรอลส่วนเกินในระบบย่อยอาหาร และกำจัดไขมันส่วนเกินในลำไส้ได้

4. ป้องกันมะเร็งลำไส้ใหญ่

การรับประทานมะเดื่อเป็นประจำ จะช่วยลดความเสี่ยงของโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่ เยื่อเมือกและเส้นใยมะเดื่อช่วยกำจัดของเสียในร่างกาย และช่วยขจัดเมือกไขมันที่อยู่ในลำไส้ จึงสามารถช่วยป้องกันมะเร็งลำไส้ใหญ่ได้

5. โลหิตจาง 

จากการขาดธาตุเหล็ก อาจส่งผลให้เกิดภาวะโลหิตจาง ในมะเดื่อมีธาตุเหล็กซึ่งเป็นองค์ประกอบสำคัญของเฮโมโกลบิน การรับประทานมะเดื่อแห้ง มีส่วนช่วยเพิ่มระดับคีโมโกลบินในเลือดได้

6. ลดระดับน้ำตาล

ใบมะเดื่อเมื่อนำมาชงเป็นชา และใช้ดื่ม สามารถช่วยควบคุมการเพิ่มขึ้นของระดับน้ำตาลในเลือดหลังมื้ออาหาร

7. เพิ่มมวลกระดูก

ความหนาแน่นของกระดูกและการเสื่อมสลายตัวลงมักเกี่ยวข้องกับอายุที่เพิ่มมากขึ้น ในมะเดื่อมีแคลเซียมโพแทสเซียม และแมกนีเซียม แร่ธาตุเหล่านี้สามารถช่วยปรับปรุงความหนาแน่นของกระดูก ป้องกันมิให้กระดูกเสื่อมหรือเปราะบางง่าย

8. ฟื้นฟูผิว 

ไม่ว่าจะกินมะเดื่อ หรือนำมะเดื่อมาทำเป็นมาพอกหน้าก็ให้ผลลัพธ์ที่ดีเช่นกัน ใช้ผลมะเดื่อ 1-2 ลูก นำเนื้อมาผสมกับน้ำผึ้งหรือโยเกิร์ต 1 ช้อนชา ผสมให้เข้ากัน แล้วนำมาใช้พอกหน้า และล้างออกให้สะอาด วิธีนี้จะช่วยฟื้นฟูผิวลดริ้วรอย คืนความกระชับและลดความกระด้างของผิวได้เป็นอย่างดี

8 ประโยชน์ของมะเดื่อฟังแล้วสามารถนำมาประยุกต์ใช้กับสุขภาพได้เป็นอย่างดีแต่การรับประทานมะเดื่อควรรับประทานแต่พอดีเนื่องจากมีน้ำตาลฟรุกโตสและให้แคลอรี่สูงหากมีโรคประจำตัวและเป็นกังวลเกี่ยวกับปัญหาสุขภาพควรปรึกษาแพทย์ก่อนการรับประทาน

สูตรมะขามเปียกขัดผิวขาว

สูตรขัดผิวด้วยมะขามเปียก แนะนำสูตรสครับขัดผิวขาว ที่นำไปใช้แล้วได้ผลจริง

สูตรที่จะนำเสนอต่อไปนี้ เป็นสูตรที่หลายคนใช้แล้วต่างรีวิวว่าใช้ดี เห็นผลจริง ช่วยให้ผิวที่เคยหมองคล้ำ มีจุดด่างดำ ค่อย ๆ ลดเลือนและหายไปในที่สุด ผิวหน้า ผิวกายจะค่อยๆขาวขึ้นอย่างเป็นธรรมชาติ ปลอดภัย ไม่มีสารอันตรายใด ๆ

ประโยชน์ มะขามเปียกขัดผิว มะขามเปียกมีวิตามินซีและกรด AHA ซึ่งเป็นกรดจากธรรมชาติ ช่วยผลัดเซลล์ผิวให้หลุดอย่างอ่อนโยน เผยผิวใหม่ที่เนียนนุ่ม กระจ่างใส

สูตรที่ 1 ขัดผิวด้วยมะขามเปียก ขมิ้น

สูตรนี้เหมาะสำหรับผู้ที่เป็นสิว ผิวมัน ช่วยฆ่าเชื้อแบคทีเรียต้นเหตุของสิว ลดรอยแผลที่เกิดจากสิวด้วยสารเคอร์คูมินที่อยู่ในขมิ้น

ส่วนผสม มะขามเปียก 50 กรัม ผงขมิ้น ½ ช้อนชา น้ำ 1 ถ้วยตวง

วิธีทำ ต้มน้ำให้เดือดใส่มะขามเปียกลงไป เคี่ยวจนได้น้ำมะขามเปียกเข้มข้น ทิ้งไว้ให้เย็น กรองกากทิ้งนำมาใช้แต่น้ำ ผสมผงขมิ้นลงไป คนให้เข้ากัน แล้วนำมาพอกหน้า ขัดหน้า ขัดตัว ทิ้งงไว้สักครู่แล้วล้างออกให้สะอาด

สูตรที่ 2 ขัดผิวด้วยมะขามเปียก เบคกิ้งโซดา

เบคกิ้งโซดา ช่วยขจัดสิวเสี้ยน ให้สีผิวสม่ำเสมอ และสามารถช่วยขจัดกลิ่นตัวได้อีกด้วย อยากผิวขาว ไม่มีกลิ่นตัว ต้องลองสูตรนี้เลยค่ะ

ส่วนผสม มะขามเปียก 50 กรัม น้ำ 1 ถ้วยตวง เบคกิ้งโซดา 1 ช้อนโต๊ะ น้ำมันหอมระเหย 1-2 หยด(ใส่หรือไม่ใส่ก็ได้)

วิธีทำ ต้มน้ำให้เดือด และใส่เนื้อมะขามเปียกลงไป เคี่ยวจนได้น้ำมะขามเปียกเข้มข้น นำมากรองใช้แต่น้ำ ผสมเบคกิ้งโซดาให้ละลาย ปล่อยทิ้งไว้จนอุ่นๆ และใส่น้ำหอมมันหอมระเหยลงไป แล้วนำไปใช้ขัดผิวให้ทั่วร่างกาย

สูตรที่ 3 ขัดผิวด้วยมะขามเปียก น้ำผึ้ง

สูตรนี้เหมาะสำหรับผิวที่มีริ้วรอย ผิวหย่อนคล้อย ผิวแห้งกร้าน ด้วยวิตามินและสารต้านอนุมูลอิสระที่อยู่ในน้ำผึ้ง จะช่วยฟื้นฟูผิวที่แห้งเสีย ให้กลับมาชุ่มชื่น ตึงกระชับ และลดริ้วรอยเล็กๆได้เป็นอย่างดี

ส่วนผสม มะขามเปียก 50 กรัม แป้งงข้าวโพด 2 ช้อนโต๊ะ น้ำผึ้ง 1  ช้อนโต๊ะ น้ำเปล่า 1 ถ้วยตวง

วิธีทำ  ต้มน้ำให้เดือดและใส่มะขามเปียกลงไปเคี่ยวจนได้น้ำมะขามที่เข้มข้น แยกกากออก นำน้ำที่ได้มาผสมกับน้ำผึ้งและแป้งข้าวโพด คนให้เข้ากัน นำมาขัดพอกให้ทั่วร่างกาย ปล่อยทิ้งไว้สักครู่ แล้วล้างออกให้สะอาด

คำแนะนำ

ไม่ควรใช้สครับขัดผิวมะขามเปียกกับผิวที่ผ่านการโกนขนหรือแว๊กซ์ขนมาก่อน เพราะอาจก่อให้เกิดระคายเคืองแสบแดงได้ เนื่องจากมะขามเปียกมีฤทธิ์เป็นกรด ผู้ที่มีผิวบอบบาง แพ้ง่าย ควรระวังและควรมีการทดสอบอาการแพ้ก่อนใช้ โดยการทาสครับมะขามทิ้งไว้ที่ข้อพับแขน ทิ้งไว้ 3 ชั่วโมง หากไม่มีอาการ ผื่นแพ้ จึงสามารถนำไปใช้ขัดพอกผิวได้

ดูคลิป “สูตรขัดผิวด้วยมะขามเปียก” https://www.youtube.com/watch?v=FQvjhyTy5M0

เกลือขัดผิว

สูตรเกลือขัดผิว สูตรทำเอง แต่ได้ผลลัพธ์เหมือนไปขัดตัวร้านสปาดังๆ

เกลือขัดผิว สุดยอดตัวช่วยขัดเซลล์ผิวที่ตายแล้ว ช่วยเผยผิวใหม่ ขาว สดใส ดูเปล่งปลั่ง คุณสามารถทำเกลือขัดผิวได้ด้วยตัวคุณเองซึ่งจะทำมากน้อยเพียงใดก็ได้ ใช้ไม่หมดก็เก็บไว้ได้อีกต่างหาก ขอแค่มีวัตถุดิบตามที่แนะนำดังนี้

1. ส่วนผสมเกลือขัดผิว ใช้ขัดผิวหน้า ผิวกาย

– เกลือจะเป็นตัวสครับหรือตัวขัดผิว ใช้ขจัดเซลล์ผิวที่ตายแล้วให้หลุดลอกออกไป ส่งผลให้ผิวเนียนนุ่ม เกลือในที่นี้จะใช้เกลืออะไรก็ได้ ไม่ว่าจะเป็นเกลือทะเล เกลือหิมาลัย เกลือดำ ขอเพียงว่าให้เป็นเม็ดเล็กละเอียด หากไม่ละเอียดสามารถนำไปบดก่อนได้

– น้ำมันมะพร้าว หรือน้ำมันมะกอก สองตัวนี้เลือกใช้ตัวไหนก็ได้เพราะให้ผลลัพธ์ที่ดีเยี่ยมเช่นกัน อีกทั้งราคาไม่สูงมากและหาซื้อได้ง่าย

-น้ำมันหอมระเหย ข้อนี้แนะนำให้ใช้กลิ่นที่คุณชื่นชอบ เพราะกลิ่นมีผลต่อความผ่อนคลาย ช่วยให้รู้สึกดี สดชื่นมากขึ้น แนะนำว่าหากต้องการคลายความเครียดให้ใช้ น้ำมันหอมระเหยลาเวนเดอร์ และหากต้องการความสดชื่นให้ใช้น้ำมันหอมระเหยเปปเปอร์มินท์

-ส่วนผสมเสริม สามารถเพิ่มส่วนผสมอื่นๆเข้าไปในสูตรได้ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพของเกลือขัดผิวให้ดียิ่งขึ้น เช่น น้ำมะเขือเทศหรือน้ำผึ้ง หรือน้ำมะขามเปียก

2. วิธีทำเกลือขัดผิว ใช้เกลือ 1 ถ้วยตวงและค่อยๆใส่น้ำมันมะพร้าวหรือน้ำมันมะกอกลงไปทีละน้อย คนส่วนผสมให้เข้ากัน สังเกตเนื้อให้ไม่ข้นไม่เหลวจนเกินไป เมื่อได้ความหนืดที่ต้องการ หยดน้ำมันหอมระเหยเพิ่ม 3-4 หยด ผสมให้เข้ากันอีกครั้ง และบรรจุใส่บรรจุภัณฑ์ที่เตรียมไว้ เก็บในที่แห้งและไม่โดนแสงแดด นอกจากนี้ ส่วนผสมเสริมที่ต้องการใส่เพิ่ม คุณสามารถใส่เพิ่มในช่วงก่อนที่จะใส่น้ำมันหอมระเหย หากไม่ต้องการใส่ก็ข้ามในส่วนนี้ไปได้เลย ซึ่งแนะนำว่าในส่วนผสมเสริมให้ใส่แล้วควรใช้ให้หมดภายในครั้งนั้น ไม่ควรเก็บไว้ เพราะไม่มีกันเสียอาจทำให้ขึ้นราได้

3. วิธีใช้เกลือขัดผิว ตักแบ่งเกลือออกมาใช้ ให้ปริมาณเพียงพอกับพื้นที่ที่ต้องการขัดผิว เช่น ใบหน้า หรือผิวกาย ขัดเบาๆให้ทั่ว ทิ้งไว้ประมาณ 5 นาที และล้างออกให้สะอาด

4. วิธีเก็บรักษาเกลือขัดผิว เก็บในที่แห้ง ไม่โดนแสงแดดและไม่จำเป็นต้องแช่ตู้เย็น

ด้วยวิธีทำเกลือขัดผิวที่แนะนำไป รู้ไว้ดอทคอมหวังงว่าเพื่อนๆที่นำไปทดลองใช้จะชื่นชอบ และขอให้มีสุขภาพผิวที่ดี กระจ่างใสกันทุกคนเลยนะคะ

ดูคลิปสูตรเกลือขัดผิว https://www.youtube.com/watch?v=1PUL-Icmn80

สูตรขัดผิวด้วยกากกาแฟ

วิธีทำสครับกาแฟขัดผิว ด้วยกากกาแฟ ผิวสวยไฮโซ ราคาประหยัด

ผิวหมองคล้ำ จุดด่างดำ รอยแตกลาย เซลลูไลท์ ผิวแห้งหยาบกร้าน จบทุกปัญหาในบทความนี้ได้ด้วยกากกาแฟและส่วนผสมจากธรรมชาติที่จะช่วยทำให้ผิวของคุณ ขาว กระจ่างใส เรียบเนียน ด้วยวิธีง่ายๆที่นำมาฝาก ก่อนจะไปจดสูตรไปดูประโยชน์จากการขัดผิวด้วยกากกาแฟกันก่อน

ประโยชน์ของการขัดผิวด้วยกากกาแฟ

  • คาเฟอีนในกากกาแฟจะช่วยให้เลือดไหลเวียนได้สะดวก ลดการเกิดเซลลูไลท์ ช่วยให้สีผิวสม่ำเสมอ
  • น้ำมันมะพร้าวสกัดเย็น อุดมด้วยสารต้านอนุมูลอิสระ ช่วยให้ผิวนุ่ม ชุ่มชื่น ลดริ้วรอย
  • น้ำตาล ช่วยบำรุง ฟื้นฟู ปรับสภาพผิว ป้องกันผิวจากสารพิษต่าง ๆ ที่ทำร้ายผิวของเรา

สูตรขัดผิวด้วยกากกาแฟ

  • กากกาแฟ 1 ถ้วยตวง
  • น้ำมันมะพร้าวสกัดเย็น 4 ช้อนโต๊ะ
  • น้ำตาลทราย 4 ช้อนโต๊ะ

วิธีทำ ผสมส่วนผสมทั้งหมดให้เข้ากัน หากต้องการปรับลดส่วนผสมสามารถทำได้ตามความเหมาะสมของสภาพผิว นำสครับขัดผิวกากกาแฟที่ผสมเรียบร้อยมาใช้ขัดเป็นวงกลมเบาๆให้ทั่ว ปล่อยทิ้งไว้ 10-20 นาที จากนั้นล้างออกด้วยน้ำอุ่นและฟอกสบู่ตามอีกครั้ง  สามารถใช้สูตรนี้ได้ สัปดาห์ละไม่เกิน 3 ครั้ง

หลังจากใช้จะสามารถสัมผัสได้ถึงความแตกต่างของผิวที่เนียนนุ่ม กระจ่างใส ตั้งแต่ครั้งแรกที่ใช้ การขัดผิวด้วยสครับกาแฟนี้ เป็นการดูแลผิวแบบธรรมชาติ ไม่รบกวนผิวและก่อให้เกิดการระคายเคืองได้น้อยมาก ๆ อาจต้องใช้เวลาและความสม่ำเสมอในการทำ ถึงจะไม่เห็นผลไวมากแต่ผลที่ได้รับรอง คุ้มค่าการรอคอยแน่นอนค่ะ

ดูคลิปสครับกาแฟขัดผิว https://www.youtube.com/watch?v=o74Yc0nv8TY

ประโยชน์เม็ดมะขาม

ประโยชน์เม็ดมะขาม เอามาคั่ว เอามาบด ทำได้หลายอย่าง สรรพคุณดีไม่น่าเชื่อ

มะขามผลไม้เนื้อสีน้ำตาล ที่ให้รสชาดทั้งหวานเปรี้ยว สามารถนำมากินเป็นของว่าง หรือนำมาประกอบอาหารในเมนูของคาวและหวานได้อย่างหลากหลาย ซึ่งนอกจากจะมีเนื้อที่ให้ความอร่อยแล้ว เม็ดมะขามก็เป็นสิ่งที่ไม่ควรมองข้าม เพราะสามารถนำมาประยุกต์ใช้และก่อให้เกิดประโยชน์ต่อสุขภาพดังนี้

1. เม็ดมะขามแก้ปวดเข่า
ด้วยคุณสมบัติจากเม็ดมะขาม ที่สามารถใช้ในการลดการอักเสบ และปวดเมื่อย เราสามารถใช้เมล็ดมาทำเป็นยาแก้ปวดได้โดยการนำเมล็ดมะขามมาแช่น้ำทิ้งไว้ 2-3 ชั่วโมง ครบเวลานำมาตำหรือบดให้ละเอียด และนำมาผสมกับขมิ้นชัน 2 ช้อนโต๊ะและเกลือนิดหน่อย นำมาคั่วบนกระทะให้ร้อน รอให้ส่วนผสมเย็นตัวลง และนำมาพอกบริเวณหัวเข่า ก็จะสามารถบรรเทาอาการปวดเข่าให้ดีขึ้นได้

2. เม็ดมะขามย่อยอาหารแก้ท้องผูก
ท้องผูก หรือการที่ร่างกายไม่สามารถขับของเสียออกมาได้ตามปกติ มักเป็นอาการที่ส่งผลกระทบถึงอวัยวะภายในช่องท้องหลายส่วน ทำให้กระเพาะอาหารย่อยช้าลง ลำไส้ไม่ทำงาน ขับของเสียได้ช้าและยาก ลำดับต่อไปอาจมีปัญหาริดสีดวงร่วมด้วย การนำเม็ดมะขามมาทำเป็นเครื่องดื่ม สามารถช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของน้ำดีในตับ ช่วยยับยั้งคอเลสเตอรอล ลดการอักเสบของลำไส้ บรรเทาอาการท้องผูก ช่วยให้การขับถ่ายทำได้ง่ายและคล่องตัวมากขึ้น

3. เม็ดมะขามดีต่อหัวใจ
การป้องกันโรคหัวใจที่ดี คือการรับประทานอาหารที่มีส่วนช่วยในการต้านอนุมูลอิสระ ตัวการของสาเหตุการเกิดโรค สารฟลาโวนอยด์ในเม็ดมะขาม สามารถช่วยเพิ่มปริมาณของไขมันชนิดดีและลดไขมันชนิดไม่ดี เมื่อไตรกลีเซอไรด์ลดลงก็ส่งผลดีต่อหัวใจ ทำให้หัวใจทำงานได้เต็มประสิทธิภาพ ลดความเสี่ยงต่อการเกิดโรคความดันผิดปกติ และความดันโลหิตสูง

4. เม็ดมะขามลดริ้วรอย
ผิวหน้าเต่งตึง ไม่มีริ้วรอยเป็นสิ่งที่ผู้คนส่วนใหญ่ปรารถนา กรดไฮยาลูโรนิกในเม็ดมะขามสามารถช่วยให้ผิวคุณมีผลลัพธ์นี้ได้ นำเม็ดมะขามมาบดเป็นผงให้ละเอียดเหมือนแป้ง แล้วนำมาผสมโยเกิร์ตหรือน้ำผึ้ง และนำมาใช้ขัดพอกผิว วิธีนี้จะช่วยให้ผิวมีความกระชับ ชุ่มชื่น ลดริ้วรอยเล็ก ๆ ให้จางลง อีกทั้งยังปรับสีผิวสว่าง ลดผดผื่นได้อีกด้วย

5. เม็ดมะขามต้านโรคมะเร็งลำไส้
กรดทาร์ทาริก ที่ทำหน้าที่เป็นสารต้านอนุมูลอิสระในเม็ดมะขาม สามารถช่วยปกป้องร่างกายให้ห่างไกลจากโรคมะเร็งลำไส้ได้ ช่วยลดความเครียดของเซลล์ ปกป้องมิให้เซลล์ถูกทำลาย เสริมสร้างภูมิต้านทานได้ดีไม่แพ้วิตามินแพงๆเลย

6. เม็ดมะขามลดน้ำตาลในเลือด
โรคเบาหวาน มักเกิดจากภาวะน้ำตาลในเลือดสูง หากปล่อยไว้ไม่ควบคุมอาจส่งผลก่อให้เกิดโรคแทรกซ้อนอื่น ๆ ตามมาอีกหลายรายการ การรับประทานเม็ดมะขามสามารถช่วยดูแล และลดระดับน้ำตาลในเลือดให้ลดลงได้ด้วยสารโพลีแซ็กคาไรด์ที่ช่วยเสริมระบบภูมิคุ้มกันของร่างกาย คุณสามารถนำเม็ดมะขามมาคั่วและนำมาชงดื่ม ก็จะช่วยบรรเทาอาการให้ดีขึ้นได้

7. เม็ดมะขามแก้ไอเจ็บคอ
โรคหวัด ไอ และอาการเจ็บคอ มักมาพร้อม ๆ กัน เมื่อร่างกายคุณเริ่มติดเชื้อ อาการเหล่านี้อาจส่งผลให้ต่อมทอลซิลมีการอักเสบ กลืนน้ำลายลำบากและเจ็บในลำคอ คุณสามารถนำเม็ดมะขามมาคั่ว แล้วนำมาผสมกับอบเชย และขิง ใส่น้ำต้มสุกแล้วนำมาไว้ใช้บ้วนปาก หลังแปรงฟัน หรือขณะที่มีอาการ ด้วยส่วนผสมนี้จะช่วยบรรเทาอาการให้ลดลง แก้เจ็บคอ และฆ่าเชื้อโรคในช่องปาก

8. เม็ดมะขามขัดฟันขาว
หากคุณสูบบุหรี่หรือดื่มชากาแฟเป็นประจำ แน่นอนว่าคราบนิโคติน หรือคราบเหลืองบนผิวฟันย่อมเป็นสิ่งหลีกเลี่ยงไม่ได้ การนำเม็ดมะขามไปคั่ว และนำมาบดผงแล้วนำมาใช้แปรงฟันจะสามารถช่วยแก้ไขปัญหานี้ได้ นอกจากจะทำให้ฟันขาวขึ้น ยังช่วยให้เหงือกแข็งแรงและป้องกันปัญหาฟันผุได้อีกด้วย

8 ประโยชน์จากเม็ดมะขาม จะเห็นได้ว่า หลังกินเนื้อมะขามแล้ว ไม่ควรทิ้งเม็ดมะขามเลยจริง ๆ เพราะเม็ดมะขามแทบจะสามารถดูแลร่างกายครอบคลุมและให้คุณประโยชน์ที่ดี ครั้งหน้าหากได้กินอย่าลืมล้างทำความสะอาดและเก็บไว้ให้ดีถึงเวลาเจ็บป่วยเล็ก ๆ น้อย ๆ ก็สามารถนำมาใช้รักษาอาการเบื้องต้นได้ทันที ไม่ต้องไปหาซื้อให้ยุ่งยาก กินเอง เก็บเอง มีประโยชน์อย่างแน่นอน

ดูคลิปประโยชน์เม็ดมะขาม https://www.youtube.com/watch?v=ia1DSivFNWE

วิธีกำจัดขน แว๊กขน

วิธีกำจัดขนด้วยตัวเอง แบบธรรมชาติ ไม่ง้อร้าน

ผิวที่สวยงาม เรียบเนียน ไม่มีขนปกคลุมให้กวนใจ ถือเป็นสิ่งที่หลายคนปรารถนาและหาวิธีกำจัดมัน อันที่จริงแล้วขนก็มีประโยชน์อยู่บ้าง แต่สำหรับบางคนต้องการเผยผิวที่นวลเนียน อยากได้ผิวที่ไม่มีเส้นขนคอยรบกวนใจ จึงพยายามหาสูตรและวิธีทำ เพื่อกำจัดขนอันไม่พึงประสงค์เหล่านั้น คุณมาถูกทางแล้วค่ะในบทความนี้ ขอเสนอวิธีกำจัดขนด้วยตนเองแบบง่ายๆ ประหยัดและใช้ได้จริง เตรียมกระดาษและปากกามาจดได้เลย

1. สูตรกำจัดขนด้วยน้ำตาล น้ำมะนาว เกลือ
– น้ำตาลทรายขาว 2 ถ้วย
– น้ำมะนาว ¼ ถ้วย
– น้ำ 2 ช้อนโต๊ะ
– เกลือ 1 ช้อนชา
วิธีทำ ผสมส่วนผสมทั้งหมดลงในหม้อ ตั้งลงบนเตาใช้ความร้อนหรือไฟปานกลาง โดยไม่ต้องกวนส่วนผสม เมื่อส่วนผสมเริ่มเดือดให้หมุนหม้อไปมา เพื่อให้ส่วนผสมเริ่มจับตัวกัน รอจนสีของน้ำตาลเปลี่ยนเป็นสีเข้มข้น อาจใช้เทอร์โมมิเตอร์วัดอุณภูมิประมาณ 260 องศา หรือจับเวลาประมาณ 5 นาที ปิดเตาและเทแวกซ์ลงในขวดแก้ว รอให้แวกซ์เย็นสนิท แล้วจึงนำมาใช้กำจัดขน

2. สูตรน้ำตาลและน้ำผึ้ง
– น้ำตาลทรายแดงหรือขาว 1 ช้อนโต๊ะ
– น้ำผึ้งและน้ำเปล่า อย่างละ 1 ช้อนโต๊ะ
วิธีทำ เทส่วนผสมทั้งหมดลงในชามและนำใส่ไมโครเวฟ กดปุ่มเดินเครื่องโดยใช้เวลา 30 -35 วินาที รอจนส่วนผสมเดือดและเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาล ครบเวลานำชามออกและรอให้แวกซ์เย็นตัวลง จึงจะสามารถนำมาใช้กำจัดขน

3. สูตรไข่ น้ำตาล แป้งข้าวโพด

วิธีทำ ใช้ไข่ขาว1 ใบผสมกับแป้งข้าวโพด ½ ช้อนโต๊ะ และน้ำตาล 1 ช้อนโต๊ะ คนผสมให้เข้ากัน แล้วนำมาทาพอกบนผิวบริเวณที่ต้องการกำจัดขน ปล่อยทิ้งไว้ให้แห้ง ใช้เวลาประมาณ 30 นาที จากนั้นลอกออกโดยดึงย้อนรูขุมขน

ข้อดีของการกำจัดขนด้วยสูตรจากธรรมชาติเหล่านี้ คือช่วยลดความเจ็บปวดและการระคายเคืองของผิวได้ดีกว่าการใช้ขี้ผึ้งกำจัดขนชนิดอื่น นอกจากนี้ยังช่วยให้เส้นขนขึ้นช้าลง และส่วนผสมที่มาจากธรรมชาติเหล่านี้ ไม่มีสารก่อภูมิแพ้ อีกทั้งน้ำผึ้ง และน้ำตาล ก็ยังช่วยต้านเชื้อแบคทีเรีย ลดการอักเสบของผิวได้ หากคุณทำและใช้มันอย่างถูกวิธี ก็จะช่วยกำจัดขนบริเวณที่ไม่พึงประสงค์ได้อย่างง่ายดาย อีกทั้งยังเป็นการประหยัดเวลาและเงินในกระเป๋าได้อีกมากมายเลยทีเดียว

ดูคลิปสูตรแว๊กขน https://www.youtube.com/watch?v=ahy6uRk40r8

ประโยชน์การนวดหน้า

นวดหน้า มีประโยชน์อย่างไรบ้าง ทำไมใคร ๆ ก็ชอบ

การนวดหน้า เป็นหนึ่งในวิธีปรนนิบัติผิว เพื่อผ่อนคลายกล้ามเนื้อ กระตุ้นการสร้างคอลลาเจน ขับไล่ของเสีย ลดและต่อต้านริ้วรอย อีกทั้งยังช่วยให้ผิวดูอ่อนเยาว์ เรียบเนียนและเปลั่งปลั่ง ซึ่งจะเห็นผลชัดเจนทันทีหลังจากที่นวดหน้าเสร็จ นอกจากนี้ยังส่งผลดีต่อผิวในด้านอื่นๆอีก จะมีประโยชน์อย่างไรบ้างตามไปดูผลลัพธ์กันเลยค่ะ

1. นวดหน้าผ่อนคลาย การนวดหน้าสามารถช่วยผ่อนคลายกล้ามเนื้อและลดความตึงเครียดของกล้ามเนื้อบริเวณใบหน้าและลำคอ ซึ่งการนวดหน้าก็ใช้เพียงแค่ครีมบำรุงหรือน้ำมันนวดหน้าและมือของเรา เมื่อเราใช้อุณภูมิความร้อนจากปลายนิ้วมือนวดลงบนผิว ความอุ่นและน้ำหนักที่นวดลงไปบนผิว จะช่วยลดความวิตกกังวล ทำให้รู้สึกผ่อนคลาย นับว่าเป็นช่วงเวลาที่ช่วยสลัดความเครียดทิ้งไปได้ดีเลยทีเดียว

2. นวดหน้าใส เพิ่มเลือดฝาด เมื่อใช้เวลานวดไปสักระยะหนึ่ง คุณจะเริ่มรู้สึกได้ถึงความร้อนที่ผิวหน้า อุณภูมิเริ่มปรับ การไหลเวียนของเลือดเริ่มสูบฉีดและหมุนเวียนมาเลี้ยงเซลล์ที่ผิวหน้าได้มากขึ้น

3. นวดหน้า โชว์หน้าสด หลังนวดหน้าเสร็จเรียบร้อย แม้คุณจะไม่แต่งหน้าหรือใช้เครื่องสำอางใดๆ คุณก็ยังสามารถเผยผิวที่สดใส เปล่งปลั่ง มีเลือดฝาด แลดูสุขภาพดีได้ ด้วยออกซิเจนที่ไหลเวียนในเลือด เป็นเลือดที่สะอาดและพร้อมกระตุ้นการสร้างเซลล์และซ่อมแซมผิวที่ทรุดโทรมให้กลับมามีชีวิตชีวาอีกครั้ง

4. นวดหน้า กำจัดสารพิษ หากคุณแต่งหน้าหรือใช้ครีมบำรุงเป็นประจำ หรือใช้อะไรก็ตาม ไม่เว้นแม้แต่สบู่ เจลล้างหน้า ครีมกันแดด การใช้ผลิตภัณฑ์เหล่านี้ อาจมีส่วนตกค้างบนผิวหรือรูขุมขน รวมถึงอาจทิ้งสารเคมีบางชนิดไว้ใต้ผิว การนวดหน้าสามารถกระตุ้นการทำงานของต่อมน้ำเหลือง และเส้นเลือดที่สะสมพิษหรือสารเคมี ให้ไหลเวียนและถูกขับออกไปทางเหงื่อหรือปัสสาวะได้

5. นวดหน้าลดอาการบวมและภูมิแพ้ เมื่อเลือดและน้ำเหลืองถูกกระตุ้น การรีดของเสียออกจากใต้ผิว จะช่วยลดอาการบวมน้ำ อีกทั้งหากมีอาการผื่นแพ้ที่ผิวหนัง การนวดหน้าจะช่วยบรรเทาให้อาการเหล่านี้ดีขึ้น

จะเห็นได้ว่า การนวดหน้าสามารถมอบคืนความอ่อนเยาว์ให้แก่ผิวได้อีกครั้ง เพราะเมื่อจบกระบวนการนวดหน้า เซลล์ผิวจะขับของเสีย และซ่อมแซมตนเอง พร้อมทั้งคืนความชุ่มชื่น เป็นการฟื้นฟูหรือกู้ผิวแบบเร่งด่วน ครั้งหน้าหากคุณมีนัดพิเศษที่ต้องการโชว์ความสดใสของผิวอันเปล่งปลั่ง ตึงกระชับ อย่าลืมนึกถึงการนวดหน้าเป็นอันดับแรก เพื่อเตรียมความพร้อมให้กับผิวก่อนแต่งหน้าให้สวยในขั้นต่อไป เพราะหลังจากคุณเตรียมผิวด้วยการนวดหน้าเสร็จเรียบร้อยแล้ว คุณจะได้ผลลัพธ์ที่น่าพึงพอใจพร้อมที่จะออกงานได้อย่างมั่นใจอย่างแน่นอน

ดูคลิป “ประโยชน์การนวดหน้า” : https://www.youtube.com/watch?v=p66VgRoWRjc

วิธีขจัดสิวเสี้ยน ให้หน้าเรียบเนียนใส

วิธีกำจัดสิวเสี้ยน ให้ผิวเรียบเนียน น่าสัมผัส หน้าใสไม่มีจุดดำๆกวนใจ

หนึ่งในปัญหาผิวหน้าที่พบได้บ่อย​ และแก้ไขได้ยาก​ คือสิวเสี้ยนนั่นเอง​

สิวเสี้ยน​เกิดจาก​ ความผิดปกติของต่อมรูขน​ มีก้อนไขมันอุดตันอยู่​ หรืออาจมีเส้นขนเล็ก​ ๆ​ อุดตันแทรกอยู่ในหัวสิวอุดตันนั้นด้วย​ อันที่จริงสิวเสี้ยนก็ไม่ได้มีอันตรายแต่อย่างใด​ แต่อาจทำให้เกิดความรำคาญ​ หงุดหงิดใจ​ และให้สัมผัสที่ไม่เรียบเนียน​ เวลาทาแป้ง​ ครีม​ หรือ​ แต่งหน้า​ เมื่อเป็นแล้วจะแก้ไขอย่างไรดี  บทความนี้มีเคล็ดลับขจัดสิวเสี้ยนที่จมูก​ หน้าผาก​ บริเวณใบหน้า​ มาฝากค่ะ

1.​ การอบไอน้ำขจัดสิวเสี้ยน

การอบไอน้ำเป็นขั้นตอนแรกที่ร้านเสริมสวยมักใช้ปรนนิบัติผิวหน้า​ เพื่อช่วยเปิดรูขุมขนเพื่อทำความสะอาดผิวได้อย่างง่ายดาย​ เมื่อรูขุมขนเปิด​ จะช่วยให้สิ่งสกปรกในรูขุมขนหลุดออกไป​ สิวเสี้ยน​ หรือสิ่งอุดตันอื่นๆ​  ให้หลุดออกมา​ได้ดีขึ้น​ หากไม่สะดวกไปร้านเสริมสวย​ สามารถต้มน้ำร้อนในหม้อให้เดือด​ แล้วนำหน้าไปอังไอน้ำ​ โดยการใช้ผ้าขนหนูคลุมศีรษะไว้​ เพื่อป้องกันไอน้ำระเหย​ ใช้เวลาในขั้นตอนนี้ประมาณ​ 10​ นาที​ จากนั้นล้างหน้าปิดรูขุมขนด้วยน้ำเย็นจัดๆ​ สามารถใช้วิธีนี้บรรเทาอาการสิวเสี้ยนให้ดีขึ้น​ โดยการทำซ้ำอาทิตย์ละ​ 2-3 ครั้ง

2.​ ข้าวโอ๊ตสครับขัดสิวเสี้ยน

กินก็ได้​ สครับก็ดี​ ใช้ข้าวโอ๊ตผสมโยเกิร์ตในปริมาณที่เท่าๆกัน​ จากนั้นนำมาสครับผิวให้ทั่วบริเวณที่มีสิวเสี้ยนให้ทั่ว​ พอกทิ้งไว้​ 15​ นาที​ แล้วล้างออกด้วยน้ำอุ่น​ สามารถใช้วิธีนี้ได้  2​ ครั้ง

3.​ วิธีกำจัดสิวเสี้ยนด้วยน้ำผึ้ง

นำน้ำผึ้งอุ่นให้ร้อนแบบอุ่นๆ​ ไม่ต้องร้อนมาก​ แล้วนำมาใช้นวดบริเวณสิวเสี้ยน​ 15​ นาที​ แล้วล้างออกให้สะอาด​ น้ำผึ้งจะช่วยขจัดสิ่งสกปรกส่วนเกินและทำความสะอาดรูขุมขนได้ค่อนข้างดี

4.​ ทำแผ่นลอกสิวเสี้ยนไว้ใช้เอง

ใช้ไข่ขาวผสมกับน้ำผึ้งและน้ำมะนาว​ ผสมให้เข้ากัน​ และนำมาทาบริเวณจมูกหรือสิวเสี้ยนให้ทั่ว​ ใช้สำลีแผ่นบางๆ​ แปะทับลงบนไข่ขาวที่ทาไว้​  จากนั้นทาไข่ขาวทับอีกครั้​ง​ ปล่อยทิ้งไว้รอให้สำลีแห้ง​ และลอกสำลีย้อนรูขุมขน​ และล้างหน้าด้วยน้ำเย็น​ ปิดรูขุมขนอีกครั้ง​ สูตรนี้สามารถทำได้สัปดาห์ละครั้ง

5.​ ดินสอพอง​ ขมิ้น​ น้ำมะนาว

นำดินสอพองละลายกับน้ำอุ่น​ ผสมผงขมิ้นและน้ำมะนาว​ คนให้เข้ากันเป็นเนื้อครีม​ แล้วนำมาพอกสิวเสี้ยน​ ทิ้งไว้ให้แห้ง​ แล้วล้างออกให้สะอาด​ ดินสอพองจะช่วยดูดซับสิ่งสกปรก​ และสิวเสี้ยน​ ความมันส่วนเกินให้ค่อยๆ​หลุดออกไป​ สูตรนี้สามารถทำได้สัปดาห์ละไม่เกิน​ 3​ ครั้ง

5​ เคล็ดลับที่นำมาฝากกัน​ ก็เป็นวิธีขจัดสิวเสี้ยนจากธรรมชาติ​ ที่อาจช่วยให้การกำจัดสิวเสี้ยนทำได้ง่ายขึ้น​ ทั้งนี้ใช้เวลาไม่นาน​ แต่อาจต้องใช้ความสม่ำเสมอในการทำ​ ก็จะช่วยให้ปัญหาสิวเสี้ยนบรรเทาและลดลงได้อย่างแน่นอนค่ะ

ดูคลิป “วิธีขจัดสิวเสี้ยน” https://www.youtube.com/watch?v=GhD1pF7A0zk

ประโยชน์โทษรังสียูวี รังสีอัลตราไวโอเลต ประโยชน์ โทษ

รู้จักกับรังสียูวี พร้อมกับประโยชน์และโทษรังสีอัลตราไวโอเลต Ultraviolet

พระอาทิตย์ทำงานทุกวันฉันใด เราก็ต้องเจอรังสียูวี หรือ รังสีอัลตราไวโอเลต ทุกวันฉันนั้น เรียกได้ว่า ไม่อาจหลีกเลี่ยงแสงแดดและรังสีกันได้เลย ซึ่งนอกจากดวงอาทิตย์แล้ว ก็ยังมีแหล่งที่ให้กำเนิดแสงในรูปแบบอื่นๆอีก ที่สามารถปล่อยรังสียูวีได้เช่นกัน ไม่ว่าจะเป็นหลอดไฟ โทรทัศน์ โทรศัพท์มือถือ เป็นต้น และเมื่อต้องเผชิญกับแสงหรือรังสีเหล่านี้ จะมีประโยชน์หรือโทษต่อสุขภาพอย่างไร พบกับสาระดีๆได้ในบทความนี้

ประโยชน์ของรังสียูวี รังสีอัลตราไวโอเลต 

1. วิตามินจากธรรมชาติ แสงจากดวงอาทิตย์ให้วิตามินดี มีส่วนช่วยในการเสริมสร้างกระดูก กล้ามเนื้อ และดูแลระบบภูมิคุ้มกันของร่างกาย นอกจากนี้ยังช่วยลดความเสี่ยงต่อโรคกระดูกพรุนได้อีกทางหนึ่ง

2. บรรเทาอาการโรคผิวหนังบางชนิด ในผู้ป่วยที่เป็นโรคสะเก็ดเงิน จะมีอาการทางผิวหนังที่สูญเสียสมดุลมากเกินไปจนทำให้ผิวหนังบางส่วนกลายเป็นเกล็ดแข็ง การได้รับรังสียูวีจะมีส่วนช่วยให้เซลล์ผิวบริเวณนั้นแข็งแรงและบรรเทาอาการให้ดีขึ้นได้

3. ฆ่าเชื้อโรค รังสียูวีสามารถฆ่าเชื้อไวรัสและแบคทีเรียในผ้าที่เราตากไว้ได้ นอกจากนี้ในบางอุตสาหกรรมยังสามารถนำหลอดไฟที่เป็นแสงยูวี มาใช้ต้านเชื้อแบคทีเรียและฆ่าเชื้อโรค เช่น ในการผลิตน้ำดื่ม

4. ช่วยให้อารมณ์ดี หากเราได้รับแสงแดดอ่อนๆ จะช่วยให้ร่างกายนั้นผลิตฮอร์โมนเซโรโทนิน ที่ช่วยให้เราอารมณ์ดี แต่ถ้าได้รับแสงแดดน้อยเกินไป อาจส่งผลให้เกิดปัญหาเกี่ยวกับการนอนหลับ คือหลับยากและอาจทำให้น้ำหนักเพิ่มขึ้น

5. ใช้ในการถนอมอาหาร เราสามารถนำอาหารมาตากแดดให้แห้ง เช่น การทำหมูแดดเดียว การตากกล้วย การตากปลาหมึก เป็นต้น เพื่อเป็นการถนอมอาหาร ไล่ความชื้น ให้เก็บไว้ได้นานมากยิ่งขึ้น

โทษของรังสียูวี รังสีอัลตราไวโอเลต

1. ตากแดดนานเสี่ยงมะเร็งผิวหนัง ผู้ที่อาจมีความเสี่ยงต่อโรคมะเร็งผิวหนัง คือผู้ที่ต้องทำงานกลางแดดจัด เล่นกีฬากลางแจ้ง หรือชอบอาบแดดเป็นเวลานาน 90%ของโรคนี้คือเซลล์ผิวมีความบกพร่องในการซ่อมแซมตนเอง และกลายเป็นเซลล์ที่มีความผิดปกติ ทำให้ผิวหนังอ่อนแอไม่สามารถซ่อมแซมตนเองได้

2. ผิวไหม้แสบแดง เมื่อผิวหนังได้รับรังสียูวีมากและนานเกินไป จะก่อให้เกิดอาการผิวไหม้แสบแดง เซลล์ผิวถูกทำลาย ผิวหนังเกิดความเสียหายจากการที่ดูดซับพลังงานจากรังสียูวี เลือดในร่างกายจึงไหลเวียนเพิ่มไปยังบริเวณผิวที่เสียหาย เพื่อซ่อมแซม จึงเป็นสาเหตุให้ผิวเปลี่ยนเป็นสีแดงเมื่อโดนแสงแดดเผาไหม้

3. ระบบภูมิคุ้มกันเสียหาย การที่ผิวหนังได้รับแสงแดดมากเกินไป อาจส่งผลต่อระบบการทำงานของเซลล์เม็ดเลือดขาว ทำให้เสียสมดุลในการปกป้องร่างกายจากแบคทีเรีย จุลินทรีย์ ไวรัสและสารพิษต่างๆ

4. อันตรายต่อดวงตา การจ้องมองแสงแดดเป็นเวลานาน โดยมิได้สวมใส่แว่นตาเพื่อปกป้องดวงตาจากรังสียูวี ก่อให้เกิดความเสียหายต่อเนื้อเยื่อที่ดวงตา อาจก่อให้เกิดโรคต้อกระจก

5. ดูแก่ก่อนวัย รังสียูวีสามารถทำลายคอลลาเจน และเนื้อเยื่อผิวหนังชั้นบนสุด ด้วยเหตุนี้จะส่งผลให้ เกิดริ้วรอยเหี่ยวย่น มี กระ ฝ้า จุดด่างดำ ผิวสูญเสียความยืดหยุ่น และมีสีผิวที่เข้มขึ้น

จะเห็นได้ว่าแสงแดดหากได้รับมากเกินไปก็เกิดโทษ ได้รับน้อยเกินไปก็อาจไม่เพียงพอ ดังนั้นในเมื่อเราหลีกเลี่ยงไม่พ้น ก็ต้องรู้จักวิธีปกป้องและป้องกันผิวจากอันตรายของรังสียูวี ซึ่งการนำแสงแดดจากธรรมชาติมาใช้ประโยชน์ก็มิได้มีค่าใช้จ่ายอะไร หากใช้อย่างถูกวิธีและรู้จักนำมาปรับใช้ ก็เชื่อว่าน่าจะเป็นผลดีมากกว่าผลเสียต่อสุขภาพของเรา

รับชมคลิป “รังสีอัลตราไวโอเลต ประโยชน์ โทษ” : https://www.youtube.com/watch?v=ZV_QyTUfwGI