วิธีขจัดคราบหินปูน

10 วิธีขจัดคราบหินปูนด้วยตัวเอง โดยวิธีธรรมชาติ ไม่ต้องหาหมอ

ราบหินปูน เกิดจากคราบจุลินทรีย์ทับถมกัน และแข็งตัว ซึ่งแผ่นคราบจุลินทรีย์นี้ เมื่อมีหลายชั้นและทับถมกันเป็นเวลานาน เมื่อเวลารวมตัวกับแร่ธาตุที่อยู่ในน้ำลาย ก็จะแข็งตัวและกลายเป็นหินปูน แบคทีเรียในช่องปากนั้นกินน้ำตาลจากอาหารที่คุณกิน เมื่อมีเศษอาหารเหลือในกระบวนการนี้ ก็จะก่อให้เกิดกรดที่ผิวฟัน ซึ่งจะทำลายฟัน และนำไปสู่ปัญหาคราบหินปูน ฟันผุ โรคเหงือกหรือโรคปริทันต์อีกด้วย

วิธีขจัดคราบหินปูน

มีหลายปัจจัยที่ทำให้เกิดปัญหาต่างๆในช่องปาก เช่น การดูแลสุขอนามัยของช่องปากที่ไม่เหมาะสม การแปรงฟันที่ไม่ทั่วถึง การใช้แปรงสีฟันที่มีขนาดใหญ่หรือเล็กเกินไป การเลือกขนแปรงที่ใช้ ลักษณะทางพันธุกรรม และการปล่อยปละละเลยปัญหา เป็นต้น

10 วิธีขจัดคราบหินปูน ด้วยวิธีธรรมชาติ

เพราะเมื่อหินปูนเกิดขึ้นแล้ว ก็จะกำจัดออกได้ยากมาก แต่อย่างไรก็ตาม หากคุณดูแลสุขอนามัยของช่องปากและฟันได้ดีเพียงพอ ก็จะช่วยลดปัญหาคราบหินปูนและฟันผุได้อย่างแน่นอน ลองมาดูกันว่า “วิธีกำจัดหินปูนที่ฟัน” มีอะไรกันบ้าง

ขจัดคราบหินปูนในช่องปาก
คราบหินปูน รูปภาพจาก wikimedia.org

1.   การทำออยล์พูลลิ่ง (การใช้น้ำมันดูดสารพิษ)

การทำออยล์พูลลิ่งหรือการใช้น้ำมันดึงคราบสกปรก คราบจุลินทรีย์ออกจากฟันนี้ เป็นวิธีที่ปฏิบัติกันมายาวนานแล้ว น้ำมันมะพร้าวบริสุทธิ์ เหมาะสำหรับการใช้ทำออยล์พูลลิ่ง เนื่องจากมีกรดแลคติคสูง มีฤทธิ์ต้านการอักเสบและต้านเชื้อจุลินทรีย์

จากผลการศึกษาในปี 2015 ที่ตีพิมพ์ในวารสารการแพทย์ของประเทศไนจีเรีย ชี้ให้เห็นว่า การใช้น้ำมันมะพร้าวในการดูดสารพิษและลดการเกิดคราบจุลินทรีย์หรือหินปูนที่ฟันนั้น สามารถทำได้อย่างดีและมีประสิทธิภาพมาก

วิธีการใช้น้ำมันมะพร้าวเพื่อขจัดคราบจุลินทรีย์และหินปูนที่ฟัน

  • ใช้น้ำมันมะพร้าว 1 ช้อนโต๊ะ และอมไว้ในปากประมาณ 15-20 นาที ระหว่างนี้ให้กลั้วน้ำมันไปมาให้ทั่วทั้งปาก
    รอจนน้ำมันมะพร้าวเปลี่ยนสี จากสีใสกลายเป็นน้ำสีขาวขุ่นหรือสีเหลือง
  • บ้วนน้ำมันทิ้งลงในถุงพลาสติก ไม่ควรบ้วนทิ้งในอ่างล้างหน้าหรือชักโครก เพราะสารพิษที่ถูกดูดออกมาจากฟันจะติดอยู่ที่อ่างล้างหน้า
  • จากนั้นแปรงฟันให้สะอาดตามปกติ สามารถทำซ้ำได้ในตอนเช้าของทุกวัน นอกจากนี้คุณยังสามารถใช้น้ำมันมะพร้าวนวดเหงือกเพื่อสุขภาพเหงือกที่ดีได้อีกด้วย

2.  เบคกิ้งโซดาหรือผงฟู

ผงฟูหรือโซเดียมไบคาร์บอเนต เป็นส่วนผสมที่นิยมใช้ทำอาหารและเบเกอรี่ นอกจากนี้ยังสามารถนำมาใช้ในการขจัดคราบจุลินทรีย์ที่ฟันได้ ช่วยลดปริมาณของแบคทีเรียที่เป็นอันตรายในช่องปากและช่วยให้ฟันขาวสะอาด จากวารสารคลีนิคทันตกรรมที่ตีพิมพ์ในปี 2008 ได้มีการศึกษาและวิเคราะห์ผล ซึ่งสรุปได้ว่า ผงฟูสามารถกำจัดคราบจุลินทรีย์ที่ฟันได้อย่างปลอดภัยและมีประสิทธิภาพ

วิธีการใช้มีดังนี้

  • นำผงฟูปริมาณเล็กน้อยเทลงบนแปรงสีฟันที่เปียกและแปรงฟันให้ทั่ว เมื่อสะอาดดีแล้ว ล้างปากและฟันด้วยน้ำอุ่น
  • หรือผสมผงฟู 2 ช้อนชาและเกลือ 1 ช้อนชาคนให้เข้ากัน
  • และใช้แปรงสีฟันที่เปียกหมาดๆจุ่มลง และแปรงฟันด้วยส่วนผสมนี้อย่างเบามือ สามารถใช้สูตรนี้ได้สัปดาห์ละ 1 ครั้ง

ข้อควรระวัง ไม่ควรใช้ผงฟูในปริมาณมากเกินไป เพราะอาจทำให้ผิวเคลือบฟันสึกหรอได้

3.  ฝรั่ง

ผลฝรั่งและใบฝรั่งมีสารต้านฤทธิ์ลดอาการอักเสบได้อย่างดีเยี่ยม ช่วยขจัดคราบจุลินทรีย์ที่สะสมบนฟันและเหงือก  ลดอาการปวดบวมของเหงือก ผลการศึกษาจากวารสารนานาชาติในปี 2014 ด้านจุลชีววิทยาและวิทยาศาสตร์ประยุกต์  พบว่าสารสกัดจากใบฝรั่งช่วยลดการยึดติดของคราบจุลินทรีย์ในระยะเริ่มแรก  มีฤทธิ์ยับยั้งเชื้อแบคทีเรียและเชื้อจุลินทรีย์ที่เป็นสาเหตุของหินปูนและฟันผุได้อย่างดีเยี่ยม

วิธีการใช้มีดังนี้

  • ล้างใบฝรั่งให้สะอาดและเคี้ยวให้ละเอียดแล้วคายออก สามารถทำเช่นนี้ทุกวัน เพื่อลดความเสี่ยงต่อการเกิดคราบจุลินทรีย์บนผิวฟัน
  • นำเนื้อฝรั่งที่ยังไม่สุกดี โรยเกลือลงบนฝรั่งเล็กน้อย เคี้ยวช้าๆสัก 1-2 นาที ทำวันละ 1-2 ครั้ง สัปดาห์นึงประมาณ 2-3 วัน
    หากไม่สะดวกสำหรับสองวิธีแรกสามารถใช้น้ำยาบ้วนปากที่มีสารสกัดจากใบฝรั่งทดแทนได้

4.  ว่านหางจระเข้

ว่านหางจระเข้มีประสิทธิภาพในการจัดการกับโรคเหงือกที่เกิดจากคราบจุลินทรีย์ ช่วยฆ่าเชื้อแบคทีเรีย และช่วยดับกลิ่นปากได้ จากวารสารสุขภาพช่องปากและการจัดการทางทันตกรรมในปี 2014 พบว่าว่านหางจระเข้ สามารถดูแลปัญหาคราบจุลินทรีย์และโรคเหงือกอักเสบ โดยการออกฤทธิ์คล้ายน้ำยาบ้วนปากที่ผสมสารป้องกันแบคทีเรียได้อย่างมีประสิทธิภาพ

วิธีการใช้มีดังนี้

  • นำว่านหางจระเข้มาล้างน้ำให้สะอาด โดยล้างเมือกลื่นๆและยางออกให้หมด
  • นำเนื้อว่านหางจระเข้ที่ได้มาถูบริเวณฟันและแนวเหงือก ทิ้งไว้ประมาณ 10 นาทีแล้วล้างออกด้วยน้ำเย็น สามารถใช้วิธีนี้ได้วันละ 2 ครั้ง

5.  กานพลู

กานพลูนี้นิยมใช้กันอย่างแพร่หลายมานานหลายทศวรรษแล้ว เป็นสมุนไพรที่ใช้บรรเทาอาการปวดฟันและใช้ในการกำจัดเชื้อจุลินทรีย์ในช่องปากที่เป็นสาเหตุให้เกิดคราบจุลินทรีย์และหินปูน จากผลการศึกษาในปี 2014 ของวารสารในประเทศอินเดียระบุว่า การล้างปากหรือบ้วนปากด้วยสมุนไพรที่มีส่วนผสมของกานพลู น้ำมันต้นชาและใบโหระพานั้น สามารถช่วยลดปริมาณเชื้อโรคของเชื้อจุลินทรีย์ในช่องปากได้

วิธีการทำก็ไม่ยุ่งยากเลยค่ะ

  • ใช้ผงกานพลู 1 ช้อนชา และน้ำมันมะกอกเล็กน้อย ผสมให้เข้ากัน
  • นำมาแปรงฟันแล้วล้างออกด้วยน้ำอุ่น สามารถทำแบบนี้ได้วันละ 2 ครั้ง เช้า – เย็น

นอกจากนี้ควรเคี้ยวกานพลู 1-2 ก้านเป็นประจำเพื่อสุขภาพที่ดีของช่องปาก ช่วยลดกลิ่นปากที่เกิดจากแบคทีเรียในช่องปากได้ดีทีเดียว

6.  น้ำส้มสายชูสีขาวใส

น้ำส้มสายชูแบบสีขาวใส มีกรดอะซิติกและแร่ธาตุที่สามารถช่วยป้องกันและลดการสะสมของคราบจุลินทรีย์ ช่วยเคลือบฟันและต้านเชื้อแบคทีเรียได้ จากการศึกษาในวารสารนานาชาติปี 2014 แสดงให้เห็นว่า ในน้ำส้มสายชูแบบสีขาวใส สามารถลดปริมาณจุลินทรีย์ลงได้ เมื่อเทียบกับน้ำกลั่นและลกีเซอรีนในปริมาณ 4 % เท่ากัน

วิธีการใช้สำหรับช่องปาก

  • ผสมน้ำส้มสายชู 2 ช้อนชาและเกลือ 1 ช้อนชา ในถ้วยน้ำอุ่น
  • นำส่วนผสมที่ได้ใช้บ้วนปากวันละ 1-2 ครั้ง

 7.  เปลือกส้ม

เปลือกส้มมักใช้บริเวณเปลือกมาช่วยในการขจัดคราบสกปรกที่ฟัน โดยการขัด ซึ่งวิธีนี้จะช่วยให้ฟันขาวสะอาดอย่างเป็นธรรมชาติ และสารในเปลือกสารส้มนั้นจะช่วยลดคราบจุลินทรีย์ โดยไม่ทำลายผิวเคลือบฟัน นอกจากนี้วิตามินซี ยังช่วยป้องกันการเจริญเติบโตของเชื้อจุลินทรีย์บนผิวฟัน

วิธีการใช้เปลือกส้มกับฟันของคุณ

  • ใช้ด้านในของเปลือกส้มสด นวดและถูเหงือกและฟันของคุณก่อนเข้านอน
  • ทิ้งไว้ข้ามคืนและล้างออกในเช้าวันรุ่งขึ้น
  • ทำซ้ำได้ตามต้องการ เพื่อให้ฟันขาวสะอาด สดชื่น

8.  น้ำมันหอมระเหยโรสแมรี่

น้ำมันหอมระเหยโรสแมรี่ ออกฤทธิ์คล้ายกับยาฆ่าเชื้อโรค ทำหน้าที่ขจัดแบคทีเรียในช่องปาก สามารถป้องกันการสะสมของคราบจุลินทรีย์ที่เป็นสาเหตุให้เกิดฟันผุและยังสามารถช่วยกำจัดกลิ่นปากได้อย่างมีประสิทธิภาพ

จากวารสารจุลชีววิทยาประยุกต์ที่ตีพิิมพ์ในปี 2012 แสดงให้เห็นว่า สารสกัดที่ได้จากพืชโรสแมรี่นั้น สามารถยับยั้งการเจริญเติบโตของแบคทีเรียในช่องปากได้อย่างยอดเยี่ยม

วิธีการใช้มีดังนี้

  • ผสมน้ำมันหอมระเหยโรสแมรี่ 2-3 หยดลงในน้ำ
  • คนให้เข้ากัน แล้วนำมาอมทิ้งไว้ประมาณ 10 นาที
  • บ้วนทิ้งและแปรงฟันตามปกติ ไม่ควรกลืนลงไป
  • ทำซ้ำได้ทุกวัน วันละ 2 ครั้ง
  • หากไม่มีน้ำมันหอมระเหยโรสแมรี่ สามารถใช้น้ำมันหอมระเหยสะเดาหรือโหระพาแทนได้

9.  ชาดำ

ด้วยคุณสมบัติที่ต้านอนุมูลอิสระ และต้านเชื้อจุลินทรีย์ ชาดำสามารถควบคุมแบคทีเรียในช่องปาก  และช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดคราบจุลินทรีย์ได้  และนอกจากนี้ชาดำยังเป็นแหล่งที่อุดมไปด้วยสารฟลูออไรด์ แร่ธาตุที่อยู่ในชาดำยังช่วยป้องกันฟันผุ ช่วยเคลือบฟันให้ฟันมีความแข็งแรง และลดความเป็นกรดที่เป็นสาเหตุของฟันผุได้อย่างมีประสิทธิภาพ

วารสารทันตแพทย์ศาสตร์ มหาวิทยาลัยวิทยาศาสตร์การแพทย์แห่งประเทศเตหะราน แสดงให้เห็นว่า มีฟลูออไรด์อยู่ในชาดำและชาเขียว จากคุณสมบัตินี้จะช่วยต้านเชื้อแบคทีเรียในปากและฟันได้

วิธีใช้ชาดำกับฟันของคุณ

  • เทผงชาดำลงในน้ำร้อน ทิ้งไว้ประมาณ 5 นาที
  • กรองเอาแต่น้ำ เพื่อให้ได้ฟลูออไรด์ที่เข้มข้น ปล่อยทิ้งไว้ให้เย็น
  • นำมาบ้วนปาก วันละ 1 ครั้ง เพื่อป้องกันการสะสมของคราบจุลินทรีย์

10.  ชีส

การกินชีสช่วยสร้างชั้นป้องกันบริเวณผิวฟันและโคนรอบฟัน ช่วยลดกรดแบคทีเรียและมีแคลเซียมฟอสเฟต ช่วยฟื้นฟูฟันของคุณเมื่อฟันมีปัญหา

จากวารสารทันตกรรมสำหรับเด็กในยุโรปปี 2012 ระบุว่า ชีสที่ไม่มีน้ำตาล สามารถป้องกันโรคฟันผุ โดยการเพิ่มความเข้มข้นของแคลเซียมและฟอสฟอรัสบริเวณตัวฟัน

คำแนะนำ ควรกินเนยแข็งเล็กน้อย หลังจากที่กินอาหารเสร็จเรียบร้อยแล้ว เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดคราบจุลินทรีย์ที่ผิวฟัน

เคล็ดลับเพิ่มเติม

  • การกินอาหารรสเผ็ดเป็นการกระตุ้นต่อมน้ำลายของคุณ น้ำลายจะช่วยทำความสะอาดฟันและเหงือกของคุณ เป็นการลดปัญหาโรคเหงือกและฟันผุ
  • เคี้ยวแอปเปิ้ลดิบหลังจากกินอาหารไปแล้ว 1 ชั่วโมง จะช่วยทำความทสะอาดฟันและรักษาเหงือก
  • การกินมะเดื่อสามารถช่วยเสริมสร้างฟันของคุณและกระตุ้นการไหลของน้ำลายให้มีประสิทธิภาพ ฉะนั้นควรเคี้ยวมะเดื่อให้ละเอียด เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดในการช่วยย่อยอาหารด้วยน้ำลาย
  • ควรจำกัดการบริโภคอาหารแปรรูปที่มีน้ำตาลและแป้ง เพื่อลดแบคทีเรียในช่องปาก
  • แปรงฟันด้วยยาสีฟันอย่างน้อยวันละ 2 ครั้ง โดยการเลือก ใช้แปรงไนล่อนขนอ่อน ที่มีลักษณะของขนแปรงแบบกลม และเวลาแปรงฟัน ควรกดแปรงลงประมาณ 45 องศาของแนวฟัน หลังการแปรงฟันควรแปรงลิ้นด้วยเช่นกัน เพราะลิ้นเป็นแหล่งสะสมเชื้อแบคทีเรียและคราบจุลินทรีย์
  • ควรใช้ไหมขัดฟัน เป็นประจำอย่างสม่ำเสมอ เพื่อทำความสะอาดเหงือกและโคนรอบๆฟัน
  • ควรพบทันตแพทย์ เพื่อตรวจดูแลรักษาปัญหาเหงือกและฟันอย่างน้อยปีละ 1-2 ครั้ง

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องที่ต้องการถูกทำเครื่องหมาย *