ประโยชน์การดื่มน้ำร้อน

ดื่มน้ำร้อน ดีหรือไม่ มีประโยชน์อย่างไร

หากไม่มีอาหารให้รับประทานมนุษย์เราสามารถอยู่ได้นานถึง 3 สัปดาห์แต่หากขาดน้ำอาจอยู่ได้แค่ 3-7 วัน ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับสภาพแวดล้อมที่อาศัยอยู่ด้วย น้ำเป็นส่วนประกอบถึง 2 ใน 3 ของร่างกายการดื่มน้ำจะช่วยส่งผลดีต่อทุกระบบในร่างกาย การแพทย์แผนจีนและอายุรเวทอินเดีย ได้กล่าวถึงการเริ่มต้นเช้าวันใหม่ด้วยการดื่มน้ำร้อนว่า เป็นสิ่งที่ควรทำ ซึ่งการดื่มน้ำร้อนจะมีประโยชน์อย่างไรติดตามได้ในบทความนี้

1. ขับสารพิษ

การดื่มน้ำร้อนในช่วงเช้าหลังตื่นนอนจะช่วยเพิ่มอุณหภูมิในร่างกาย กระตุ้นระบบต่อมไร้ท่อให้เริ่มทำงานและขับเหงื่อขับของเสียสารพิษต่างๆให้ถูกกำจัดออกไป ช่วยให้รู้สึกสดชื่นและสบายตัวมากขึ้น

2. ท้องผูก

เพื่อเป็นการกระตุ้นให้ลำไส้บีบตัวเคลื่อนไหวลำเลียงของเสียได้ง่ายขึ้นการดื่มน้ำร้อน 1-2 ถ้วยมีส่วนช่วยให้ลำไส้ทำงานได้ดีมากขึ้น เมื่อมีอาการท้องผูกลองดื่มน้ำร้อนในช่วงเช้าก่อนรับประทานอาหารและนวดท้องเบา ๆ วิธีนี้จะช่วยกระตุ้นให้ลำไส้เริ่มทำงานลดปัญหาท้องผูกได้เป็นอย่างดี

3. บรรเทาหวัดคัดจมูก

บ่อยครั้งที่เป็นหวัดคัดจมูกและหายใจไม่สะดวก การดื่มน้ำร้อนจะช่วยบรรเทาให้อาการดีขึ้น ความร้อนของน้ำร้อนทำให้เกิดไอน้ำ ขณะดื่มควรสูดดมไอน้ำควบคู่กันไปด้วย โดยอาจมี 1 แก้วไว้ดื่มอีก 1 แก้วไว้ใช้สูดดมไอระเหย เมื่อทำคู่กันจะช่วยคลายอาการคัดจมูก ขับเสมหะในลำคอ ลดการสะสมของน้ำมูก ช่วยให้หายใจได้โล่ง ไม่อึดอัด

4. ระบบเลือด

การอาบน้ำอุ่นมีส่วนช่วยให้หลอดเลือดแดง และหลอดเลือดดำ ขยายตัวส่งผลให้เลือดไหลเวียนได้ดี การดื่มน้ำร้อนก็ให้ผลลัพธ์ที่คล้ายคลึงกัน เพียงแต่การดื่มน้ำร้อน เป็นการกระตุ้นระบบร่างกายจากภายในสู่ภายนอก ช่วยให้อวัยวะภายในและระบบเลือดผ่อนคลาย เป็นการเตรียมพร้อมในการทำงานของระบบเซลล์และระบบต่าง ๆ ในร่างกาย

5. ลดอาการบวมน้ำ

หากรู้สึกอึดอัดและร่างกายมีอาการบวมน้ำ การดื่มน้ำที่อุณหภูมิประมาณ 45-50 องศาเซลเซียสมีส่วนช่วยกระตุ้นระบบเผาผลาญอาหาร ลดอาการบวมน้ำ ขับของเสียส่วนเกินในเซลล์ทิ้ง

 6. บรรเทาปวดประจำเดือน

วันเบา ๆ ของผู้หญิงหลายคน มักมีอาการปวดท้อง เพราะการบิดตัวของกล้ามเนื้อในช่องท้อง ส่วนใหญ่มักนิยมใช้กระเป๋าน้ำร้อนประคบภายนอก เพื่อลดอาการปวด การดื่มน้ำร้อนงดน้ำเย็นในช่วงที่มีประจำเดือนก็เป็นอีกสิ่งหนึ่งที่เราควรทำ เนื่องจากน้ำร้อนที่ดื่มเข้าไปนั้น จะสามารถช่วยคลายการบีบรัดตัวของมดลูก กระตุ้นการทำงานของระบบเลือด ลดอาการปวดกล้ามเนื้อ บรรเทาอาการปวดท้องและช่วยให้รู้สึกผ่อนคลายมากขึ้น

อย่างไรก็ตาม น้ำร้อนที่นำมาดื่มควรมีอุณหภูมิไม่เกิน 50 องศาเซลเซียสและเมื่อดื่มเข้าไปคำแรกไม่ควรรีบกลืนให้ค่อยๆจิบค่อยๆดื่ม เพื่อเป็นการกระตุ้นอวัยวะภายในให้ตื่นตัวอย่างช้าๆ หากใจร้อนรีบดื่ม อาจทำให้เยื่อบุในช่องปากพุพอง ส่งผลให้เกิดแผลในช่องปากและลำคอได้

โรคภูมิแพ้

โรคภูมิแพ้ ทุเลาได้ ด้วย 6 วิธีจากธรรมชาติที่ทำเองได้

เชื้อโรคหรือสารก่อภูมิแพ้ที่ล่องลอยอยู่ในอากาศ หรือแม้แต่สารเคมีบางชนิดที่เราสูดดมหายใจเข้าสู่ปอด ปัจจัยเหล่านี้ อาจก่อให้เกิดปฏิกิริยาการอักเสบต่อร่างกาย ส่งผลให้มีอาการไอ จาม น้ำมูกไหล น้ำตาไหล เป็นผื่นคันระคายเคืองตามผิวหนัง และอาจถึงขั้นกลายเป็นโรคภูมิแพ้ได้ หากมีอาการที่บ่งชี้ว่ามีแนวโน้มที่จะเป็นโรคนี้ เราควรดูแลสุขภาพอย่างไร บทความนี้ มี 6 วิธีธรรมชาติในการรักษาภูมิแพ้มาฝากดังนี้

1. ทำความสะอาดโพรงจมูก

เมื่อมีสิ่งแปลกปลอมผ่านเข้ามาในจมูก เช่น สารก่อภูมิแพ้ประเภทละอองเกสรดอกไม้ หรือฝุ่นละออง ที่ทำให้เกิดอาการจามไม่หยุด น้ำมูกไหล ให้ลองทำความสะอาดด้วยการล้างจมูกด้วยน้ำเกลือ จะช่วยลดจำนวนเชื้อโรค สารก่อภูมิแพ้ และน้ำมูกให้ลดลง

2. ลดและขจัดความเครียด

ฮอร์โมนความเครียด สร้างความเสียหายให้กับร่างกายเกือบทุกส่วน โดยเฉพาะเวลาที่ร่างกายอ่อนแอและมีความเครียดร่วมอยู่ด้วย จะยิ่งทำให้อาการของภูมิแพ้นั้นยิ่งแย่ลง การลดและขจัดความเครียดด้วยวิธีการทำสมาธิ ฝึกจิตให้สงบนิ่ง ถือเป็นการขจัดความเครียดที่ดี นอกจากจะลดความกดดันแล้ว ยังเป็นการสร้างภูมิคุ้มกันทางใจให้มีความแข็งแรงมากขึ้นอีกด้วย

3. ฝังเข็ม

เมื่อเกิดความไม่สมดุลของร่างกายจากโรคภูมิแพ้ และต้องการรักษาด้วยวิธีธรรมชาติ การฝังเข็มจะเป็นการช่วยลดความไวของปฏิกิริยาร่างกายต่อสารก่อภูมิแพ้ ส่งผลให้อาการภูมิแพ้ลดลงและหายไปในที่สุด

4. ใช้โปรไบโอติก

ภูมิแพ้จะทำให้ร่างกายตอบสนองสิ่งเร้าด้วยการแสดงอาการต่าง ๆ เช่น ไอจาม ผื่นคัน การเลือกรับประทานอาหาร สามารถช่วยให้ภูมิแพ้ดีขึ้นได้ หากเราเพิ่มจำนวนแบคทีเรียตัวที่ดีในลำไส้ให้มากขึ้น โดยการรับประทานอาหารที่มีโปรไบโอติก แบคทีเรียเหล่านี้สามารถช่วยกระตุ้นการผลิตสารเสริมภูมิคุ้มกัน และขัดขวางการเจริญเติบโตของเชื้อโรค อีกทั้งยังช่วยเพิ่มระบบภูมิคุ้มกันให้แข็งแรงมากขึ้น

5. น้ำมันหอมระเหย 

การบำบัดอาการภูมิแพ้ด้วยน้ำมันหอมระเหย เช่น สะระแหน่ โหระพา ยูคาลิปตัส สามารถช่วยลดการอักเสบ ล้างพิษในร่างกาย ขจัดเชื้อแบคทีเรียและสารพิษที่ก่อให้เกิดภูมิแพ้ได้ อาบนำมาใช้คู่กับเตาน้ำมันหอมระเหย ใช้หยดผสมลงในอ่างอาบน้ำ ใช้สูดดมโดยตรง หรือนำมาผสมในอ่างน้ำร้อนและใช้ผ้าคลุมศีรษะสูดดมไอระเหย ก็สามารถช่วยบรรเทาอาการจากภูมิแพ้ให้ดีขึ้นได้ ทั้งนี้ควรเป็นน้ำมันหอมระเหยจากธรรมชาติ มิใช่น้ำมันหอมระเหยสังเคราะห์ จึงจะได้ผลลัพธ์ที่ดีและรวดเร็วมากขึ้น

6. หมั่นทำความสะอาดที่อยู่อาศัย

สาเหตุหลักใกล้ตัวที่ทำให้ภูมิแพ้ถูกกระตุ้นได้ง่าย คือฝุ่นละอองในบ้าน การทำความสะอาดบ้านเป็นประจำ สามารถกำจัดต้นเหตุของอาการแพ้ได้มากมาย ไม่ว่าจะทำความสะอาดแอร์ เปลี่ยนไส้กรองอากาศในบ้าน ทำความสะอาดตู้และชั้นเก็บของในที่ต่างๆ ทำความสะอาดพรม ผ้าเช็ดเท้า เครื่องใช้ส่วนตัวอย่างที่นอน หมอนผ้าห่ม ผ้าปูเตียง ผ้าเช็ดตัว ก็เป็นสิ่งสำคัญอันดับต้นๆที่ไม่ควรมองข้าม

ภูมิแพ้ไม่ใช่เรื่องล้อเล่น ใครที่มีอาการจากโรคนี้ จะทราบถึงความทรมานได้เป็นอย่างดี หากต้องการหลีกเลี่ยงและบรรเทาอาการ ลองนำ 6 วิธีธรรมชาติในการรักษาภูมิแพ้ไปลองปรับใช้กันดู เชื่อว่าน่าจะให้ผลลัพธ์ที่ดี มากกว่าการใช้ยาเคมีรักษาแน่นอน

ประโยชน์มะเดื่อ

8 ประโยชน์มะเดื่อ หรือลูกฟิกส์ FIG สรรพคุณเข้มข้น เต็มเปี่ยมด้วยคุณค่า

มะเดื่อเป็นผลไม้ที่อยู่ในตระกูลหม่อน มีรสชาติและเนื้อสัมผัสที่เป็นเอกลักษณ์ มีถิ่นกำเนิดในประเทศอินเดียและตุรกี มีหลากหลายสายพันธุ์ อุดมไปด้วยคุณค่าทางโภชนาการ และนี่คือประโยชน์ของลูกฟิกส์หรือมะเดื่อที่มีต่อสุขภาพ

1. ดูแลระบบทางเดินอาหาร 

สามารถนำมะเดื่อจำนวน 3-5 ชิ้น แช่ลงในน้ำในขวดแก้ว ปล่อยทิ้งไว้ข้ามคืน และนำมาดื่มในตอนเช้าพร้อมกับรับประทานเนื้อรวมไปด้วย ไฟเบอร์ในมะเดื่อจะช่วยบรรเทาอาการท้องผูก ทำให้ลำไส้มีการเคลื่อนไหวขับของเสียออกได้อย่างง่ายดาย

2. ดูแลหัวใจ 

ไตรกลีเซอไรด์เป็นอนุภาคไขมันในเลือด ที่อาจเป็นต้นเหตุนำไปสู่โรคหัวใจ การรับประทานมะเดื่อที่มีสารฟีนอลและกรดไขมันโอเมก้า 3 โอเมก้า 6 จะช่วยในการกำจัดอนุมูลอิสระที่ปิดกั้นหลอดเลือดหัวใจ และทำให้เกิดโรคหลอดเลือดหัวใจ

3. ลดคลอเรสเตอรอล 

เส้นใยเพคตินในมะเดื่อเป็นเส้นใยที่ละลายน้ำได้ สามารถช่วยลดระดับคอเลสเตอรอลส่วนเกินในระบบย่อยอาหาร และกำจัดไขมันส่วนเกินในลำไส้ได้

4. ป้องกันมะเร็งลำไส้ใหญ่

การรับประทานมะเดื่อเป็นประจำ จะช่วยลดความเสี่ยงของโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่ เยื่อเมือกและเส้นใยมะเดื่อช่วยกำจัดของเสียในร่างกาย และช่วยขจัดเมือกไขมันที่อยู่ในลำไส้ จึงสามารถช่วยป้องกันมะเร็งลำไส้ใหญ่ได้

5. โลหิตจาง 

จากการขาดธาตุเหล็ก อาจส่งผลให้เกิดภาวะโลหิตจาง ในมะเดื่อมีธาตุเหล็กซึ่งเป็นองค์ประกอบสำคัญของเฮโมโกลบิน การรับประทานมะเดื่อแห้ง มีส่วนช่วยเพิ่มระดับคีโมโกลบินในเลือดได้

6. ลดระดับน้ำตาล

ใบมะเดื่อเมื่อนำมาชงเป็นชา และใช้ดื่ม สามารถช่วยควบคุมการเพิ่มขึ้นของระดับน้ำตาลในเลือดหลังมื้ออาหาร

7. เพิ่มมวลกระดูก

ความหนาแน่นของกระดูกและการเสื่อมสลายตัวลงมักเกี่ยวข้องกับอายุที่เพิ่มมากขึ้น ในมะเดื่อมีแคลเซียมโพแทสเซียม และแมกนีเซียม แร่ธาตุเหล่านี้สามารถช่วยปรับปรุงความหนาแน่นของกระดูก ป้องกันมิให้กระดูกเสื่อมหรือเปราะบางง่าย

8. ฟื้นฟูผิว 

ไม่ว่าจะกินมะเดื่อ หรือนำมะเดื่อมาทำเป็นมาพอกหน้าก็ให้ผลลัพธ์ที่ดีเช่นกัน ใช้ผลมะเดื่อ 1-2 ลูก นำเนื้อมาผสมกับน้ำผึ้งหรือโยเกิร์ต 1 ช้อนชา ผสมให้เข้ากัน แล้วนำมาใช้พอกหน้า และล้างออกให้สะอาด วิธีนี้จะช่วยฟื้นฟูผิวลดริ้วรอย คืนความกระชับและลดความกระด้างของผิวได้เป็นอย่างดี

8 ประโยชน์ของมะเดื่อฟังแล้วสามารถนำมาประยุกต์ใช้กับสุขภาพได้เป็นอย่างดีแต่การรับประทานมะเดื่อควรรับประทานแต่พอดีเนื่องจากมีน้ำตาลฟรุกโตสและให้แคลอรี่สูงหากมีโรคประจำตัวและเป็นกังวลเกี่ยวกับปัญหาสุขภาพควรปรึกษาแพทย์ก่อนการรับประทาน

ประโยชน์ปูนแแดง

7 ประโยชน์ปูนแดง ปูนกินหมาก ใช้ได้หลายอย่าง ไม่ผิดหวัง

ปูนแดงภูมิปัญญาไทยที่มากกว่าการนำมาใช้ในการกินหมากสามารถนำมาใช้ประกอบอาหารหรือดูแลพืช อีกทั้งยังช่วยในการกำจัดยุงลายโดยไม่ทำลายสิ่งแวดล้อม

1. ใช้ถนอมอาหาร


เมื่อทำอาหารประเภทฟักหรือฟักทอง และใช้ไม่หมดต้องการเก็บไว้ใช้ต่อในครั้งถัดไป ให้นำปูนแดงมาใช้ทาบริเวณรอยที่ถูกตัด วิธีนี้จะช่วยให้ฟักและฟักทองไม่ขึ้นรา หากต้องการนำส่วนที่เหลือมาใช้อีกครั้ง ก็ฝานส่วนที่เราทาปูนแดงทิ้งออกไป แล้วล้างให้สะอาดและนำมาทำอาหารต่อได้เลย

2. ห้ามเลือด

หากโดนปลิงหรือทากกัด ให้นำปูนแดงมาใช้ทาบาดแผล จะช่วยห้ามเลือดให้หยุดไหล เมื่อต้องเดินทางเข้าป่าหรือไปในสถานที่ที่มีสัตว์ชนิดนี้ แนะนำให้พกปูนแดงไว้ใช้ยามฉุกเฉิน

3. โดนพิษแมลง

อาการปวดบวมแดงจากพิษแมลงกัดต่อย ใช้ปูนแดงป้ายทาบริเวณที่มีอาการ จะช่วยลดความเจ็บปวดและอาการบวมให้ทุเลาลงได้

4. น้ำลายยุง

เมื่อโดนยุงกัดบางท่านอาจมีอาการแพ้น้ำลายยุง ทำให้มีตุ่มคันและบวม ใช้ปูนแดงเพียงเล็กน้อย แต้มบริเวณที่โดนยุงกัด จะช่วยลดอาการคันและไม่ทำให้เป็นตุ่มแดง

5. ดับพิษแมงกะพรุน

แมงกะพรุนเมื่อโดนกัดแล้ว จะทำให้เกิดแผลพุพองแสบและมีอาการคัน สามารถใช้น้ำปูนใสจากการทำปูนแดงมาราดหรือทาได้ จะช่วยลดอาการแสบร้อน ลดพิษที่ทำให้เกิดอาการคัน ช่วยให้แผลไม่ลุกลามมากขึ้น

6. กำจัดลูกน้ำยุงลาย

สาเหตุของโรคไข้เลือดออกคือมีแหล่งน้ำขัง และมียุงลายเพาะพันธุ์ในแหล่งน้ำที่ขังไม่ไหลเวียน สามารถใช้ทรายอะเบท เพื่อลดอัตราการเกิดของยุงลายได้ แต่การใช้ทรายอะเบทจะไม่สามารถนำน้ำมาใช้ได้ ภูมิปัญญาชาวบ้านจึงคิดค้นวิธีที่ช่วยกำจัดลูกน้ำในน้ำได้ และยังสามารถนำน้ำมาใช้ประโยชน์ได้ต่อ โดยการใช้ปูนแดง 4 กิโลกรัม ผสมกับน้ำขิง 5 ขีด คลุกผสมให้เข้ากัน แล้วนำมาปั้นเป็นก้อนขนาดประมาณลูกปิงปองตากไว้ 3 วัน เมื่อแห้งแล้วนำมาใช้ใส่โอ่ง ไม่มีกลิ่นเหม็น สามารถนำมาใช้กินใช้อาบได้ตามปกติ ไม่เหมือนกับทรายอะเบทที่ใช้กำจัดยุงลาย ได้เพียงอย่างเดียว

7. ล้างผักผลไม้

ด้วยความเป็นด่างของน้ำปูนใสจากปูนแดง สามารถนำมาใช้เพื่อทำความสะอาดผักผลไม้ ช่วยล้างสารเคมียาฆ่าแมลงและโลหะหนักที่ตกค้างได้ ทั้งนี้ไม่ควรแช่น้ำมากเกินไปเพราะอาจทำให้เปลือกผิวของผักผลไม้มีความแข็งกระด้างมากขึ้น

ปัจจุบันปูนแดงก็ยังได้รับความนิยมในการใช้ทำอาหารคาวหวานอยู่เสมอ หากบ้านใดมีได้ทำอาหารแต่ถ้ามีปูนแดงไว้ติดบ้าน เมื่อมีเหตุการณ์ที่ต้องใช้ก็สามารถนำมาใช้ได้ทันท่วงที ทั้งนี้สามารถหาซื้อได้ง่ายตามตลาดสดหรือร้านค้าออนไลน์

ประโยชน์ผักแพว

8 ประโยชน์ผักแพว ผักสมุนไพรเพื่อคนแนวๆ รักสุขภาพ

กระแสการปลูกผักไว้กินเองในตอนนี้ค่อนข้างมาแรงแซงทางโค้ง เพราะผู้ปลูกส่วนใหญ่มักต้องการดูแลสุขภาพหลีกเลี่ยงสารเคมีที่ปนเปื้อน ซึ่งเพื่อให้ได้คุณค่าทางสารอาหารแบบเต็มๆ การปลูกผักกินเองก็ถือเป็นทางเลือกที่ดีไม่ใช่น้อย หากใครยังนึกไม่ออกว่าจะปลูกผักอะไรดีที่จะตอบโจทย์ บทความนี้ขอแนะนำผักแพว ผักพื้นบ้านที่ปลูกง่ายรสชาติอร่อยและยังให้ประโยชน์ในหลายด้าน อย่ารอช้าไปชมประโยชน์ผักแพวต่อสุขภาพกันได้เลย

1. ผักพื้นบ้านแต่คุณค่าทางโภชนาการแม่บ้านนะ ผักแพวอุดมด้วยวิตามินและแร่ธาตุที่หลากหลาย มีสรรพคุณทางยาที่ดีใช้ในการป้องกันและต่อต้านโรคต่างๆ อีกทั้งยังช่วยเสริมภูมิต้านทานของร่างกาย ให้แข็งแรงช่วยยืดอายุเซลล์หรือชะลอวัยไม่ให้แก่ก่อนวัยได้อีกด้วย

2. บำรุงสายตา ผักที่ช่วยดูแลสุขภาพสายตา นอกจากจะมีผักบุ้งแล้วก็ยังมีผักแพวอีก 1 ชนิด ที่สามารถช่วยบำรุงและดูแลดวงตาได้ เนื่องจากอุดมด้วยวิตามินเอที่ช่วยในการมองเห็นให้ภาพชัดเจน ลดความพร่ามัวและลดความอ่อนล้าของดวงตาได้เป็นอย่างดี

3. วิตามินซีสูง วิตามินซีมีได้พบได้แต่ในผลไม้ที่มีรสเปรี้ยวเท่านั้น ในผักแพวเองก็เป็นผักที่ติดอันดับ 1 ใน 10 ของผักที่มีวิตามินซีสูง ช่วยป้องกันโรคเลือดออกตามไรฟัน เสริมสร้างภูมิต้านทานของเซลล์ซ่อมแซมเนื้อเยื่อ ต้านอนุมูลอิสระและป้องกันโรคหวัด

4. กระดูกและฟันแข็งแรง กินผักแพวก็สามารถช่วยบำรุงกระดูกและฟันให้แข็งแรงได้ ในผักแพวอุดมด้วยแคลเซียมสูงถึง 390 มิลลิกรัมต่อผัก 100 กรัม ใครไม่ชอบดื่มนมลองกินผักแพวแทนก็ให้ผลดีไม่แพ้กันเลย

5. ท้องอืดอาการลมในช่องท้อง ลมดันอึดอัดท้องอืดให้รองรับประทานผักแพวเสริมในมื้ออาหาร ด้วยรสเผ็ดร้อนจะช่วยขับลมในกระเพาะ ให้ระบายออกทำให้รู้สึกสบายตัวมากขึ้น

6. ลดไขมันในเส้นเลือด การรับประทานผักแพรวอย่างน้อยวันละ 3 ขีด มีส่วนช่วยกระตุ้นการเผาผลาญของไขมันในกระแสเลือด หากใครกังวลเรื่องไขมันที่อาจแฝงมากับอาหารอื่นที่รับประทาน แนะนำให้กินผักแพวเป็นผักเคียงในมื้ออาหาร นอกจากจะช่วยลดความเลี่ยนความมัน ผลพลอยได้ในเรื่องไขมันในเส้นเลือดที่ลดลงอีกด้วย

7. หมดปัญหานั่งห้องน้ำนาน ท้องผูกปัญหาใหญ่ของใครหลายๆคน การนั่งห้องน้ำนานเนื่องจากไม่สามารถขับถ่ายได้อย่างสะดวก อาจส่งผลต่อสุขภาพด้านอื่น เช่น โรคเหน็บชา อาการเป็นริดสีดวงทวาร โรคมะเร็งลำไส้ใหญ่ ผักแพวมีกากใยติดอันดับในกลุ่มของผักพื้นบ้าน ที่อุดมด้วยไฟเบอร์สูง เป็นตัวช่วยที่ดีในการแก้ปัญหาท้องผูก ช่วยให้ขับถ่ายคล่องไม่ปวดเบ่ง ลดเวลาในการเข้าห้องน้ำได้เป็นอย่างดี

8. ดับกลิ่นคาวเนื้อสัตว์ พืชสมุนไพรไทยหลายชนิดที่สามารถดับกลิ่นคาวเนื้อสัตว์ได้ ไม่ว่าจะเป็น ตะไคร้ ใบมะกรูด ขิง ข่า ผักแพวก็เช่นกัน สามารถนำมาใช้ทำอาหารเพื่อดับกลิ่นคาวปลา อีกทั้งยังช่วยให้อาหารมีรสชาติเผ็ดร้อนมากขึ้น

ประโยชน์สะเดา

9 ประโยชน์สะเดา สมุนไพรอินเดีย หลากหลายสรรพคุณ

หวานเป็นลมขมเป็นสะเดา มีใครรู้สึกแบบนี้บ้างเอ่ย สะเดาพืชที่มีความขม แต่แฝงไปด้วยสรรพคุณทางความยาที่ดี เป็นผักพื้นบ้านที่หากินได้ง่าย อีกทั้งยังดีต่อสุขภาพ ในความขมจะมีสิ่งใดซ่อนอยู่บ้าง รู้ไว้ดอทคอมนำข้อมูลมาฝากในบทความนี้แล้ว

1. ล้างพิษในร่างกาย นำใบสะเดามาต้มกับน้ำเปล่าให้เดือด แล้วนำน้ำมาใช้ดื่มอย่างน้อยวันละ 1 ครั้ง จะสามารถช่วยล้างสารพิษที่ตกค้างในร่างกาย ให้ขับออกไปทางเหงื่อและปัสสาวะ นอกจากนี้การดื่มน้ำใบสะเดา ยังส่งเสริมการทำงานของระบบเลือดให้ไหลเวียนได้ดีขึ้นอีกด้วย

 2. กระตุ้นการทำงานของน้ำดี ใบสะเดาเมื่อรับประทานคู่กับอาหาร สามารถกระตุ้นการทำงานของน้ำดี ส่งผลให้กระเพาะอาหารทำหน้าที่ย่อยได้เต็มประสิทธิภาพ โดยเฉพาะเมื่อรับประทานอาหารประเภทที่มีไขมันสูง ใบสะเดาจะช่วยให้อาหารชนิดนั้นถูกย่อยได้ดีขึ้น

 3. ดูแลช่องปาก สารสกัดจากสะเดาเมื่อนำมาใช้เป็นส่วนผสมในการทำผลิตภัณฑ์ดูแลช่องปาก ประเภทยาสีฟัน หรือน้ำยาบ้วนปาก จะช่วยลดปัญหาเรื่องเหงือกและฟัน เช่น โรคเลือดออกตามไรฟัน โรคเหงือก โรคปริทันต์ โรครำมะนาด ช่วยดับกลิ่นในช่องปาก ทำความสะอาดและลดการติดเชื้อในช่องปากจากแบคทีเรียที่ไม่พึงประสงค์

 4. ป้องกันโรคร้าย  สารโพลีแซคคาไรด์และสารลิโมนอยด์ที่พบใน ใบ ผลและเปลือกของสะเดา มีสรรพคุณช่วยลดความเสี่ยงต่อการเกิดเนื้องอกและโรคมะเร็ง

 5. โรคกระดูกและไขข้อ เปลือกและเมล็ดสะเดาเมื่อนำมาสกัดทำเป็นน้ำมันสะเดา สามารถนำมาใช้นวดทาเพื่อบรรเทาอาการปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ ปวดตามข้อ หรือปวดแผ่นหลังได้

 6. บรรเทาอาการไข้ หากมีไข้ตัวร้อนให้นำใบและก้าน 2-3 กำมือนำมาต้มกับน้ำเปล่าโดยใส่น้ำพอท่วมและต้มให้เดือดประมาณ 10 นาทีจากนั้นกรองดื่มแต่น้ำจะช่วยลดพิษไข้บรรเทาอาการอ่อนเพลียจากการป่วยได้เป็นอย่างดี

7. เบื่ออาหาร อาการไม่อยากข้าวกินได้น้อยลงเบื่ออาหาร ใช้ส่วนของช่อดอกสะเดานำมาลวกน้ำร้อน แล้วใช้กินคู่กับน้ำพริกหรือน้ำปลาหวาน จะช่วยให้รู้สึกเจริญอาหารและกินข้าวได้รู้สึกอร่อยมากขึ้น

 8. คลายเครียด เมื่อร่างกายมีความเครียดสูงมาก ส่งผลให้เกิดอาการนอนหลับยากหรือนอนไม่หลับ ให้นำใบพร้อมก้านสะเดาจำนวน 1 กำมือต้มกับน้ำเปล่าแล้วนำน้ำมาดื่มครั้งละ 1 แก้ว สารชีวภาพที่อยู่ในน้ำต้มสะเดา จะช่วยทำให้สมองรู้สึกผ่อนคลายลดความเครียด และช่วยให้นอนหลับได้ง่ายขึ้น

 9. รักษาโรคเรื้อน หากสุนัขมีปัญหาโรคผิวหนัง เช่น โรคเรื้อน ให้นำใบสะเดามาตำให้ละเอียดโดยไม่ต้องผสมน้ำ จากนั้นนำกากและน้ำที่ตำได้ มาใช้ทาชโลมให้ทั่วตัวสุนัข ตัวยาจากใบสะเดาจะช่วยรักษาโรคเรื้อน ลดอาการคันจากโรคผิวหนังของสุนัขให้ดีขึ้น

ประโยชน์วาซาบิ

6 ประโยชน์วาซาบิ อาหารญี่ปุ่นยอดฮิต สรรพคุณชั้นเลิศ

เมื่อนึกถึงอาหารญี่ปุ่นก็ต้องนึกถึงความสดใหม่ รสชาติที่หวานละมุนของวัตถุดิบ นํ้าซุป นํ้าจิ้มที่คุ้นเคยและขาดไม่ได้กับ เครื่องเคียงที่ช่วยดับกลิ่นคาว และเพิ่มความอร่อยของอาหาร นั่นก็คือวาซาบิ แค่เอ่ยชื่อก็รู้สึกได้ถึงความเผ็ดฉุนร้อนแรง ขึ้นมาเลยทีเดียว ด้วยเอกลักษณ์เฉพาะตัวแบบนี้นี่เอง จึงมีประโยชน์ต่อสุขภาพแต่จะดีต่อร่างกายเราอย่างไรไปดูข้อมูล เพิ่มเติมกันได้เลย 

1. เต็มเปี่ยมด้วยสารต้านอนุมูลอิสระ อนุมูลอิสระเมื่อมีการสะสมมากเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ อาจเป็นสาเหตุให้เซลล์ถูกทําลาย และ กลายเป็นโรคร้ายได้ การรับประทานวาซาบิที่อุดมด้วยสารต้านอนุมูลอิสระ มีส่วนช่วยลดความเสี่ยงต่อโรคร้ายเช่น มะเร็งได้ นอกจากนี้เมื่อรับประทานเป็นประจํา ยังช่วยลดการอักเสบภายในร่างกายได้อีกด้วย 

2. ลดความเสี่ยงอาหารเป็นพิษ สารอัลลิลไอโซไทโอไซยาเนท สารที่ให้ความเผ็ดชนิดหนึ่งที่อยู่ในวาซาบิมีคุณสมบัติ พิเศษในการช่วยฆ่าเชื้อแบคทีเรียที่อยู่ในอาหาร เมื่อนําวาซาบิมารับประทานคู่กับอาหาร จะช่วยลดความเสี่ยงต่อการ ปวดมวนท้อง หรือท้องเสียเนื่องจากอาหารเป็นพิษได้ 

3. คัดจมูกหายใจไม่สะดวก การกินอาหารทดแทนยาคํากล่าวนี้ไม่เกินจริงเลย หากมีอาการหวัดคัดจมูกหายใจไม่ สะดวก การรับประทานวาซาบิที่มีกลิ่นฉุน สามารถช่วยบรรเทาให้ระบบทางเดินหายใจทํางานได้ดีมากขึ้น ทําให้จมูก โล่ง ส่งผลให้อาการหวัดหายไวขึ้น 

4. เรื่องสวยๆงามๆ นอกจากจะให้ประโยชน์กับสุขภาพในด้านอาหารการกิน วาซาบิยังได้รับความนิยมในการนํามาผลิต เป็นสารสกัด เพื่อใส่ในผลิตภัณฑ์ต่างๆ ด้วยคุณสมบัติที่ช่วยต้านอนุมูลอิสระสามารถชะลอวัย และช่วยให้ระบบไหล เวียนของเลือดทํางานได้ดีขึ้น ส่งผลดีต่อผิว ทําให้ผิวแลดูกระจ่างใส และดูอ่อนเยาว์กว่าอายุจริง 

5. ดูแลกระดูก กรดฟีโนลิกที่ออกฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระในวาซาบิ มีสรรพคุณช่วยป้องกันโรคต่างๆอีกทั้งยังสามารถช่วย ดูแลส่งเสริมความแข็งแรงของกระดูก และลดการอักเสบจากโรคข้ออักเสบ ป้องกันการจับตัวของเกล็ดเลือดที่จะนําพา ไปสู่การอักเสบของกระดูก 

6. ระบบย่อยและการขับถ่าย เส้นใยในวาซาบิ ช่วยส่งเสริมการทํางานของระบบย่อยอาหาร บรรเทาอาการท้องผูก กระตุ้นการทํางานของตับและถุงนํ้าดี ช่วยล้างพิษขับของเสียจากเนื้อเยื่อบริเวณตับ ทําให้ตับสามารถทํางานได้อย่างมี ประสิทธิภาพ

วาซาบิถึงจะมีประโยชน์ต่อสุขภาพมากมาย แต่ทั้งนี้หากคุณเป็นโรคกระเพาะ มีแผลในกระเพาะอาหาร หรือเป็นโรคกรด ไหลย้อน หรือเป็นโรคเกี่ยวกับการแข็งตัวของหลอดเลือดตับมีปัญหา ควรหลีกเลี่ยงการรับประทานวาซาบิอาจส่งผลต่อ อาการและโรคเหล่านี้ได้

ประโยชน์ของข่า

ประโยชน์ข่า แฝดขมิ้นและขิง สรรพคุณของสมุนไพรรสจัดจ้าน

ข่าเป็นพืชอีกหนึ่งชนิดที่มีเหง้าฝังอยู่ในใต้ดิน มีลักษณะคล้ายกับขมิ้นและขิงเป็นสมุนไพรที่นิยมนำมาเพิ่มความหอมและรสเผ็ดร้อน ให้กับอาหาร อีกทั้งยังสามารถบรรเทาอาการต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นกับร่างกายซึ่งประโยชน์ของข่านั้นจะมีอะไรบ้างรับฟังข้อมูลได้ในช่วงถัดไป

1. แก้คันจากลมพิษ ใช้เหง้าข่าแก่สด 1 แง่ง นำมาตำให้ละเอียดผสมกับเหล้าขาวให้พอท่วมข่าจากนั้นนำน้ำและเนื้อที่ได้ มาใช้ทาบริเวณที่มีอาการคันจากลมพิษ

2. ดับกลิ่นคาวอาหาร เป็นที่ทราบกันดีว่า หากทำเมนูเกี่ยวกับปลา สิ่งที่จะทำให้รสชาติไม่ประทับใจนั่นก็คือ กลิ่นคาวของปลา วิธีดับกลิ่นคาวของปลา คือ การใช้เหง้าขาอ่อนและแก่ผสมกัน นำมาใส่ผสมในขั้นตอนของการปรุง น้ำมันหอมระเหยในข่าจะช่วยทำให้อาหารมีกลิ่นหอมชวนรับประทานอีกทั้งยังดับกลิ่นคาวได้ดีอีกด้วย

3. แก้อาการจุกเสียด อาการปวดท้อง ท้องอืดมักทำให้อาหารย่อยช้า และมีลมในระบบช่องท้อง การรับประทานข่าสามารถช่วยขับน้ำดี ให้ทำหน้าที่ได้ตามปกติช่วยขับลม และลดแบคทีเรียในลำไส้ส่งผลให้อาการจุกเสียดบรรเทาลดลง

4. ฟกช้ำปวดบวม​ การทำลูกประคบ สามารถใช้ลดและบรรเทาอาการฟกช้ำปวดบวมได้ เพื่อเป็นการเพิ่มประสิทธิภาพของตัวยา ให้นำเหง้าข่าใส่ลงในส่วนผสมด้วย จะช่วยกระจายเลือดให้ไหลเวียน ลดอาการบวมและอักเสบได้

5. ตะคริว ปวดเมื่อยตามร่างกาย ใช้น้ำมันมะพร้าว นำมาเคี่ยวผสมกับข่าแก่แล้วนำมาใช้ทา หรือนวด ตามบริเวณที่มีอาการ ตัวยาในข่า จะช่วยบรรเทาอาการ ปวดตามกล้ามเนื้อหรือบริเวณข้อ ลดอาการเป็นตะคริว

6. โรคน้ำกัดเท้า​ หากเท้ามีอาการคันจากโรคน้ำกัดเท้าใช้เหง้าแก่สดขนาดประมาณนิ้วหัวแม่มือ จำนวน 2 หัวนำมาตำให้ละเอียด จากนั้นผสมกับเหล้าขาว 40 ดีกรี เทให้พอท่วมข่า ทิ้งไว้ 2 วัน เมื่อครบเวลาใช้สำลีชุบน้ำทาบริเวณที่มีอาการ

7. ไล่แมลง นำเหง้าข่ามาตำให้ละเอียด เพื่อให้ได้น้ำมันหอมระเหย จากนั้นนำข่าไปวางไว้ในบริเวณที่มีแมลงมารบกวน กลิ่นของน้ำมันหอมระเหยจะช่วยขับไล่แมลง เป็นวิธีกำจัดแมลงโดยธรรมชาติไม่ต้องใช้สารเคมีเลย

8. ต้านมะเร็ง เหง้าข่าอุดมด้วยสารต้านอนุมูลอิสระช่วยยับยั้งการเกิดโรคมะเร็ง การรับประทานข่าร่วมกับอาหารชนิดอื่นๆเป็นประจำ มีส่วนช่วยป้องกันการเกิดโรคมะเร็งในร่างกายได้

จะเห็นได้ว่าข่าสามารถดูแลร่างกายจากภายในสู่ภายนอกได้เป็นอย่างดี ถือว่าเป็นสมุนไพรที่ช่วยเสริมสร้าง​ บำรุงสุขภาพหากต้องการดูแลร่างกาย หลีกเลี่ยงการใช้ยาเราควรหันมารับประทานพืชผักสมุนไพรในมื้ออาหารให้มากขึ้น​ ทั้งนี้เพื่อเป็นการป้องกันโรคภัยที่อาจเกิดขึ้นโดยไม่คาดคิด และเป็นการส่งเสริมสมรรถภาพร่างกายให้มีภูมิต้านทานที่แข็งแรงอยู่เสมอนั่นเอง

สรรพคุณเห็ดถั่งเช่า

5 ประโยชน์เห็ดถั่งเช่าสีทอง สมุนไพรโบราณ

ว่ากันว่าการบำรุงร่างกายด้วยสมุนไพรจากเห็ดถังเช่านั้น ให้สรรพคุณทางยาที่สามารถดูแลสุขภาพได้ในหลายด้าน  ซึ่งในอดีตมีการนำถังเช่ามาใช้เป็นยามาแล้วมากกว่าพันปี จวบจนปัจจุบันกระแสการบริโภคถั่งเช่าก็ยิ่งทวีความนิยมมากขึ้นเรื่อยๆ  ในบทความนี้จะช่วยคลายความสงสัยว่า ถังเช่านั้นมีประโยชน์ในด้านใดบ้าง จึงทำให้สามารถครองใจผู้คนมาจวบจนบัดนี้

1. ฟื้นฟูไต กรดอะมิโนวิตามินและแร่ธาตุในถั่งเช่า สามารถช่วยฟื้นฟูไต ดูแลให้ไตทำงานได้ดีมากขึ้น นอกจากนี้ยังช่วยลดการเกิดภาวะแทรกซ้อนที่อาจเกิดขึ้นเมื่อเป็นโรคไต

2. ลดระดับน้ำตาล สำหรับผู้ป่วยโรคเบาหวานมักได้รับผลกระทบ จากการรับประทานน้ำตาล การบริโภคถังเช่าสามารถควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดได้มากถึง 95 เปอร์เซ็นต์ แต่ทั้งนี้ไม่ได้หมายความว่ารับประทานถังเช่าแล้ว จะช่วยรักษาโรคเบาหวานให้หายขาดได้ อย่างไรก็ตามผู้ป่วยโรคนี้ก็ยังต้องระมัดระวังการบริโภคน้ำตาลอยู่เสมอ

3. ดูแลระดับไขมันและคอเลสเตอรอลในเส้นเลือด โรคหลอดเลือดหัวใจ และไขมันในเส้นเลือด อาจส่งผลต่อสุขภาพในด้านอื่นๆด้วย เช่น โรคอ้วน โรคหลอดเลือดอุดตัน การรับประทานถั่งเช่ามีส่วนช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการไหลเวียนของเลือด ลดระดับคอเลสเตอรอลในเส้นเลือด ช่วยสลายลิ่มเลือดจึงช่วยลดความเสี่ยงต่อการเกิดโรคหลอดเลือดหัวใจได้

4. ต้านมะเร็ง เมื่อต้องเข้ารับการรักษาโรคมะเร็งด้วยเคมีบำบัด อาจได้รับผลกระทบต่อสุขภาพ เช่น มีอาการอ่อนเพลีย และอักเสบของร่างกาย ในถังเช่ามีตัวยาที่ช่วยยับยั้งเซลล์มะเร็ง ไม่ให้แพร่กระจาย และบรรเทาอาการข้างเคียงจากการรักษาด้วยเคมีบำบัด ช่วยฟื้นฟูร่างกายให้แข็งแรง และสามารถทนต่อการรักษาได้ดีขึ้น

 5. ชะลอวัย สารต้านอนุมูลอิสระวิตามินกรดอะมิโนต่างๆ ในถังเช่า สามารถช่วยชะลอความเสื่อมของเซลล์ ส่งผลให้สุขภาพดี ผิวพรรณแลดูอ่อนเยาว์

จากประโยชน์ 5 ข้อของถังเช่าที่กล่าวมาข้างต้นนั้น จะเห็นได้ว่าถังเช่าตอบคำถามด้านการดูแลสุขภาพได้เป็นอย่างดี แต่อย่างไรก็ตามการรับประทานถั่งเช่า ก็มีข้อควรระวัง ไม่ว่าคุณจะมีปัญหาด้านสุขภาพหรือไม่ ควรปรึกษาแพทย์ก่อนการรับประทาน โดยเฉพาะผู้ที่ป่วยเป็นโรคเบาหวาน เพราะอาจทำให้น้ำตาลต่ำมากเกินไป นอกจากนี้สตรีมีครรภ์หรือเด็กไม่ควรรับประทานถั่งเช่า

ประโยชน์มะเขือเทศราชินี

7 ประโยชน์มะเขือเทศราชินี ประโยชน์รอบด้าน สรรพคุณสมชื่อ

สุขภาพดีจากภายในสู่ภายนอก เป็นคำกล่าวที่ไม่เกินจริงเลย เราสามารถสร้างเสริมภูมิต้านทานของร่างกายให้แข็งแรงได้จากการเลือกกินของเรานั่นเอง ในบทความนี้จะขอแนะนำผลไม้อีกหนึ่งชนิดที่จะช่วยลดความเสี่ยงของการเป็นโรคต่างๆ ไปทำความรู้จักกับประโยชน์มะเขือเทศราชินีกันให้มากขึ้นกันเถอะ

1. ลดความเสี่ยงมะเร็งต่อมลูกหมาก  สารต้านอนุมูลอิสระไลโคปีนเมื่อรับประทานอย่างน้อยสัปดาห์ละ 2 ครั้งหรือมากกว่า 2 ครั้งต่อสัปดาห์มีส่วนช่วยลดความเสี่ยงของการเป็นมะเร็งต่อมลูกหมาก

2. ดูแลระบบหลอดเลือด สารเคอร์ซิตินและแคมป์พีรอล ซึ่งเป็นสารฟลาโวนอยด์ออกฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ ลดความเสียหายของเซลล์ ต้านการอักเสบ ดูแลระบบเส้นเลือดและหลอดเลือด ลดปริมาณไขมันในเส้นเลือด  สารประกอบที่ดีเหล่านี้ พบมากที่บริเวณเปลือกของมะเขือเทศราชินี ดังนั้นก่อนการรับประทานจึงควรล้างให้สะอาด

3. บำรุงดวงตา  ดวงตาเป็นอวัยวะที่ทำงานค่อนข้างหนักเราจึงควรให้ความสำคัญในการดูแลไม่แพ้อวัยวะส่วนอื่น  ในมะเขือเทศราชินีอุดมด้วยวิตามินเอ  เมื่อดวงตามีอาการอ่อนล้าสายตาพร่ามัว  ลองหามะเขือเทศราชินีมารับประทานเพื่อช่วยลดอาการล้าของดวงตาให้ดีขึ้น

4. ผิวชุ่มชื่นลดความแห้งกร้าน  หากผิวมีความแห้งกร้าน การนำมะเขือเทศราชินีมาปั่นให้ละเอียด แล้วนำมาใช้ขัดพอกผิว วิตามินที่อยู่ในเนื้อจะสามารถช่วยปรับสภาพผิว ให้มีความอ่อนนุ่มเพิ่มความชุ่มชื่น ชะลอการเกิดริ้วรอย และลดความหยาบกร้านของผิวได้ค่อนข้างดี

5. บรรเทาท้องผูก ผู้คนเราควรขับถ่ายของเสียออกจากร่างกายทุกวัน แต่ด้วยการใช้ชีวิตประจำวันด้วยความรีบเร่ง ส่งผลต่อระบบลำไส้และการขับถ่าย ทำให้ผู้คนส่วนใหญ่มักมีอาการท้องผูกขับถ่ายไม่เป็นเวลา การรับประทานมะเขือเทศราชินีเป็นประจำ มีส่วนช่วยให้ลำไส้ทำงานบีบรัดตัวได้ดีขึ้น ขับถ่ายได้สะดวก และยังเป็นการช่วยลดความเสี่ยงของการเกิดโรคมะเร็งลำไส้ได้อีกหนึ่งวิธี

6. หมักผมแก้ผมหยาบกระด้าง สำหรับผู้ที่มีปัญหาเส้นผมแห้งหยาบกระด้าง ไม่ว่าจะจากการใช้ความร้อนกับเส้นผม หรือเกิดจากการว่ายน้ำ และเส้นผมสัมผัสกับคลอรีน สามารถใช้มะเขือเทศราชินีมายีให้ละเอียด แล้วนำมาใช้หมักเส้นผมให้ทั่ว สารอาหารและวิตามินในมะเขือเทศราชินี จะช่วยลดความกระด้างเพิ่มความอ่อนนุ่ม และลดปัญหาผมเสียได้ ซึ่งสามารถนำวิธีนี้มาใช้หมักผมได้อย่างน้อยสัปดาห์ละ 1 ครั้ง

7. เพิ่มความเงาให้เครื่องเงิน เครื่องประดับประเภทเครื่องเงิน เมื่อใช้ไปนานๆ อาจมีความหมองคล้ำแลดูไม่น่าสวมใส่ สามารถแก้ไขปัญหานี้ได้ โดยการใช้มะเขือเทศราชินีนำมาปั่นให้ละเอียด และกรองแต่น้ำ นำมาใช้ขัดทำความสะอาดเครื่องประดับ แล้วล้างออกด้วยน้ำเปล่าให้สะอาด วิธีนี้จะช่วยชุบชีวิตเครื่องเงินของคุณให้กลับมาเงางามสะอาดเหมือนใหม่อีกครั้ง

อย่างไรก็ตามถึงแม้มะเขือเทศจะมีประโยชน์ แต่สำหรับผู้ที่ป่วยเป็นโรคไต หรือผู้ที่มีภาวะโพแทสเซียมในเลือดสูง และผู้ที่เป็นโรคกรดไหลย้อน ควรหลีกเลี่ยงการรับประทานมะเขือเทศทุกประเภท