ประโยชน์ต้นไผ่

ต้นไผ่ ต้นไม้สารพัดประโยชน์ ทำได้หลายอย่าง

ต้นไผ่ ไม้สารพัดประโยชน์ที่ให้ทั้งร่มเงา อาหารและที่อยู่อาศัย เติบโตง่าย ให้ออกซิเจนมากกว่าพืชอื่น ๆ ถึง 35% ช่วยดูดซับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ในอากาศได้มากถึง 5 เท่า นอกจากนี้ยังมีประโยชน์ที่น่าสนใจอีกมากมายดังนี้

1. สร้างที่อยู่อาศัย

ด้วยลำต้นที่ใหญ่ เนื้อไม้หนา แข็งแรง มีความทนทานและสามารถรับน้ำหนักได้มาก นิยมนำมาใช้ทำโครงเสา หลังคา พื้นและผนัง โดยอาจใช้ไม้ไผ่ทั้งลำ หรือผ่าครึ่ง ผ่าซีกนำมาดัดแปลงตามความต้องการ

2. เครื่องจักสาน

สมัยโบราณการทำเครื่องจักสานมักใช้ไผ่มาทำการผ่าครึ่ง และผ่าเป็นซีก ๆ ให้มีขนาดเล็กใหญ่ต่างกัน แล้วนำมาใช้สานเป็นตะกร้า กล่องใส่ของ หรือกระจาด กระเป๋า หรือทำเป็นหมวก เพื่อใช้สวมใส่ นอกจากนี้ยังนำมาใช้ในการสานเพื่อใส่อาหาร เช่น ผัก ผลไม้ ปลา เป็นต้น

3. ผลิตกระดาษ

การผลิตกระดาษในยุคโบราณ มีการริเริ่มการทำกระดาษจากไม้ไผ่ ซึ่งผู้คนพบเทคนิคนี้คือ ชาวจีน โดยการใช้ไผ่ป่าหรือไผ่หนาม และไผ่ซางมาใช้ทำกระดาษ

4. ปลูกเป็นแนวรั้ว

ไผ่รวกและไผ่เลี้ยง นิยมนำมาปลูกเพื่อใช้เป็นแนวรั้วและป้องกันลม นอกจากนี้ไผ่ที่มีหนามแหลมคม เช่น ไผ่หนาม ก็ได้รับความนิยมนำมาปลูกเป็นรั้วกันขโมย หรือใช้ป้องกันสัตว์ป่าที่อาจเข้ามาสร้างความเดือดร้อนให้แก่บ้านเรือนได้

5. ทำเฟอร์นิเจอร์เครื่องเรือน

การทำเครื่องเรือนหรือเฟอร์นิเจอร์ในบ้าน เช่น เก้าอี้ ชั้นวางของ เตียง ตู้ โต๊ะ นิยมใช้ไม้ไผ่ที่มีขนาดลำต้นใหญ่ตรง และแข็งแรง ทั้งนี้เมื่อนำมาใช้ทำเครื่องเรือน ควรเลือกสายพันธุ์ที่มีความเหมาะสม และควรเคลือบด้วยน้ำยาเพื่อป้องกันปลวก มอดและแมลงต่าง ๆ มาทำลาย

6. หน่อไม้ทำอาหาร

หน่อของไผ่บางชนิดสามารถนำมาใช้ทำอาหาร เช่น แกงหน่อไม้หรือซุปหน่อไม้ การนำมารับประทานควรทำให้สุก เพื่อเป็นการลดสารไซยาไนด์ โดยการนำมาต้มในน้ำเดือดอย่างน้อย 10 นาที และเทน้ำทิ้งจะสามารถช่วยลดปริมาณสารไซยาไนด์ได้ถึง 90.5 เปอร์เซ็นต์

และทั้ง 6 ข้อนี้คือประโยชน์ของต้นไผ่เบื้องต้นที่นำมาฝากกัน ซึ่งไผ่สามารถนำมาใช้งานได้ตั้งแต่ ราก ใบ ลำต้นและหน่อไผ่ ทั้งนี้ก่อนนำมาใช้งานควรศึกษารายละเอียดของสายพันธุ์และส่วนที่จะนำมาใช้เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุดในการใช้งานจากต้นไผ่

วิธีล้างจมูก

ล้างจมูก ดีหรือไม่ และควรทำอย่างไร

ล้างจมูกดีหรือไม่ หลายคนสงสัยในคำถามนี้ การล้างจมูกเป็นการชำระล้างสิ่งสกปรก ที่ก่อให้เกิดการอักเสบในโพรงจมูก และไซนัสนั้นได้ขับทิ้งออกไป ส่งผลดีทำให้โพรงจมูกบริเวณรูปิดของไซนัสโล่งขึ้น หลังจากทำความสะอาดเสร็จเรียบร้อย น้ำมูกจะไหลออกมาน้อยลง อาการคัดจมูกจะบรรเทา ช่องคอการหายใจจะดีขึ้น เป็นการลดปริมาณเชื้อโรคของเสียหรือสารก่อภูมิแพ้ในโพรงจมูกให้น้อยลง ทั้งนี้หากผู้ป่วยต้องมีการใช้ยาพ่นจมูก ควรทำการล้างจมูกก่อนพ่นยา เพื่อให้ตัวยาออกฤทธิ์ได้ดีขึ้น

วิธีล้างจมูกควรทำอย่างไร

 1. ควรใช้น้ำเกลืออุ่น ๆ ในการล้างจมูก โดยน้ำเกลือควรมีอุณหภูมิที่พอเหมาะกับเยื่อบุโพรงจมูก อาจใช้วิธีเทน้ำเกลือใส่ภาชนะและอุ่นในน้ำเดือด หรืออุ่นในไมโครเวฟแทนก็ใช้ได้เช่นกัน

2. เตรียมอุปกรณ์อื่น ๆ เช่น กระบอกฉีดยา ภาชนะที่จะใช้รองรับน้ำเกลือ อาจเป็นกะละมังใบใหญ่ หรือถ้าไม่สะดวกก็สามารถล้างจมูกที่บริเวณอ่างล้างหน้าได้เลย และผ้าเช็ดหน้า หรือกระดาษทิชชู่

3. ใช้กระบอกฉีดยาดูดน้ำเกลือเข้าสู่กระบอกในปริมาณ 10 ถึง 15 cc. สำหรับผู้ใหญ่ และปริมาณ 5cc. สำหรับเด็ก

4. ควรเริ่มล้างจมูกในข้างที่มีปัญหาน้อย หรือข้างที่จมูกโล่ง หรือจมูกมีอาการคัดน้อยกว่า โดยการนั่งโน้มตัวไปด้านหน้า ก้มหน้าเล็กน้อย เตรียมภาชนะรองรับน้ำเกลือไว้ด้านล่าง หรือโน้มตัวให้อยู่เหนืออ่างล้างหน้า จากนั้นนำปลายกระบอกฉีดยาใส่เข้าไปในช่องจมูกข้างที่ต้องการล้างเพียงเล็กน้อย อ้าปากค้างไว้ หายใจเข้าเต็มที่และกลั้นลมหายใจไว้ พร้อมทั้งดันกระบอกสูบของหลอดฉีดยาเบา ๆ เพื่อให้น้ำเกลือได้ไหลเข้าโพรงจมูกอย่างช้า ๆ ทั้งนี้ไม่ควรฉีดเร็วหรือแรงเกินไป จากนั้นน้ำเกลือที่ถูกฉีดเข้าไป จะไหลออกมาทางปากที่อ้าค้างไว้ และอาจมีบางส่วนที่ไหลออกจากจมูกด้วยเช่นกัน ในขั้นตอนนี้ระหว่างการฉีดน้ำเกลือเข้าโพรงจมูก จำเป็นต้องกลั้นหายใจไว้เสมอ เพื่อป้องกันมิให้เกิดการสำลักระหว่างการล้างจมูก

5. ควรล้างจมูกให้ครบทุกทิศทาง ไม่ว่าจะเป็นด้านบน ด้านล่าง หรือด้านซ้าย ด้านขวาของโพรงจมูก และควรล้างจมูกแบบสลับข้างไปมา ขณะล้างอาจมีน้ำเกลือไหลออกมาจากโพรงจมูกอีกข้าง ถือเป็นเรื่องปกติที่อาจพบเจอไม่ต้องตกใจ ทั้งนี้ปริมาณน้ำเกลือที่ใช้ล้างในแต่ละครั้ง ควรเหมาะสมไม่มากหรือน้อยเกินไป และไม่ควรฉีดน้ำเกลือด้วยความรุนแรง เพราะอาจก่อให้เกิดการอักเสบของโพรงจมูกได้

6. ควรล้างจมูกจนรู้สึกจมูกโล่ง และไม่มีสิ่งสกปรกตกค้างในจมูก โดยอาจสังเกตุน้ำเกลือที่ออกจากจมูกหรือช่องปาก ว่าเหมือนกับน้ำเกลือฉีดเข้าไปในโพรงจมูกตอนแรก คือ มีความใส ไม่ข้นหนืด ลักษณะเหมือนน้ำเกลือปกติ จึงสามารถหยุดล้างได้

7. หลังล้างจมูกสามารถสั่งน้ำมูก หรือน้ำเกลือได้ และสามารถบ้วนน้ำเกลือ หรือเสมหะในลำคอทิ้งได้ตามปกติ ทั้งนี้หลังจากล้างจมูกเสร็จแล้ว ควรล้างอุปกรณ์ที่ใช้ในการล้างจมูกให้สะอาด

การล้างจมูก ควรทำก่อนการรับประทานอาหาร หรือหลังรับประทานอาหารไปแล้วอย่างน้อย 2 ชั่วโมง เพื่อเป็นการป้องกันการสำลักหรืออาเจียนในระหว่างการล้างจมูก

ประโยชน์ของตะลิงปลิง

7 ประโยชน์ของตะลิงปลิง ผลไม้ตระกูลเดียวกับมะเฟือง

ตะลิงปลิง ไม้ผลที่อยู่ในตระกูลเดียวกับมะเฟือง ให้รสเปรี้ยวจี๊ดและมีสรรพคุณทางยาที่ดี และนี่คือ 7 ประโยชน์ของตะลิงปลิงที่มีต่อสุขภาพอย่างนี้

1. เบื่ออาหารหรือต้องการเพิ่มน้ำหนัก

เมื่อรับประทานอาหารได้น้อย เบื่ออาหาร หรือน้ำหนักน้อย และต้องการเพิ่มน้ำหนัก สามารถรับประทานตะลิงปลิง เพื่อช่วยกระตุ้นให้ร่างกาย มีความอยาก หรือช่วยให้เจริญอาหารมากขึ้น

2. แก้ร้อนใน

ด้วยปริมาณน้ำที่มีอยู่มากในตะลิงปลิง สามารถช่วยบรรเทาอาการร้อนในได้เป็นอย่างดี ลดอาการกระหายน้ำ ช่วยให้ลำคอมีความชุ่มชื้นมากขึ้น

3. แก้ไอขับเสมหะ

เมื่อมีอาการหวัดและไอ มักมีเสมหะในลําคอร่วมด้วย การรับประทานตะลิงปลิง สามารถช่วยละลายเสมหะที่เหนียวข้นให้อ่อนตัวลง ลดอาการไอ และแก้คันคอได้เป็นอย่างดี

4. ยาระบายท้องผูก หรือขับถ่ายไม่ปกติ

เมื่อรับประทานตะลิงปลิงจะมีฤทธิ์เป็นยาระบายออก ช่วยให้การขับของเสียเป็นไปอย่างง่ายดาย

5. ถ่ายท้อง ท้องเสีย

เมื่อกินอาหารผิดสําแดง และทำให้มีอาการท้องเสีย สามารถนำใบตะลิงปลิง 1-2 กำมือมาต้มกับน้ำเปล่า และนำน้ำมาดื่ม จะช่วยบรรเทาอาการท้องเสียให้ดีขึ้นได้

6. ผดผื่นคันตามร่างกาย

ใช้ใบ หรือเปลือกของลำต้นตะลิงปลิง มาต้มกับน้ำเปล่า แล้วนำน้ำมาใช้อาบราดบริเวณผิวหนังที่มีอาการผดผื่นคัน จะช่วยบรรเทาอาการคันให้ลดลง

7. ต้านอนุมูลอิสระ

วิตามิน และสารต้านอนุมูลอิสระในตะลิงปลิง สามารถช่วยกระตุ้นภูมิคุ้มกัน ต้านเชื้อจุลินทรีย์ ขับและกำจัดสารพิษออกจากเซลล์ เสริมสร้างความแข็งแรงให้แก่ร่างกายได้

ประโยชน์ของตะลิงปลิงเบื้องต้นหากนำมาใช้อย่างเหมาะสม ก็ถือเป็นการบำรุงรักษาสุขภาพด้วยอาหารจากธรรมชาติ แต่หากใช้ผิดวิธี อาจทำให้เกิดภาวะไตวายได้ ทั้งนี้ไม่ควรนำตะลิงปลิงมาคั้นเป็นน้ำดื่ม เนื่องจากผลตะลิงปลิงมีกรดออกซาลิกในปริมาณที่สูง อาจทำให้เกิดภาวะไตวาย อีกทั้งไม่ควรรับประทานตะลิงปลิงในขณะท้องว่าง หรือขณะที่ร่างกายมีภาวะขาดน้ำ และข้อสำคัญผู้ที่มีการทำงานของไตผิดปกติ ควรงดการรับประทานตะลิงปลิง

ประโยชน์นอนเร็ว

ทำไมถึงควรนอนวันละ 7-8 ชั่วโมง นอนเร็วมีประโยชน์กับเราอย่างไร

การนอนหลับสำหรับบางคนก็เป็นเรื่องที่ง่ายมาก หัวถึงหมอนก็หลับเลยแต่บางคนการนอนให้หลับก็เป็นสิ่งที่ทำได้ยากมากเช่นกัน ไม่ว่าจะนอนหลับยากหรือง่าย ชั่วโมงในการนอนนั้น มีความสำคัญ และส่งผลต่อระบบของร่างกายทั้งสิ้น ซึ่งในความเป็นจริงแล้ว การนอนหลับอย่างสม่ำเสมอในระยะเวลา 7 ถึง 8 ชั่วโมงถือเป็นระยะเวลาที่เหมาะสมในการพักผ่อนแล้วทำไมเราถึงควรนอนวันละ 7-8 ชั่วโมง บทความนี้มีข้อมูลคลายความสงสัยมาฝากดังนี้

1. นอนน้อยเสี่ยงตายไวขึ้น

ผลงานวิจัยในปี 2010  จากนักวิจัยในสหราชอาณาจักรและอิตาลีได้ระบุว่า ผู้ที่นอนหลับโดยใช้เวลาในการนอนน้อยกว่า 5-7 ชั่วโมงต่อคืนมีแนวโน้ม ที่จะเสียชีวิตก่อนวัยอันควร 12 เปอร์เซ็นต์

2. ส่งผลกระทบต่อน้ำหนัก

เมื่อนอนดึกและนอนน้อยทำให้สมองของคุณปล่อยสารเคมีเพื่อส่งสัญญาณความหิว เมื่อหิวก็อาจทำให้เรากินจุกจิกในมื้อดึก ส่งผลต่อน้ำหนักที่อาจเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ โดยไม่รู้ตัว

3. ระบบภูมิคุ้มกันบกพร่อง

ร่างกายจะฟื้นฟูและปรับปรุงตนเองเมื่อเรานอนหลับในชั่วโมงพักผ่อนที่เหมาะสม หากนอนน้อยได้รับการพักผ่อนไม่เพียงพอระบบภูมิคุ้มกันที่มีอยู่ อาจจะค่อย ๆ ลดลงและขาดประสิทธิภาพในการต่อสู้กับเชื้อโรคต้านการอักเสบได้น้อยลง เสี่ยงต่อการป่วยและติดเชื้อง่ายมากขึ้น

4. ความจำสั้น

ขาดสมาธิ เส้นประสาทในสมองเมื่อทำงานหนักมากเกินไป และไม่ได้รับการพักผ่อนที่เพียงพอทำให้สมอง เกิดความเหนื่อยล้า ส่งผลกระทบทำให้ขาดความคิดสร้างสรรค์ ขาดสมาธิ ความจำสั้น และทำให้สมองประมวลผลการทำงานได้ช้าลง

5.  เพิ่มความเสี่ยงต่อโรค

หากร่างกายขาดสมดุลในชีวิต มีภาวะความเครียดขาดการออกกำลังกายและชั่วโมงพักผ่อนนอนหลับน้อยปัจจัยเหล่านี้ สามารถนำพาไปสู่การอักเสบ และปัญหาสุขภาพอื่น ๆ นอกเหนือจากการอดนอน อีกทั้งยังเป็นการเพิ่มความเสี่ยงต่อโรคบางชนิด เช่น โรคหัวใจ โรคอ้วน โรคหยุดหายใจขณะหลับ เป็นต้น

จะเห็นได้ว่านอนน้อยแต่นอนนะ ไม่ได้ส่งผลดีต่อร่างกายเท่าที่ควร จากเหตุผล 5 ข้อข้างต้นอาจเป็นคำแนะนำที่ดีที่สามารถช่วยให้คุณมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นได้ อย่างไรก็ตามหากคุณนอนหลับยาก ควรปรับเปลี่ยนสุขนิสัยในการนอนหลับใหม่เพื่อสร้างนิสัยการนอนหลับที่ดี โดยการกำหนดเวลานอนและเวลาตื่นในเวลาเดียวกันทุก ๆ วัน หลีกเลี่ยงสารกระตุ้น คาเฟอีนช็อคโกแลต นิโคตินและแอลกอฮอล์ จัดเตรียมอุปกรณ์เครื่องนอนให้พร้อมเพื่อให้ร่างกายอบอุ่น สร้างสิ่งแวดล้อมในการนอนที่ดี ออกกำลังกายเป็นประจำ สวดมนต์หรือนั่งสมาธิ เพื่อเป็นการปรับจิต และคลื่นการทำงานของสมองให้สงบนิ่ง เพียงเท่านี้ก็สามารถปรับปรุงสุขภาพการนอนของเรา ให้มีประสิทธิภาพมากขึ้นแล้วค่ะ

ประโยชน์สายบัว

5 ประโยชน์สายบัว สรรพคุณอาหาร ทำได้หลากเมนู

สายบัว ถึงชื่อนี้อาจไม่ค่อยคุ้นเคยแต่ถ้าพูดถึงเมนูแกงสายบัว กุ้งผัดสายบัว ต้มกะทิสายบัว อาจร้องอ๋อออกมาโดยไม่รู้ตัวสายบัว คือส่วนของก้านของดอกบัวสาย ที่นิยมนำมารับประทานเป็นอาหาร นอกจากจะเข้ากันกับวัตถุดิบอื่นที่นำมาใช้ปรุงเป็นอาหารแล้ว ยังให้ประโยชน์ต่อสุขภาพดังนี้

 1. ขับถ่ายคล่อง

สายบัวเป็นพืชที่อุดมด้วยไฟเบอร์ เมื่อรับประทานเข้าไปจะช่วยเพิ่มกากใยในลำไส้และทำให้หมดปัญหาในเรื่องของการขับถ่าย เหมาะสำหรับผู้ที่มีอาการท้องผูกและไม่ชอบรับประทานผักใบเขียว หากได้ลองกินเส้นใยจากสายบัวอาจติดใจ จนยกให้เป็นพืชที่ชอบประจำตัวไปเลยก็เป็นได้

2. เสริมความแข็งแรงให้กระดูกและฟัน

หลายคนมีปัญหาในการดื่มนม เพราะไม่ถูกกับนมสักเท่าไหร่ การรับประทานสายบัวที่อุดมด้วยธาตุฟอสฟอรัส ซึ่งเป็นแร่ธาตุที่ทำหน้าที่ร่วมกับแคลเซียม มีส่วนช่วยเสริมความแข็งแรงให้กระดูกและฟัน กระตุ้นการทำงานของระบบประสาทให้ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ

 3. เมนูสุขภาพเพื่อหุ่นสวย

ในสายบัวมีส่วนประกอบเป็นน้ำมากถึง 90 เปอร์เซ็นต์และให้พลังงานเพียงแค่ 6 แคลอรี่ โดยหากนำมาทำเป็นเมนูอาหารก็อาจมีปริมาณแคลอรี่เพิ่มขึ้นมาเล็กน้อย เมนูสุขภาพที่แนะนำ เช่น นำมาลวกจิ้มรับประทานกับน้ำพริก หรือนำมาทำเป็นแกงจืดสายบัวก็อร่อย และไม่เพิ่มน้ำหนักอย่างแน่นอนค่ะ

 4. บำรุงดวงตา

บรรเทาวุ้นในตาเสื่อม เมื่อเรามองเห็นภาพเป็นหยากไหย่สีดำลอยไปลอยมาในอากาศ อาจเป็นสัญญาณเตือนถึงความเสื่อมของสุขภาพของนัยน์ตา การทำงานโดยใช้สายตามากเกินไป ใช้คอมพิวเตอร์และจับจ้องอยู่ที่จอมือถือตลอดเวลาอาจส่งผลกระทบให้ดวงตาเกิดอาการอ่อนล้า พร่ามัวและมีความเสื่อมลงได้ การรับประทานสายบัวที่อุดมด้วยวิตามินเอ มีส่วนช่วยในการบำรุงสายตา บรรเทาอาการวุ้นในตาเสื่อมได้

 5. ร้อนใน กระหายน้ำ

สายบัวหนึ่งในพืชที่ฉ่ำน้ำ สามารถนำมาใช้ทำเมนูดับกระหายแก้อาการร้อนในได้ อาจนำมาทำเป็นอาหารหรือใส่ผสมในเครื่องดื่ม ก็จะช่วยคลายร้อนกระตุ้นความสดชื่นได้เป็นอย่างดี

ประโยชน์มะขามเทศ

6 ประโยชน์มะขามเทศ สรรพคุณผลไม้ชมพูแดง

มะขามเทศผลไม้ที่มีความทนทานต่อสภาพอากาศและสิ่งแวดล้อม ไม่ต้องการการดูแลมากและปลูกได้เกือบทุกฤดูกาล อีกทั้งยังสามารถนำมาใช้เป็นสมุนไพรรักษาโรคได้อีกด้วย ติดตามข้อมูลประโยชน์ของมะขามเทศได้ในบทความนี้

1. เหมาะสำหรับผู้ที่ชอบดื่มแอลกอฮอล์

สารต้านอนุมูลอิสระในมะขามเทศมีส่วนช่วยในการบำรุงตับและป้องกันความเสียหายที่เกิดกับตับ ผู้ที่ชอบดื่มแอลกอฮอล์เป็นประจำ ควรหมั่นดูแลตับ เพราะเมื่อตับอ่อนแอ อาจส่งผลให้ป่วยเป็นโรคไวรัสตับ ไขมันพอกตับ หรือโรคตับอักเสบได้

 2. เหมาะสำหรับวัยทอง

เมื่ออายุเพิ่มมากขึ้น สภาพร่างกายและฮอร์โมนก็จะถูกปรับเปลี่ยนตามไปด้วย ผู้ที่เข้าสู่วัยทองมักพบปัญหาเกี่ยวกับกระดูก ปวดเมื่อยตามกระดูก กระดูกเปราะบางและขาดความยืดหยุ่น การรับประทานมะขามเทศมีแคลเซียมที่สามารถช่วยดูแลกระดูกบำรุงกระดูกมิให้เปราะหักง่าย

3. ป้องกันโรคริดสีดวง

การเพิ่มกากใยอาหารให้แก่ลำไส้ถือเป็นเรื่องที่ดีที่ควรทำ เพราะนอกจากจะช่วยลดภาระการทำงานของลำไส้แล้ว ยังดีต่อการกำจัดของเสียที่ตกค้าง มะขามเทศเต็มเปี่ยมไปด้วยเส้นใยที่สามารถละลายน้ำได้และละลายน้ำไม่ได้ มีคุณสมบัติช่วยในการเพิ่มกากใยอาหาร และช่วยให้ลำไส้ลำเลียงของเสียออกไปทิ้งได้อย่างง่ายดาย

4. บรรเทาอาการท้องเสีย

สารประกอบทางชีวภาพในมะขามเทศ ออกฤทธิ์คล้ายกับยาปฏิชีวนะ จึงเป็นผลดีกับอาการท้องเสีย ในประเทศอินเดียเนปาลและประเทศไทย มีการนำมะขามเทศมาใช้ในการรักษาอาการท้องเสีย โดยการนำเปลือกของต้นมะขามเทศมาต้มกับน้ำเปล่า และนำมาใช้ดื่มเพื่อบรรเทาอาการท้องเสีย

5. สร้างคอลลาเจน

นอกจากความอร่อย มะขามเทศยังสามารถช่วยกระตุ้น การเร่งสร้างคอลลาเจนในผิวได้เป็นอย่างดี สามารถนำเนื้อมะขามเทศมาปั่นให้ละเอียดและผสมกับน้ำผึ้งหรือโยเกิร์ต แล้วนำมาใช้พอกผิว วิตามินเอ วิตามินซีและน้ำที่อยู่ในมะขามเทศ จะกระตุ้นให้ผิวสร้างคอลลาเจน มอบความชุ่มชื่นและฟื้นฟูสภาพผิวได้เป็นอย่างดี

6. ดับกลิ่นปาก

หากมีปัญหากลิ่นปากและต้องการหลีกเลี่ยงการใช้น้ำยาบ้วนปากแบบเคมี สามารถใช้เปลือกของต้นมะขามเทศครึ่งกิโลต้มกับน้ำเปล่า 1 ลิตรใส่เกลือ 3-4 เคี่ยวจนเหลือน้ำเพียงครึ่งลิตร กรองนำแต่น้ำมาใช้บ้วนปากหลังอาหาร วิธีนี้จะช่วยดับกลิ่นปากป้องกันฟันผุ เพิ่มความแข็งแรงให้กับเหงือกและฟันได้เป็นอย่างดี

ในช่วงท้ายมีคำแนะนำในการเก็บมะขามเทศไว้รับประทานแบบง่ายๆมาฝาก โดยการแกะเปลือกมะขามเทศออกและนำเนื้อที่ได้ ใส่กล่องถนอมอาหารแล้วนำไปแช่ในตู้เย็น หากไม่แกะเปลือกออกแล้วนำไปแช่ตู้เย็น อาจทำให้เกิดราเน่าเสียได้ใช้วิธีแกะเนื้อใส่กล่องไว้ ก็จะช่วยยืดอายุของมะขามเทศออกไปได้อีกระยะเวลาหนึ่ง

ประโยชน์น้ำอ้อย

6 ประโยชน์น้ำอ้อย สดชื่น สรรพคุณจากน้ำหวาน ๆ

ในสภาพอากาศที่หน้าร้อนมีความยาวนาน การหาเครื่องดื่มเพื่อเพิ่มความสดชื่นดับกระหายคลายร้อนมาดื่ม ถือเป็นตัวช่วยลดอุณหภูมิความร้อนได้เป็นอย่างดี น้ำอ้อยสดสีเขียวละมุนตามธรรมชาติ ไม่เพียงแต่ให้รสชาติที่ดีเท่านั้น ยังช่วยให้รู้สึกผ่อนคลาย กระตุ้นปลุกพลังให้มีชีวิตชีวา และยังให้ประโยชน์ที่ดีแก่ร่างกายอีกด้วย การดื่มน้ำอ้อยจะให้ผลลัพธ์อย่างไรบ้างรับชมรับฟังกันได้เลยค่ะ

1. อุดมด้วยสารอาหารพร้อมกระตุ้นพลังงาน

น้ำอ้อยอุดมด้วยธาตุโพแทสเซียม แคลเซียม แมกนีเซียม ธาตุเหล็ก สังกะสี วิตามินดี ไรโบฟลาวิน กรดอะมิโนและสารต้านอนุมูลอิสระหลายชนิด เมื่อรับประทานแล้วจะช่วยกระตุ้นพลังงาน ลดความอ่อนล้า ปลุกคืนความสดชื่นให้พร้อมทำกิจกรรมต่างๆ

2. ขับปัสสาวะ

หากมีอาการปวดแสบร้อนในขณะปัสสาวะ การดื่มน้ำอ้อยมีส่วนช่วยขับเชื้อและของเสีย ที่อาจนำไปสู่การติดเชื้อให้ออกไปพร้อมกับปัสสาวะ หรือหากไม่มีอาการการดื่มน้ำอ้อยสดเป็นประจำ จะสามารถช่วยป้องกันโรคนิ่วในไตได้อีกหนึ่งทาง

3. ป้องกันมะเร็ง

น้ำอ้อยมีความเป็นด่าง สารอาหารและสารต้านอนุมูลอิสระในน้ำอ้อย มีส่วนช่วยป้องกันโรคมะเร็ง เช่น มะเร็งต่อมลูกหมากและมะเร็งเต้านม

4. บำรุงผิว

กรด Alpha hydroxy และกรดไกลโคลิก ในน้ำอ้อย ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของเซลล์ เมื่อนำมาใช้พอกประทินผิว สามารถช่วยลดริ้วรอยป้องกันสิว และคืนความชุ่มชื่นให้กับผิวหน้า คุณสามารถนำนำอ้อยมาใช้เป็นส่วนหนึ่งของการมาร์คหน้าหรือใช้ขัดผิวโดยผสมกับสครับที่มีอยู่ หลังการใช้จะช่วยฟื้นฟูปรับสภาพผิวให้สะอาดและอ่อนนุ่ม

5. ช่วยย่อยอาหาร

เมื่อรับประทานอิ่มมากเกินไปและมีอาการอาหารไม่ย่อย สามารถดื่มน้ำอ้อยเพื่อช่วยปรับสมดุลความเป็นกรดด่างของกระเพาะอาหาร อีกทั้งยังช่วยในการหลั่งน้ำย่อย ส่งผลให้อาหารถูกย่อยได้ง่ายและไวขึ้นลดอาการอึดอัดแน่นท้องได้เป็นอย่างดี

6. แก้เจ็บคอ

อาการเจ็บคอบางครั้งก็ทำให้เราอยากดื่มน้ำหวาน เพื่อลดการระคายเคือง การดื่มน้ำอ้อยผสมน้ำมะนาวและใส่เกลือเล็กน้อย วิตามินซีและสารต้านอนุมูลอิสระในน้ำอ้อย สามารถช่วยรักษาอาการเจ็บคอขจัดเชื้อแบคทีเรียและขับเสมหะได้

จากประโยชน์น้ำอ้อย 6 ข้อที่กล่าวมานั้นจะเห็นได้ว่าน้ำอ้อยมีได้มีดีเพียงแค่ลดหวานและความสดชื่น แต่ยังให้คุณค่าทางโภชนาการที่ดีต่อสุขภาพอีกด้วย อย่างไรก็ดีควรเลือกรับประทานน้ำอ้อยจากแหล่งผลิตที่มีความสะอาดสดใหม่ และ หลังจากคั้นน้ำอ้อยแล้วควรดื่มภายใน 15 นาที เพื่อให้ได้รับคุณค่าทางสารอาหารที่ยังคงอยู่ และไม่ควรเก็บน้ำอ้อยไว้นอกตู้เย็นนานกว่า 15 นาที เพราะน้ำอ้อยสดถือเป็นแหล่งเพาะพันธุ์ที่ดีของจุลินทรีย์ หากวางทิ้งไว้ในอุณหภูมิที่ไม่เหมาะสม แล้วนำมาดื่มอาจส่งผลต่อกระเพาะอาหารและลำไส้ หรืออาจทำให้มีอาการท้องเสียได้

ประโยชน์การดื่มน้ำร้อน

ดื่มน้ำร้อน ดีหรือไม่ มีประโยชน์อย่างไร

หากไม่มีอาหารให้รับประทานมนุษย์เราสามารถอยู่ได้นานถึง 3 สัปดาห์แต่หากขาดน้ำอาจอยู่ได้แค่ 3-7 วัน ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับสภาพแวดล้อมที่อาศัยอยู่ด้วย น้ำเป็นส่วนประกอบถึง 2 ใน 3 ของร่างกายการดื่มน้ำจะช่วยส่งผลดีต่อทุกระบบในร่างกาย การแพทย์แผนจีนและอายุรเวทอินเดีย ได้กล่าวถึงการเริ่มต้นเช้าวันใหม่ด้วยการดื่มน้ำร้อนว่า เป็นสิ่งที่ควรทำ ซึ่งการดื่มน้ำร้อนจะมีประโยชน์อย่างไรติดตามได้ในบทความนี้

1. ขับสารพิษ

การดื่มน้ำร้อนในช่วงเช้าหลังตื่นนอนจะช่วยเพิ่มอุณหภูมิในร่างกาย กระตุ้นระบบต่อมไร้ท่อให้เริ่มทำงานและขับเหงื่อขับของเสียสารพิษต่างๆให้ถูกกำจัดออกไป ช่วยให้รู้สึกสดชื่นและสบายตัวมากขึ้น

2. ท้องผูก

เพื่อเป็นการกระตุ้นให้ลำไส้บีบตัวเคลื่อนไหวลำเลียงของเสียได้ง่ายขึ้นการดื่มน้ำร้อน 1-2 ถ้วยมีส่วนช่วยให้ลำไส้ทำงานได้ดีมากขึ้น เมื่อมีอาการท้องผูกลองดื่มน้ำร้อนในช่วงเช้าก่อนรับประทานอาหารและนวดท้องเบา ๆ วิธีนี้จะช่วยกระตุ้นให้ลำไส้เริ่มทำงานลดปัญหาท้องผูกได้เป็นอย่างดี

3. บรรเทาหวัดคัดจมูก

บ่อยครั้งที่เป็นหวัดคัดจมูกและหายใจไม่สะดวก การดื่มน้ำร้อนจะช่วยบรรเทาให้อาการดีขึ้น ความร้อนของน้ำร้อนทำให้เกิดไอน้ำ ขณะดื่มควรสูดดมไอน้ำควบคู่กันไปด้วย โดยอาจมี 1 แก้วไว้ดื่มอีก 1 แก้วไว้ใช้สูดดมไอระเหย เมื่อทำคู่กันจะช่วยคลายอาการคัดจมูก ขับเสมหะในลำคอ ลดการสะสมของน้ำมูก ช่วยให้หายใจได้โล่ง ไม่อึดอัด

4. ระบบเลือด

การอาบน้ำอุ่นมีส่วนช่วยให้หลอดเลือดแดง และหลอดเลือดดำ ขยายตัวส่งผลให้เลือดไหลเวียนได้ดี การดื่มน้ำร้อนก็ให้ผลลัพธ์ที่คล้ายคลึงกัน เพียงแต่การดื่มน้ำร้อน เป็นการกระตุ้นระบบร่างกายจากภายในสู่ภายนอก ช่วยให้อวัยวะภายในและระบบเลือดผ่อนคลาย เป็นการเตรียมพร้อมในการทำงานของระบบเซลล์และระบบต่าง ๆ ในร่างกาย

5. ลดอาการบวมน้ำ

หากรู้สึกอึดอัดและร่างกายมีอาการบวมน้ำ การดื่มน้ำที่อุณหภูมิประมาณ 45-50 องศาเซลเซียสมีส่วนช่วยกระตุ้นระบบเผาผลาญอาหาร ลดอาการบวมน้ำ ขับของเสียส่วนเกินในเซลล์ทิ้ง

 6. บรรเทาปวดประจำเดือน

วันเบา ๆ ของผู้หญิงหลายคน มักมีอาการปวดท้อง เพราะการบิดตัวของกล้ามเนื้อในช่องท้อง ส่วนใหญ่มักนิยมใช้กระเป๋าน้ำร้อนประคบภายนอก เพื่อลดอาการปวด การดื่มน้ำร้อนงดน้ำเย็นในช่วงที่มีประจำเดือนก็เป็นอีกสิ่งหนึ่งที่เราควรทำ เนื่องจากน้ำร้อนที่ดื่มเข้าไปนั้น จะสามารถช่วยคลายการบีบรัดตัวของมดลูก กระตุ้นการทำงานของระบบเลือด ลดอาการปวดกล้ามเนื้อ บรรเทาอาการปวดท้องและช่วยให้รู้สึกผ่อนคลายมากขึ้น

อย่างไรก็ตาม น้ำร้อนที่นำมาดื่มควรมีอุณหภูมิไม่เกิน 50 องศาเซลเซียสและเมื่อดื่มเข้าไปคำแรกไม่ควรรีบกลืนให้ค่อยๆจิบค่อยๆดื่ม เพื่อเป็นการกระตุ้นอวัยวะภายในให้ตื่นตัวอย่างช้าๆ หากใจร้อนรีบดื่ม อาจทำให้เยื่อบุในช่องปากพุพอง ส่งผลให้เกิดแผลในช่องปากและลำคอได้

โรคภูมิแพ้

โรคภูมิแพ้ ทุเลาได้ ด้วย 6 วิธีจากธรรมชาติที่ทำเองได้

เชื้อโรคหรือสารก่อภูมิแพ้ที่ล่องลอยอยู่ในอากาศ หรือแม้แต่สารเคมีบางชนิดที่เราสูดดมหายใจเข้าสู่ปอด ปัจจัยเหล่านี้ อาจก่อให้เกิดปฏิกิริยาการอักเสบต่อร่างกาย ส่งผลให้มีอาการไอ จาม น้ำมูกไหล น้ำตาไหล เป็นผื่นคันระคายเคืองตามผิวหนัง และอาจถึงขั้นกลายเป็นโรคภูมิแพ้ได้ หากมีอาการที่บ่งชี้ว่ามีแนวโน้มที่จะเป็นโรคนี้ เราควรดูแลสุขภาพอย่างไร บทความนี้ มี 6 วิธีธรรมชาติในการรักษาภูมิแพ้มาฝากดังนี้

1. ทำความสะอาดโพรงจมูก

เมื่อมีสิ่งแปลกปลอมผ่านเข้ามาในจมูก เช่น สารก่อภูมิแพ้ประเภทละอองเกสรดอกไม้ หรือฝุ่นละออง ที่ทำให้เกิดอาการจามไม่หยุด น้ำมูกไหล ให้ลองทำความสะอาดด้วยการล้างจมูกด้วยน้ำเกลือ จะช่วยลดจำนวนเชื้อโรค สารก่อภูมิแพ้ และน้ำมูกให้ลดลง

2. ลดและขจัดความเครียด

ฮอร์โมนความเครียด สร้างความเสียหายให้กับร่างกายเกือบทุกส่วน โดยเฉพาะเวลาที่ร่างกายอ่อนแอและมีความเครียดร่วมอยู่ด้วย จะยิ่งทำให้อาการของภูมิแพ้นั้นยิ่งแย่ลง การลดและขจัดความเครียดด้วยวิธีการทำสมาธิ ฝึกจิตให้สงบนิ่ง ถือเป็นการขจัดความเครียดที่ดี นอกจากจะลดความกดดันแล้ว ยังเป็นการสร้างภูมิคุ้มกันทางใจให้มีความแข็งแรงมากขึ้นอีกด้วย

3. ฝังเข็ม

เมื่อเกิดความไม่สมดุลของร่างกายจากโรคภูมิแพ้ และต้องการรักษาด้วยวิธีธรรมชาติ การฝังเข็มจะเป็นการช่วยลดความไวของปฏิกิริยาร่างกายต่อสารก่อภูมิแพ้ ส่งผลให้อาการภูมิแพ้ลดลงและหายไปในที่สุด

4. ใช้โปรไบโอติก

ภูมิแพ้จะทำให้ร่างกายตอบสนองสิ่งเร้าด้วยการแสดงอาการต่าง ๆ เช่น ไอจาม ผื่นคัน การเลือกรับประทานอาหาร สามารถช่วยให้ภูมิแพ้ดีขึ้นได้ หากเราเพิ่มจำนวนแบคทีเรียตัวที่ดีในลำไส้ให้มากขึ้น โดยการรับประทานอาหารที่มีโปรไบโอติก แบคทีเรียเหล่านี้สามารถช่วยกระตุ้นการผลิตสารเสริมภูมิคุ้มกัน และขัดขวางการเจริญเติบโตของเชื้อโรค อีกทั้งยังช่วยเพิ่มระบบภูมิคุ้มกันให้แข็งแรงมากขึ้น

5. น้ำมันหอมระเหย 

การบำบัดอาการภูมิแพ้ด้วยน้ำมันหอมระเหย เช่น สะระแหน่ โหระพา ยูคาลิปตัส สามารถช่วยลดการอักเสบ ล้างพิษในร่างกาย ขจัดเชื้อแบคทีเรียและสารพิษที่ก่อให้เกิดภูมิแพ้ได้ อาบนำมาใช้คู่กับเตาน้ำมันหอมระเหย ใช้หยดผสมลงในอ่างอาบน้ำ ใช้สูดดมโดยตรง หรือนำมาผสมในอ่างน้ำร้อนและใช้ผ้าคลุมศีรษะสูดดมไอระเหย ก็สามารถช่วยบรรเทาอาการจากภูมิแพ้ให้ดีขึ้นได้ ทั้งนี้ควรเป็นน้ำมันหอมระเหยจากธรรมชาติ มิใช่น้ำมันหอมระเหยสังเคราะห์ จึงจะได้ผลลัพธ์ที่ดีและรวดเร็วมากขึ้น

6. หมั่นทำความสะอาดที่อยู่อาศัย

สาเหตุหลักใกล้ตัวที่ทำให้ภูมิแพ้ถูกกระตุ้นได้ง่าย คือฝุ่นละอองในบ้าน การทำความสะอาดบ้านเป็นประจำ สามารถกำจัดต้นเหตุของอาการแพ้ได้มากมาย ไม่ว่าจะทำความสะอาดแอร์ เปลี่ยนไส้กรองอากาศในบ้าน ทำความสะอาดตู้และชั้นเก็บของในที่ต่างๆ ทำความสะอาดพรม ผ้าเช็ดเท้า เครื่องใช้ส่วนตัวอย่างที่นอน หมอนผ้าห่ม ผ้าปูเตียง ผ้าเช็ดตัว ก็เป็นสิ่งสำคัญอันดับต้นๆที่ไม่ควรมองข้าม

ภูมิแพ้ไม่ใช่เรื่องล้อเล่น ใครที่มีอาการจากโรคนี้ จะทราบถึงความทรมานได้เป็นอย่างดี หากต้องการหลีกเลี่ยงและบรรเทาอาการ ลองนำ 6 วิธีธรรมชาติในการรักษาภูมิแพ้ไปลองปรับใช้กันดู เชื่อว่าน่าจะให้ผลลัพธ์ที่ดี มากกว่าการใช้ยาเคมีรักษาแน่นอน

ประโยชน์มะเดื่อ

8 ประโยชน์มะเดื่อ หรือลูกฟิกส์ FIG สรรพคุณเข้มข้น เต็มเปี่ยมด้วยคุณค่า

มะเดื่อเป็นผลไม้ที่อยู่ในตระกูลหม่อน มีรสชาติและเนื้อสัมผัสที่เป็นเอกลักษณ์ มีถิ่นกำเนิดในประเทศอินเดียและตุรกี มีหลากหลายสายพันธุ์ อุดมไปด้วยคุณค่าทางโภชนาการ และนี่คือประโยชน์ของลูกฟิกส์หรือมะเดื่อที่มีต่อสุขภาพ

1. ดูแลระบบทางเดินอาหาร 

สามารถนำมะเดื่อจำนวน 3-5 ชิ้น แช่ลงในน้ำในขวดแก้ว ปล่อยทิ้งไว้ข้ามคืน และนำมาดื่มในตอนเช้าพร้อมกับรับประทานเนื้อรวมไปด้วย ไฟเบอร์ในมะเดื่อจะช่วยบรรเทาอาการท้องผูก ทำให้ลำไส้มีการเคลื่อนไหวขับของเสียออกได้อย่างง่ายดาย

2. ดูแลหัวใจ 

ไตรกลีเซอไรด์เป็นอนุภาคไขมันในเลือด ที่อาจเป็นต้นเหตุนำไปสู่โรคหัวใจ การรับประทานมะเดื่อที่มีสารฟีนอลและกรดไขมันโอเมก้า 3 โอเมก้า 6 จะช่วยในการกำจัดอนุมูลอิสระที่ปิดกั้นหลอดเลือดหัวใจ และทำให้เกิดโรคหลอดเลือดหัวใจ

3. ลดคลอเรสเตอรอล 

เส้นใยเพคตินในมะเดื่อเป็นเส้นใยที่ละลายน้ำได้ สามารถช่วยลดระดับคอเลสเตอรอลส่วนเกินในระบบย่อยอาหาร และกำจัดไขมันส่วนเกินในลำไส้ได้

4. ป้องกันมะเร็งลำไส้ใหญ่

การรับประทานมะเดื่อเป็นประจำ จะช่วยลดความเสี่ยงของโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่ เยื่อเมือกและเส้นใยมะเดื่อช่วยกำจัดของเสียในร่างกาย และช่วยขจัดเมือกไขมันที่อยู่ในลำไส้ จึงสามารถช่วยป้องกันมะเร็งลำไส้ใหญ่ได้

5. โลหิตจาง 

จากการขาดธาตุเหล็ก อาจส่งผลให้เกิดภาวะโลหิตจาง ในมะเดื่อมีธาตุเหล็กซึ่งเป็นองค์ประกอบสำคัญของเฮโมโกลบิน การรับประทานมะเดื่อแห้ง มีส่วนช่วยเพิ่มระดับคีโมโกลบินในเลือดได้

6. ลดระดับน้ำตาล

ใบมะเดื่อเมื่อนำมาชงเป็นชา และใช้ดื่ม สามารถช่วยควบคุมการเพิ่มขึ้นของระดับน้ำตาลในเลือดหลังมื้ออาหาร

7. เพิ่มมวลกระดูก

ความหนาแน่นของกระดูกและการเสื่อมสลายตัวลงมักเกี่ยวข้องกับอายุที่เพิ่มมากขึ้น ในมะเดื่อมีแคลเซียมโพแทสเซียม และแมกนีเซียม แร่ธาตุเหล่านี้สามารถช่วยปรับปรุงความหนาแน่นของกระดูก ป้องกันมิให้กระดูกเสื่อมหรือเปราะบางง่าย

8. ฟื้นฟูผิว 

ไม่ว่าจะกินมะเดื่อ หรือนำมะเดื่อมาทำเป็นมาพอกหน้าก็ให้ผลลัพธ์ที่ดีเช่นกัน ใช้ผลมะเดื่อ 1-2 ลูก นำเนื้อมาผสมกับน้ำผึ้งหรือโยเกิร์ต 1 ช้อนชา ผสมให้เข้ากัน แล้วนำมาใช้พอกหน้า และล้างออกให้สะอาด วิธีนี้จะช่วยฟื้นฟูผิวลดริ้วรอย คืนความกระชับและลดความกระด้างของผิวได้เป็นอย่างดี

8 ประโยชน์ของมะเดื่อฟังแล้วสามารถนำมาประยุกต์ใช้กับสุขภาพได้เป็นอย่างดีแต่การรับประทานมะเดื่อควรรับประทานแต่พอดีเนื่องจากมีน้ำตาลฟรุกโตสและให้แคลอรี่สูงหากมีโรคประจำตัวและเป็นกังวลเกี่ยวกับปัญหาสุขภาพควรปรึกษาแพทย์ก่อนการรับประทาน